กระทู้ผีพันทิป: เรื่องเล่าสยองขวัญในรั้วมหาวิทยาลัย ใกล้สนามบิน

เป็นเรื่องที่ ต้องขอบอกว่า ให้ใช้วิจารณญาณนะครับ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ ผมเองจบจากมหาวิทยาลัยหนึ่ง แถวสนามบินครับ ก็พอมีเรื่องเล่าบ้าง เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ผมเข้าไปรายงานตัวกับทางมหาลัยเลยครับ เป็นเรื่องจากความทรงจำของผม หรือของเพื่อน ที่หลงเหลือหลังจากผ่านวันนั้นมาเป็น 10 ปี

เรื่องที่ 1. ห้องน้ำตึกคณบดี

ตึกนี้ มหาลัยผม ขึ้นชื่อเรื่องศาลในห้องน้ำหญิงครับ แต่ปีที่ผมเข้า เขาย้ายศาลลงมาละครับ ผมจำได้ว่า ผมรายงานตัวเสร็จ ผมดันลืมยื่นเอกสารอีกใบ พูดง่ายๆว่ายื่นไม่ครบล่ะครับ ผมจึงวิ่งเข้าไปที่ตึก Slope อีกรอบนึง เจออาจารย์ท่านที่รับรายงานตัวผม ผมจึงจะขอแนบเอกสารเพิ่มเติม แต่อาจารย์บอกว่าเอกสารถูกเก็บไปแล้ว ลองไปติดต่อตึกคณบดีดูนะ ผมก็วิ่งไปเลยครับ น่าจะเกือบกิโลได้ บอกป๊าให้ไปเอารถ ขับตามไป ผมจำได้ว่าตอนนั้น น่าจะ 4 โมงกว่าแล้ว

ตอนนั้นประตูหน้าตึกถูกปิดแล้ว ผมก็เลยวิ่งอ้อมข้างหลังขึ้นไปเลยครับ วิ่งดูทุกชั้น ตายล่ะ ปิดหมดเลย ทำยังไงดี ไปหยุดที่ชั้นนึง ผมจำชั้นไม่ได้ละ แต่ปวดฉี่มาก ก็เลยเข้าห้องน้ำ ตอนเข้า ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ เพราะว่าไม่มีคนอยู่ ตอนออกมาล้างมือ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นห้องน้ำหญิง เพราะมันไม่มีโถฉี่ครับ ผมก็ล้างมือ ที่สังเกตว่าแปลกคือ กำแพง มันเหลืองๆครับ แล้วก็มีร่องรอยเจาะรูเยอะ ผมเองไม่ได้คิดอะไรเลย คิดว่าคงเจาะที่ใส่ทิชชู่ แล้วเอาออกอะไรแบบนี้ครับ

ผมก็รีบออกมา คิดว่าคงต้องไปหาถามอาจารย์ด้านล่างเอา พอผมวิ่งออกมา ตางทางระเบียง ผมดันไปเจอผู้หญิงคนนึง ใส่ชุดนักศึกษา ยืนพิงหน้าต่างตรงระเบียง ลักษณะหันหลังให้หน้าต่างครับ คือ มันก็ใกล้ทางเข้าห้องน้ำกับบันไดล่ะครับ ออกปุ้บเจอปั๊บ ผมเองแว๊บแรกที่เห็น เขินครับ เขาเป็นผู้หญิง เราเป็นผู้ชายแล้วเราไปเข้าห้องน้ำหญิง แต่ก็ทำเนียนครับ ก็กะไว้ว่าจะแก้เขินแล้วแกล้งถามเรื่องเอกสาร จังหวะกำลังจะอ้าปากถามนั้น นางก็หงายหลังไปในช่องหน้าต่าง ตกลงจากระเบียงไปต่อหน้าต่อตาผมเลย !

