กระทู้ผีพันทิป: ลองดีที่ “โค้งยิ้ม” !!!

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ต้องขอบอกก่อนว่า โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ ผมเองจบจากรั้วมหาลัยวิทยาลัยมา ก็พอมีเรื่องเล่าบ้าง อาจด้วยเพราะผมเองก็เป็นคนกลางคืน (ทั้งเที่ยวกลางคืน ทั้งขับรถซิ่ง เล่นดนตรีกลางคืน) เรียกได้ว่า แทบไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์กันเลย และเรื่องที่จะเล่านี้ เป็นเรื่องจากความทรงจำของผมและของเพื่อน ที่หลงเหลือหลังจากผ่านวันนั้น ก็ล่วงเลยมาหลายปี

มหาลัยที่ผมเรียน เนื่องจากมีเด็กจากทั่วประเทศนี่ล่ะครับ ทำให้ผมมีเพื่อนจากทั่วทุกภาค ซึ่งตัวผมเองก็พูดและฟังได้ทั้งภาษาใต้ (ฟังได้เกือบทุกแบบ) ภาษาอีสาน ภาษาโคราช ภาษาเหนือ แต่เพื่อนที่มีเยอะที่สุดคือ จากอีสานครับ ปิดเทอมใหญ่อยู่ปีนึง ผมจำได้ว่าปีนั้น หลักสูตรมีการบังคับลง Summer ซึ่งระหว่างสอบเสร็จ จนก่อนถึง Summer นั้น พอจะมีเวลาให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง ซึ่งผมจำได้ว่าตอนนั้นผมออกรถใหม่และเห่อรถมาก ผมกลับบ้านแค่ 1 สัปดาห์เอง แล้วก็รีบกลับมามหาลัย เพราะอยู่บ้านออกไปเที่ยวกลางคืนไม่สะดวก…

พอกลับมามันก็เหงาครับ ก็เลยโทรหาเพื่อนๆ จนสุดท้ายก็รวมกลุ่มกันได้ โดยมีเพื่อนที่ติดแหงกอยู่ที่มหาลัยไม่ได้กลับบ้านอีก 2 คน เลยตกลงกันว่าจะเดินทางไปเยี่ยมเยือนบ้านเพื่อนอีกคนในกลุ่มที่อยู่อีสานครับ จังหวัดนี้ (ขอไม่เอ่ยชื่อ) เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความเจริญมากเลย บ้านเมืองดูเป็นเมืองที่เจริญครับ ผมขับรถไปมือเดียวก็ถึงครับ ไม่ต้องผลัดเพื่อน เพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล

ไปวันแรก ก็ไม่ได้เหนื่อยมากครับ ไปนอนบ้านเพื่อนคนนี้เลย สมมติว่าชื่อ บี้ นะครับ บี้ค่อนข้างเป็นลูกคนมีเงินในจังหวัดครับ สังเกตได้ว่า ไปกินข้าวร้านไหน ก็รู้จักหมด อยู่มหาลัยขี่เวสป้าอยู่บ้านขับ New beatles ใช้ได้เลย คืนแรกเนี่ย ไปทานข้าวกับพ่อแม่ของบี้ครับ บี้เองก็ไม่ค่อยกล้าพาเที่ยวต่อหน้าพ่อแม่ แต่พอคืนที่ 2 นั้น บี้แนะนำให้พวกผมไปเช่าโรงแรมในเมืองเผื่อคืนที่ 2 ไปเที่ยวจะได้สาว พวกผม 3 คน จึงตัดสินใจเปิด 2 ห้องครับ คือ พูดกันแบบตรงๆ เลยก็คือ ถ้าในกลุ่ม 3 คน ถ้าได้สาว 1 คน ก็ยกห้องนั้นให้ไปเลย ถ้าได้สาว 2 คน ผมก็จะให้คนที่ไม่ได้ เอารถผมไปนอนทื่อื่น หรือไม่ก็ค่อยเปิดห้องใหม่ บี้ก็จัดกันชวนเพื่อนสาวๆ สมัย ม.ปลายกันมาเต็มเลย เพื่อนที่โสดๆ