ตอนนั้นผมตกใจสุดขีด เลยรีบวิ่งลงมากะจะมาหาพี่ รปภ. ด้านล่าง แต่… พอลงบันไดมา มันไม่มีอะไรเลยครับ ทุกอย่างสงบเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่รู้สึกได้ว่าตอนอยู่ข้างล่าง ตำแหน่งที่ตกลงมา มันตรงกับศาลใหญ่ที่อยู่หลังตึกพอดีมั้งครับ ผมเองก็เป็นเด็กบ้านนอก ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ตกใจปนกลัว จึงวิ่งอ้อมมาหน้าตึก พอดีพบอาจารย์ท่านนึง ผมจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่จำแนกแถวตอนรายงานตัว เขาบอกว่า ไว้เปิดเทอมค่อยเอามาก็ได้ มันไม่ใช่เอกสารสำคัญ ไม่จำเป็นต้องมาวันรุ่งขึ้น…

ผมได้ยินเรื่องศาลในห้องน้ำหญิงก็หลังจากเปิดเทอมแล้ว ผมก็แอบตกใจนิดนึงครับ เคยเล่าให้รุ่นพี่ฟัง เขาก็บอกว่า เนี่ย…ยังถือว่าเบาะๆ บางคนเจอหนักกว่านี้อีก แต่หนักขนาดไหน เขาเองก็ไม่ได้บอกมาแล้วผมก็คิดว่า ผมไม่ต้องรู้จะดีกว่า

เรื่องที่ 2. วัดข้างคณะ

ตอนผมเข้าไปอยู่ปี 1 สมัยนั้น หอพักเอกชนข้างมหาลัย ยังมีแค่ส่วนที่อยู่ระหว่างวัดกับคณะที่เปิด ซึ่งไอ้หอพักที่เลยวัดไปนั้น ก็พึ่งจะมาตั้งเป็นโครงการที่พึ่งทำเสร็จไปหมาดๆ พึ่งเปิดจองไป แล้วคนก็เพิ่งเริ่มย้ายเข้าไปพักกัน ตรงทางรถไฟที่วิ่งคู่กับถนนเส้นนั้น ก็ยังไม่มีร้านลาบร้านยาดอง ร้านน้ำชาเยอะเหมือนสมัยนี้ ผมจำได้ว่า วันนั้นผมไปดื่มกับรุ่นพี่ที่ข้างคลองของวัด จนถึงซักประมาณเที่ยงคืนกว่า ก็อยากจะเล่นเกมตี DotA กันล่ะครับ ร้านเกมตรงนั้นก็เต็ม จึงตัดสินใจจะเดินไปหอใหม่ เดินผ่านวัดไป ตัดสินใจเดินไปทั้งกลุ่มครับ เพราะมอเตอร์ไซค์ไม่พอ ระหว่างก่อนถึงวัดปลูกศรัทธา ก็จะมีสะพานข้ามคลองครับ ระหว่างกำลังข้ามคลอง ก็มีคนเปิดประเด็นมาว่า

“เห้ย สมัยก่อน เขาว่าวัดนี้ผีดุนะเว้ย” รุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมา

“วู้วว กูไม่เชื่อหรอก ถ้ามีจริงนะ มาให้เห็นดิ๊ จะเตะแม่งให้คว่ำเลย”

เสียงจากรุ่นพี่คนนึง เป็นเด็กลูกครึ่งครับ พ่อเป็นอเมริกัน ก็เลยห่ามๆ ตามสไตล์เด็กนอกครับ ปากดี แต่พี่เขาจะเป็นคนเตี้ยหน่อยครับประมาณ 165 ซม. ที่เหลือสูงทั้งกลุ่ม คือ ทั้งกลุ่มเนี่ย นอกจากพี่คนนี้ คือผมเตี้ยสุด ซึ่งผมสูง 183 ซม. ครับ คนอื่นๆก็แซวๆกันไป ด้วยส่วนสูงพี่เขา พี่เขาก็ต้องแหงนหน้าคุยกับพวกผมละครับ

ซักพักระหว่างที่เพื่อนๆ คุยกันนั้น อยู่ๆ แกก็เดินนิ่งก้มหน้า แล้วก็เริ่มเดินเร็วขึ้นๆ จากนั้นก็ออกตัววิ่งครับ คือวิ่งแบบสุดฝีเท้าอะครับ เพื่อนๆ ก็คิดว่าเขาแกล้งก็หัวเราะกันใหญ่ มองไปขำไป แต่ทำไมไม่หยุดวิ่งซักที ระยะทาง ผมว่ามันก็ไกลเลยนะ วิ่งสุดฝีเท้าไม่หยุดเลย ซักพักเห็นเหมือนรองเท้าก็กระเด็นและยังวิ่งไม่หยุด เพื่อนๆ เริ่มใจคอไม่ดี จึงเริ่มออกตัววิ่งตาม พอไปถึงโครงการหอพัก ตรงนั้นก็เห็นพี่คนนี้มันยืนอ้วกอยู่ตรงเสาไฟฟ้า จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น วิ่งทำไม พี่เขาเล่าว่า…

ตอนที่เดินคุยกันอยู่หน้าวัดนั้น ก็คุยกับเพื่อนๆ ตามปกติ แต่องศาสายตานั้น มันขึ้นไปถึงยอดเสาไฟฟ้าต้นนึงที่อยู่ตรงข้ามประตูวัด (ผมจำไม่ได้ว่าเสานั้นมีหม้อแปลงไฟไหม) เขาเห็นผู้หญิงผมยาว นั่งเอามือสางผม แกว่งเท้าอยู่บนเสาไฟฟ้า พอเขาเห็นเขาก็ตกใจ จึงแกล้งทำเป็นไม่เห็น เดินก้มหน้าก้มตา และพยายามเพิ่มความเร็วในการเดิน พอเหมือนจะพ้นหน้าวัด ในอึดใจที่คิดว่า คงไม่มีอะไรแล้ว พี่เขาก็ได้ยินเสียงที่มาจากแถวซอกคอด้านขวาว่า

“กูรู้นะ ว่าเห็น!”

เท่านั้นล่ะครับ ก็เป็นอย่างที่พวกผมเห็นกัน…

เรื่องที่ 3. ตึกโหล

มันมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับตึกนี้ ทั้งๆ ที่เป็นตึกที่พึ่งสร้างใหม่ บ้างก็ว่า ถ้านับขึ้นไป แล้วเผอิญนับไม่ครบ 12 ชั้น เขาว่าจะติดโปรเรียนไม่จบ (สำหรับผม ผมว่ารุ่นพี่เขาอำ ประมาณว่าแค่ 12 ชั้น ยังนับผิดได้ ก็อย่าเรียนจบเลย อะไรแบบนี้ครับ) กับอีกเรื่องนึงคือ ตึกโหลนี้ ชั้น 7 จะเป็นชั้นเดียวที่ไม่เคยปิดไฟเลยครับ ซึ่งพวกผมนั้น จะชอบไปอ่านหนังสือที่ชั้น 12 เป็นประจำ มันเย็น ลมโกรก เงียบสงบ มีที่เขี่ยบุหรี่ เพราะว่าพวกพี่ ป.โท และ ป.เอกบางภาค เขาทำโปรเจคกันชั้นนี้ครับ

ซึ่งไอ้เรื่องชั้น 7 เนี่ย ผมได้ยินมาบ่อยละ รปภ.เล่าให้ฟังบ้างล่ะ ว่าถ้าวันไหนไม่เปิดไฟจะมีเรื่องแปลกๆ มีคนเคยเห็นมีคนโดดลงมาบ้างล่ะ รปภ. เดินตรวจแล้วเจอดีบ้างล่ะ ลิฟท์โดนกดเรียกจากชั้น 7 บ้างล่ะ แต่พวกผมไม่เคยเจอ และตอนกลางวันก็เรียนชั้น 7 อยู่บ่อยๆ ก็ไม่เห็นเจออะไร และคิดแค่ว่า ที่เปิดไฟชั้น 7 ตลอดนั้น เพราะตึกมันมี 12 ชั้น ครึ่งนึงของความสูงตึกคือระหว่างชั้น 6 กับ 7 เลยเปิดไฟที่ชั้น 7 อะไรแบบนี้ครับ คิดเป็นอะไรง่ายๆ ถามว่ากลัวไหม ก็นิดหน่อย แต่ไม่ค่อยเชื่อว่ามีครับ