หลังจากเที่ยวกันเสร็จ ระหว่างทางกลับตอนนั้นเอารถผมไปคันเดียว ผมเป็นคนขับ โดยที่สาวๆ ที่จะไปต่อที่ห้องนั้นขับตามมาอีกคันนึงตามหลัง พอถึงทางเส้นนึง บี้ให้เลี้ยวเข้ามา ซึ่งผมเห็นคันข้างหลังผมกะพริบไฟให้แล้วไม่เลี้ยวตามเข้ามา ผมจึงถามบี้ว่า

“เฮ้ย มึงบอกทางมั่วปะเนี่ย ทำไมคันหลังไม่ตามมาวะ กะพริบไฟด้วย”

“งี้แหละสาวๆ ไม่ค่อยกล้าหรอก ต้องแมนๆ กูจะพามาลองของ!”

“ลองไรวะ ถ้าเอากูเข้ามาหาเจ้าถิ่น แล้วมาลองรถ กูไม่เอานะ นั่งมา 4 คน โช๊คติดแล้ว เสียดายรถกู”

“ไม่ใช่แบบนั้นโว้ยยย เดี๋ยวพ้นทางตรงนี้ไป จะเรียกว่าโค้งยิ้ม!”

“คือห่าไรวะ โค้งยิ้ม เหมือนช้างยิ้มป่าววะ”

“ทะลึ่งๆ เดี๋ยวมึงจะโดนหนักกว่าคนอื่นเขา ปากมึงเนี่ย”

“เออ สรุปคือไรวะ” เพื่อนข้างหลัง 2 คนเสริมขึ้นมาครับ และบี้ได้เล่าต่อว่า…

“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วว่ะ โค้งข้างหน้าที่จะถึงเนี่ย มันเป็นโค้งกว้างๆ แต่มันโค้งมากนะ เขาว่านานละ คงเป็น 10 ปีได้ มีชายหญิง เป็นแฟนกัน มาแหกโค้งเว้ย เขาว่า ผู้หญิงตาย ผู้ชายรอด แล้วหลังจากนั้นมา คนที่เขาผ่านไปมาตอนดึกๆ ก็จะเห็นผู้หญิงคนนึง มายืนก้มหน้าอยู่ตรงกลางโค้ง พอมีรถวิ่งเข้าโค้งมามันต้องชะลอ พอชะลอเข้าไปใกล้ๆ ผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ส่งยิ้มให้ ค่อยๆ ยิ้ม… จนปากฉีกถึงหูเลย”

“แล้วกูต้องทำไงวะ กลับรถเลยไหม”

“มึงนี่เมาแล้วปากอย่างหมาเลยนะ เขาว่าต้องบีบแตรเวลาผ่านโค้งเว้ยถึงจะเห็น หรือบางคนไม่ต้องบีบแตรก็เจอ”

“แล้วนักท่องเที่ยวอย่างพวกกูล่ะ ไม่รู้ต้องทำไง ถ้าผ่านเข้ามาเจออย่างที่มึงเล่า ไม่เสียบเข้าโค้งไปเลยเหรอ”

“ก็มันไม่ใช่ทางหลักอะ ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่เข้ามาไม่ถูกหรอก” (สมัยนั้น GPS ไม่นิยมเท่าไหร่ครับ)

“อ่อๆ แล้วคือ ที่พามา กูต้องทำไง”

“เอ้า แล้วแต่มึงเลย ตามสบาย กูพามาดูแลนด์มาร์ค”

“ถ้าไม่เห็น ไม่เจอ กูจอดรถลงไปเยี่ยวเลยนะ”

“เดี๋ยวก็รู้ พูดแบบเนี้ย กูเห็นเยี่ยวแตกมาหลายคนละ”