แถมขึ้นลิฟท์กลางคืนไปอ่านหนังสือหัวค่ำบ่อยมาก จะขออธิบายลักษณะลิฟท์ก่อนนะครับ ลิฟท์จะอยู่กลางตึก เปิดลิฟท์ออกมาจะเจอโถงกลางตึกและบันไดกลาง และจะมีทางเดินเป็นปีกซ้ายและขวาของตึก ส่วนเลขลิฟท์นะครับ คือ ลิฟท์มี 12 ชั้น ปุ่มตัวเลขมันจะเรียง 2 แถว คือแถวทางซ้าย ชั้น 1 จะอยู่ล่างสุดไล่ขึ้นไปถึงชั้น 6 และแถวทางขวา ชั้น 7 จะอยู่ล่างสุด ไล่ไปถึงชั้น 12

มีวันนึง นักร้องวงผม ซึ่งเรียนอยู่ภาคเดียวกันครับ ก็ขึ้นไปอ่านหนังสือด้วยกันกับเพื่อนอีกคน ซึ่งคนนี้ไปกับผมตลอดครับ เป็นคู่รหัสผม ซึ่งมันจะเกรียนๆ หน่อย พอตอนลงมา น่าจะซัก 3 ทุ่มกว่าๆ ระหว่างรอลิฟท์ขึ้นมารับนั้น ไอ้เจ้าคู่รหัสผมก็เร้าใหญ่เลย เล่าเรื่องผีขึ้นมา เพราะรู้ว่าเจ้านักร้องผมมันขี้กลัว เร้าได้พอประมาณ ลิฟท์ก็มาพอดี ตอนจะกดลิฟท์ ก็แกล้งกันอีก ทำท่าจะกดชั้น 7 หรือชั้น 1 พอให้ได้ยื้อกันพอประมาณ แต่ก็ไม่ได้กดชั้น 7 นะครับ คิดว่าไม่แกล้งกันถึงขนาดนั้น แต่ระหว่างนั้นเอง…

“ติ๊งดิ่งงงงง…”

ลิฟท์จอดชั้น 7 ครับ ซึ่งเราไม่ได้กดจริงๆ พอลิฟท์เปิด ไฟสว่างครับ ก็ใจดีสู้เสือเดินออกมาดู เผื่อว่ามีใครกดลิฟท์ เราตัดสินใจเดินออกจากลิฟท์ที่อยู่กลางตึก ออกมาดูที่ปีกซ้ายและขวาของตึกให้หายคาใจครับ ไอ้เกรียนกับนักร้องผม เลือกที่จะไปดูตรงปีกซ้าย ผมดูปีกขวาเอง ซึ่งด้วยความที่เราดูหนังผีมาเยอะ กลัวลิฟท์มันปิดไม่รอ ผมไม่ไว้ใจปุ่ม Hold ในลิฟท์ ผมจึงเอาหนังสือเล่มเท่าหน้าเหลือง วางขวางประตูลิฟท์ไว้และเดินออกมาดู ไฟก็สว่างนะครับ แต่เมื่อหันกันไปดูคนละทางมันเหมือนในหนังเป๊ะเลยครับ…

ภาพที่ผมเห็นจากปีกขวาคือ หลอดนีออนค่อยๆ กะพริบ ไล่จากปีกตึกลึกสุด ไล่เข้ามาๆ ทีละดวง ผมอึ้งนิ่งเลยครับ รู้สึกตัวอีกทีคือ ไอ้เกรียน กระชากแขนผมให้วิ่งขึ้นลิฟท์ ผมรีบหยิบหนังสือออกแล้วรีบกดลิฟท์ลงครับ นักร้องผมนี่ร้องไห้แล้ว เราทั้ง 3 คน อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่!!! ลิฟท์มันดันค้างเปิดอยู่ระหว่างชั้น 1 กับชั้น 2 ครับ คือ 2 ชั้นนี้ ก็พอจะมีคนตลอดอยู่แล้ว ตอนนั้นถึงแม้จะเห็นคนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใจชื้นขึ้นมาเลย ตอนปิดลิฟท์ เราไม่ได้กดปุ่มอื่นเลยนอกจากปุ่มปิด และ ชั้น 2 มันก็แค่ชั้นเดียว ไม่มีใครเรียกลิฟท์ลงแน่นอนครับ เดินลงมันเร็วกว่า พอลิฟท์ค้าง รปภ. ก็ตะโกนขึ้นมา

“ขึ้นไปเล่นอะไรกันมา!”

นักร้องผมจะปีนออกท่าเดียวครับ มันกลัว ไม่ไหวแล้ว ผมกับไอ้เกรียนก็พยายามดึงไว้ไม่ให้ปีน จนลิฟท์หายค้างขึ้นไปจอดบนชั้น 2 พวกผมก็วิ่งลงมา พวกอยู่ข้างล่างที่เห็นพวกผม เดินมาถามพวกผมที่หน้าตาตื่นว่า

“พวกน้องไปลองของมาเหรอ เห็นลิฟท์จอดที่ชั้น 7 พักนึง พี่จะชึ้นไปชั้น 12 ยืนรอลิฟท์อยู่”

“ลิฟท์มันเปิดเองครับ พวกผมไม่ได้กดเลยพี่”

สรุป ผมมาสูบบุหรี่ที่ใต้หอไอ้เกรียน พร้อมกับสอบถามพวกมัน 2 คน ว่าเห็นอะไรกัน ถึงวิ่งหน้าตาตื่นขนาดนั้น มันเล่าให้ฟังว่า พอมันหันไปมอง มันเห็นว่าไฟดับไล่มาเป็นดวงๆ เหมือนอย่างที่ผมเห็น แต่ที่มันเจอหนักกว่านั้นคือ แสงไฟที่มืดสลัวในช่วงที่ไฟดับลงนั้น มันเห็นเป็นเงาคนคนนึง (มันบอกว่า มองไม่ออกว่าชายหรือหญิง) แต่ท่าวิ่งคือ วิ่งทิ้งแขน ซอยขาวิ่งไล่หลังมากับไฟที่ดับ มันจึงรีบผลักไอ้นักร้องให้รีบวิ่งเข้ามาในลิฟท์ แล้วมาคว้าแขนผมวิ่งเข้าลิฟท์…

ไอ้นักร้องผมเสริมว่า ตอนลิฟท์กำลังจะปิด มันเห็นร่างนั้นวิ่งอ้อมหัวมุมตึกทางด้านซ้าย และกำลังวิ่งเข้ามาหาลิฟท์! อาจเป็นเคราะห์ดีของผมที่ไม่เห็นครับ แต่หลังจากวันนั้น พวกผมก็ไม่ไปอ่านหนังสือที่ตึกโหลอีกเลย จนถึงทุกวันนี้ เรา 3 คนก็ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี

เรื่องที่ 4. ถนนกลางมหาลัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องของรุ่นพี่ผมครับ ส่วนตัวผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มีช่วงหนึ่งของชีวิตครับ ผมเดินไปในทางเทาๆ คือ รับเดินโพยบอลให้โต๊ะของพี่ที่รู้จักครับ (ไม่ดีครับอย่าทำตาม) คืออยากหาลำไพ่เสริมครับ คู่ไหนน่าเก็บก็เก็บ คู่ไหนไม่น่าเก็บ ก็ส่งเข้าโต๊ะ กินแต่ค่าน้ำครับ สุดท้าย เรื่องมันก็เกิดคือ เพื่อนผมคนนึง ติดเงินโต๊ะครับ เงินหลายหมื่นอยู่ และมันไม่มีเงินใช้ครับ มันจึงยื่นข้อเสนอโดยการ จะโอน Honda CB400 ให้ผม โดยให้ผมเคลียร์หนี้ให้มัน ซึ่งสำหรับผม ผมโอเคครับ ราคามันสูงกว่าหนี้ที่มันติด ผมจึงมี CB400 ไว้ขี่ครับ