ขับไปต่อเพียงไม่กี่อึดใจก็เห็นโค้งไกลๆ ครับ โค้งนี้ไม่มืดมาก อาจเพราะว่ากระจกรถผมใสมาก สไตล์รถซิ่ง ผมค่อยๆ ชะลอผ่านโค้ง ซึ่งผมไม่เห็นอะไร… ไม่กี่อึดใจ ยังไม่ทันได้เข้าโค้ง ทั้งรถผมเสียงก็จะเงียบอยู่แล้ว ก็เริ่มมีเสียงหายใจที่แรง ผมได้ยินเสียงของเล็บที่เหมือนจะจิกขากางเอง ผมเองไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าพวกเพื่อนๆ มันคงขยับตัวกันเฉยๆ

“เฮ้ยๆ บีบแตรเถอะ” บี้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“เฮ้ย บีบแตรเถอะ อย่าเล่นเลย” เพื่อนข้างหลังพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะกังวลอะไรบางอย่าง

ผมยิ่งสนุก แกล้งเพื่อนครับ ขับให้ช้าลง ยึกยักเล่น จนสุดท้ายเครื่องรถมันเลยดับ อยู่เลยโค้งมาหน่อยครับ มาเร็ว เบรก แล้วไม่ได้เปลี่ยนเกียร์ลงมา (รถมันพึ่งได้มาไม่นาน ไม่คุ้นครับ) ผมก็เลยเข้าเกียร์ว่าง จะสตาร์ทใหม่ ตอนนั้นผมสังเกตได้ว่า เพื่อนทุกคนมองไปทางเดียวกันหมดคือ ทางซ้ายมือจากทางด้านหลังของรถผม ซึ่งผมก็มองผ่านกระจกส่องหลังตามตลอด ผมก็ไม่เห็นมีอะไรที่ผิดปกติ แต่เพื่อนผมเริ่มมีอาการสติแตก เริ่มตะโกนออกมาเสียงหลง ตอนนั้นผมก็เริ่มเสียวๆละ จากอาการที่เพื่อนแสดงออกมา แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่ายังไม่เห็นอะไรเลยในตอนนั้น ผมก็ยังคิดไปว่าเพื่อนคงแกล้งมากกว่า พอผมสตาร์ทรถเสร็จ กำลังจะเข้าเกียร์ ผมก็ต้องตกใจเสียงของไอ้บี้ที่ตะโกนขึ้นมาว่า

“ไอ้เxี้ยยย  ออกรถถถถถถถ!!!”

มันตะโกนเสียงดังพร้อมกับเอามือยื่นมาบีบแตรที่พวงมาลัยผมอย่างบ้าคลั่ง เกือบ 10 ครั้งถี่ๆ ผมก็ตกใจ กำลังจะออกรถ มือพันกับมือไอ้บี้ รถผมดับอีกรอบ เพื่อนทั้ง 3 คน ตอนนี้มีอาการเอาหน้าซุก เอาหน้าหลบ เหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการมองเห็นอะไรสักอย่าง แต่ทันใดนั้น ผมได้ยินเสียงที่โหยหวนลอยมา ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ในตอนนั้นผมก็ยังไม่เห็นอะไรเช่นเดิม คิดแต่เพียงว่า ผมไม่แกล้งเพื่อนละ กลัวจะทะเลาะกัน เพราะเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร พอผมออกรถมาได้ผมก็หันไปบอกเพื่อนๆ ว่า

“พวกมึงเป็นไรวะ อุปทานหมู่เหรอ กูไม่เห็นอะไรเลย” สิ้นสุดเสียงที่ผมพูด ผมสาบานได้ ว่าผมได้ยินเสียง

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”

มันเป็นเสียงที่ ดัง ยาว โหยหวน เป็นเสียงของผู้หญิงที่ตะโกนจนสุดเสียง เหมือนโมโห หรือเสียใจอะไรบางอย่างอย่างถึงขีดสุด ผมพยายามสอดส่ายสายตามองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไร และมันไม่ใช่เสียงใครแกล้งเปิดจากโทรศัพท์แน่นอน มันไม่ใช่เสียงที่ลอยมาตามลม แต่มันเป็นเสียงที่พุ่งทะยานมาจากด้านหลัง ทะลุเข้ามาในห้องโดยสาร ผมรีบขับให้เร็วขึ้นจนมาถึงโรงแรม เมื่อถึงโรงแรม ทั้ง 3 คนยกมือไหว้ศาลพระภูมิในโรงแรม ขณะที่ผมกำลังจอดรถ