การมีรถมอไซค์คันนี้ มันทำให้ผมได้รู้จักรุ่นพี่ใหม่ๆ ครับ ที่เขาขี่พวกเครื่อง 1000 หรือใกล้เคียง และ มีพี่คนนึง ขับ CBR1000 ซึ่งถือว่าเป็นมือฉมังเลย พ่อเขาก็ขี่ มันเลยทำให้เขาขี่เป็นแต่เด็ก เรียกได้ว่า แทบไม่เคยล้มเลย ขับดี ใช้ความเร็วที่เหมาะสม ไม่เห่อรถ

เช้าวันนึง ผมได้ทราบข่าวจากแกงค์นั้นว่า พี่คนนี้เข้าโรงพยาบาลข้างๆ มหาลัย รถล้มครับ พวกผมก็งงกันนะ ทำไมถึงล้ม เหล้าก็ไม่ดื่ม แฟนก็ไม่มีจะทะเลาะเหมือนอย่างใครเขา เรื่องโมโหก็ไม่น่ามี ผมก็เลยไปเยี่ยมแก คือแกยังไม่ได้สติเลยครับตอนไปเยี่ยม ทราบแต่ว่า แกคว่ำตรงหัวโค้งตรงหน้าประตูสถาปัตย์ คือทั้งมอเตอร์ไซค์ ทั้งคน พุ่งเข้ากอหญ้าขนเลยครับ พอแกฟื้นก็เข้าไปเยี่ยมใหม่ครับ แกเล่าว่า ตอนแกบิดมากำลังจะข้ามทางรถไฟ แน่นอนว่าต้องชะลอครับ ตอนนั้นประมาณเที่ยงคืนกว่าได้ แกพึ่งกลับมาจากแทงสนุ๊ก จังหวะที่ชะลอตรงทางรถไฟนั้น แกก็เห็นมียายคนนึง แต่งตัวเหมือนคนจีน กำลังเข็นจักรยาน หรือซาเล้งซักอย่าง กำลังข้ามถนน แกก็ไม่ได้คิดอะไรครับ แต่ก็จะรู้สึกแปลก ที่มียายแก่ๆ มาเข็นจักรยานตอนเที่ยงคืน กว่าแกจะนึกได้ก็พ้นมาหน่อยด้วยความเร็วประมาณ 20-30 ครับ แกหันไปมองกระจก…

แกเห็นป้าคนนั้นวิ่งกวดเข้ามาที่ท้ายรถ จนจะถึงท้ายรถแกแล้ว แกตบเกียร์บิดสุดเลยครับ แกว่าภาพสุดท้ายที่จำได้คือ มองกระจกแล้วเห็นป้าเอื้อมมือมาจะถึงไหล่แกอยู่แล้ว แกตกใจรถเลยเสียหลัก พุ่งเข้าข้างทางไปเลยครับ มอไซค์พังยับเลย เรื่องนี้ผมเองผมไม่ได้เจอกับตัว ผมเลยไม่กล้าบอกว่าจริงไหม แต่ช่วงนั้นก็ไม่กล้าเอามอเตอร์ไซค์ออกกลางดึกเลย ขนาดเครื่อง 1000 ยังวิ่งทันตั้งแต่หัวโค้ง ถ้าเครื่อง 400 อย่างผม ยายคงกระโดดซ้อนท้ายได้ตั้งแต่ประตูคณะเลยล่ะมั้งครับ…

เรื่องที่ 5. รอใครครับ

เรื่องมันเกิดตอนพวกผมอยู่ปี 1 ครับ สมัยที่ผมเรียน ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยผม คนมาเรียนเพราะอยากเรียน ไม่ใช่พ่อแม่จ้างเรียน เพราะฉะนั้น รุ่นของผมนั้นนักศึกษาที่มีรถยนต์จึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ไซค์กับจักรยาน ตอนนั้น ผมมี CB400 ขี่ละครับ จากที่เล่าว่าเพื่อนให้มาแทนค่าบอล แต่เอาตามตรง อาจด้วยมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้เท่าไหร่นัก ผมจึงไม่ได้หวงแหนอะไรมากมาย ใครอยากขี่ อยากอวดสาว ใครขี่ไหว ถ้าสนิทกันมายืม ผมให้หมดครับ แต่ด้วยความที่มันแพงล่ะ คนที่ยืมไปก็จะดูแลรักษาให้ค่อนข้างดีครับ

แต่มีวันนึงเพื่อนผมคนนี้ ผมขอสมมติชื่อว่า ปอง นะครับ ปองเป็นคนใต้ หน้าตาคมเข้ม หล่อ เจ้าชู้ ปองในตอนนั้น ก็สนิทกันประมาณนึงครับ ยังไม่สนิทกันเหมือนปัจจุบัน ปองจะมีอุปนิสัยเหมือนชายไทยโบราณ คือ เวลาเมา มันจะชอบเข้าไปเกี้ยวไปแซวเขาหมด แต่เข้าไปแบบสุภาพนะครับ ปกติผมกับปองจะไปแทงสนุ๊กกันตรงอีกฝั่งหนึ่งของทางด่วนตัดใหม่ แต่วันนั้น ผมไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ กลัวไปแล้วเสียตังฟรี ผมก็เลยให้ปองเอา CB400 ผมไป ซึ่งเช้าวันรุ่งขึ้น ปองโทรมาบอกว่า

“เฮ้ย มอไซค์มึงอยู่อู่นะ”

“อ้าว ทำไมงั้นวะ แล้วมึงเป็นไรมากมั้ย”

“ไม่ว่ะ ช้ำๆ นิดหน่อย กูใส่หมวก”

“แล้วไปทำอิท่าไหนทำไมล้ม”

“ก็ไม่ได้ล้มหรอก มันปักเข้าไปที่กอต้นสน”

ปองเล่าว่า ระหว่างกลับจากแทงสนุ๊กมา ก็มีอาการเมานิดๆ ก็ปกติครับ กินเบียร์ระหว่างแทง กลับมาประมาณตี 1 กว่าๆ ระหว่างขี่ผ่านหน้าคณะวิทยาศาสตร์ ตรงป้ายรถใต้สะพานลอยหน้าคณะนั้น ระหว่างชะลอรถเพื่อข้ามทางรถไฟ ปองเห็นสาวนักศึกษาคนนึง นั่งอยู่ตรงป้ายรถในไฟสลัวๆ อยู่คนเดียว ด้วยความขี้แซวและความเจ้าชู้ของปอง จากชะลอจะข้ามทางรถไฟ ไอ้ปองเบรกรถ และค่อยๆ ถอยรถกลับอย่างไว ที่ปองเห็นคือ นักศึกษาหญิง ใส่กระโปรงพลีท (ไม่น่าใช่เด็กวิศวะแน่นอน) ผมยาวนั่งก้มหน้า เหมือนมองปลายเท้าที่ขยับเล่นอยู่

“เธอครับ… เธอครับ… ดึกแล้ว ทำไมมานั่งคนเดียวละครับ”

“รอรถค่ะ”

“ไม่ได้รอใครมารับเหรอ สวยๆ อย่างนี้ระวังมีใครมาทำร้ายนะ ให้เราไปส่งมั้ย”

“แล้วจะทำอะไรหนูมั้ยคะ”

“หึ้ยยย ไม่ทำหรอก อีกอย่าง เราปี 1 เอง อย่าเรียกเราพี่เลย”

“อ๋อ”

“’งั้นอาสาไปส่งนะ”

ผู้หญิงคนนั้น ก็ขึ้นมาคร่อมมอไซค์ ปองค่อยๆ ขี่ช้าๆ ออกมา โดยที่จุดหมายคือ หน้าวัดข้างคณะวิศวกรรมศาสตร์ ขึ้นมาซ้อนปุ้บ ปองก็ค่อยๆ ไล่เกียร์ ข้ามทางรถไฟและเลี้ยวขวาไปเส้นเลียบทางรถไฟ ตามนิสัยคนขับขี่ จะเลี้ยวก็ต้องมองกระจก มันก็มองครับ ที่นี้มันรู้สึกแปลกๆ คือ มันแอบมองหน้าสาวที่มันจะพาไปส่ง มันเห็นทีแรกระหว่างเลี้ยว มันบอกว่า มันเห็นเหมือนตาของผู้หญิงคนนั้น เป็นเบ้าดำลึก แว๊บแรกมันยังคิดว่าตาฝาด มันจึงมองใหม่หลังจากมาทางตรงแล้ว คราวที่ 2 นี้ไม่ฝาดแล้วครับ ชัดเจน! ภาพที่ปองเห็นเหมือนครั้งแรกที่เห็นไม่มีผิด นาทีนั้น ปองรู้ได้ทันทีว่า “โดนเข้าแล้ว!”