ทั้ง 3 คนไม่พูดอะไร ให้สัญญาณกันเปิดประตูรถและวิ่งเข้าไปในล็อบบี้ ปล่อยผมเดินสโลว์เข้าไป เมื่อเข้าไปก็เจอเพื่อนผู้หญิงของบี้อีก 4 คน มานั่งรอที่ล็อบบี้ ผมเองปวดฉี่มาก จึงไม่ได้สนใจอะไรขึ้นห้องก่อนเลย พอมาถึงห้อง ก็เลยไปหาพวกที่เหลืออีกห้องนึง เหมือนว่าพวกเพื่อนๆ จะจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องเมื่อครู่กันอยู่ ผมเดินเข้าไปทำท่าจะแซวพวกเพื่อนผม 3 คนให้สาวๆ ฟัง แต่บรรยากาศในห้องตอนนั้น มันไม่ชวนให้หยอกล้อเลย

“มึงเล่นเxี้ยไรของมึงวะ เมื่อกี้น่ะ”

“เล่นไรว้า พวกมึงอะเล่นไรกัน ไม่เห็นมีห่าไรเลย”

“มึงไม่ได้ยินเสียงกรี๊ดเหรอ!”

“เออ ก็ได้ยินนะ”

“เออ แมร่ง กูหัวใจจะวาย”

“ว่าแต่มีไรอะ กูไม่เห็นไรเลย”

หลังจากนั้นเพื่อนทั้ง 3 พยายามช่วยกันเล่าครับ จับใจความได้ว่า ตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง พวกมันเห็นผู้หญิงคนนึง ยืนอยู่ที่ไหล่ทางตรงกลางโค้ง มองเห็นอยู่ไกลๆ นาทีนั้นพวกข้างหลัง ยังมีความคิดว่า บี้ ให้เพื่อนที่แยกไปคนละทาง อ้อมมาแกล้งรึเปล่า แต่มันไม่เห็นจุดไหนเลย ที่จะจอดรถหรือซ่อนรถได้ พอผมชะลอช้าลงก่อนเข้าโค้ง พวกมันก็เห็น ผู้หญิงคนนั้น ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา และค่อยๆแสยะยิ้มจนปากฉีกถึงหู!!! แล้วรถผมก็ดับ สิ่งที่เกิดต่อจากนั้นคือ…

ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ หันมาทางรถ และเคลื่อนที่แบบพรึ่บ ใช่ครับ มันบอกแบบนี้ คือคล้ายกับในหนังเลย พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ มาจนถึงกระจกข้างรถผม จังหวะนั้นเอง ที่ไอ้บี้ยื่นมือมาบีบแตรอย่างบ้าคลั่ง มันบอกว่า มันเป็นห่วงความทะลึ่งของผมนี่ล่ะ เพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังโน้มตัวลงมาตรงกระจกข้างๆ ผม บี้บอกว่ามันเห็นชัดถึงขนาดที่ว่า เห็นปอยผมที่ค่อยๆ ทิ้งตัวลงมาจากหัวไหล่ และได้เห็นรอยยิ้มที่น่าสยดสยองนั้นอย่างชัดเจน เป็นรอยยิ้มที่เหมือนริมฝีปากฉีกไปถึงหูจริงๆ! จากนั้นผมก็ขับรถออกมา พร้อมกับเสียงกรี๊ดที่ไล่หลังมา…

นั่นคือเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟังครับ สรุปคืนนั้น จึงมีปาร์ตี้กันอย่างเจื่อนๆ เพื่อให้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทั้งหมด 8 คน 4 สาว และพวกผม นอนที่โรงแรมครับ โดยตื่นเช้ามา Check out โดนชาร์จค่าโรงแรมเพิ่มอีก พวกผมก็เที่ยวต่อที่นั่นอีก 2-3 คืนครับ แต่ไปนอนบ้านบี้แทน เพราะอีก 2 คนลงความเห็นว่า นอนบ้านบี้เถอะ อุ่นใจกว่า…

 

ที่มา: pantip.com

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!