ปองสติแตกบิดหนีอย่างสุดชีวิต ไปยังไม่ทันได้กี่ 10 เมตร ภาพที่ปองเห็นคือ สาวคนนั้นมายืนขวางกลางถนนด้วยใบหน้าเดิม ดวงตาที่ดำมืดเหมือนจะว่างเปล่าและพร้อมที่จะดูดกลืนทุกสิ่งได้จ้องเข้ามา นาทีนั้นปองสติแตก หักขวา จนรถเสียหลัก พุ่งเข้าไปปักกับแนวต้นสน ตัวปองนั้นยังโชคดีที่ตัวทะลุเข้าทิวต้นสนไปไม่ลึกนัก ระหว่างที่สติกำลังเลือนลางก่อนจะดับไปนั้น ปองได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ แบบสนุกสนาน เป็นเสียงหัวเราะที่ปองบอกว่า แม้จะรู้ตัวว่ากำลังจะสลบ ก็ยังอดขนลุกทั้งตัวไม่ได้

ปองรู้สึกตัวอีกทีตอนมีมูลนิธิมาช่วย เรื่องทั้งหมดก็ประมาณนี้ครับ เพื่อนบางคนบอกว่า มันแต่งเรื่องขึ้นเพราะว่าเมา กลัวผมไม่ให้ยืมอีก แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะหลังจากซ่อมเสร็จ มันเสนอเงินให้ผม เพื่อซื้อรถผมไปขายต่อ มันบอกผมว่าอย่าขับเลย มันขับแล้วเจอดี ผมก็อย่าเก็บรถคันนี้ไว้เลย…

เรื่องที่ 6. ห้องประหลาด

ในหอของผมนั้น เป็นหอที่พึ่งสร้างใหม่ มันเล็กครับ ที่ผมเลือกไปอยู่นั้น เพราะผมเองจองหอช้ามาก ไม่รู้ว่ามันจะเต็มกันเร็วขนาดนี้ ผมจึงจำเป็นต้องอยู่หอเล็กๆ นี้ ข้อดีคือ มันสะอาดมาก เพราะมันยังใหม่ ผมพักอยู่ชั้น 4 ครับ โดยมีห้องนึงอยู่ขั้นระหว่างผมกับบันได เรื่องนี้คงไม่เชิงเป็นเรื่องผี แต่มันเป็นเรื่องแปลกซะมากกว่า…

ผมจำได้ว่าตั้งแต่เข้ามาอยู่ ผมไม่เคยเห็นหน้าผู้เช่าห้องนี้เลย ปีแรกผมมักจะได้ยินเสียงเปิดทีวี มีลมแอร์เป่าออกมา และได้ยินเสียงคอมแอร์จากห้องนี้บ้าง แต่ระเบียงห้องผมกับห้องนั้น ถูกกั้นไว้ด้วยห้องน้ำห้องผมและห้องนั้น ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากครับ คิดแต่ว่า ไอ้นี่มันต้องสังคมรังเกียจ เก็บตัวแน่ๆ ถึงไม่ออกมาเลย ผมอยู่ไปแบบไม่สนใจ เดินผ่านหน้าห้องทุกวันจนผมขึ้นปี 2

ปีสุดท้ายก่อนผมย้ายออกจากหอนั้น มีวันนึง ผมเมากลับมา ผมได้กลิ่นเหม็นสาบโชยมาจากในห้องนั้นระหว่างเดินผ่านหน้าต่างบางเกร็ดห้อง ด้วยความเมา ผมจึงรีบเข้าห้องไปนอนโดยไม่สนใจอะไร นั่นคือครั้งแรก หลังจากวันนั้น ผมก็ได้กลิ่นสาบเหมือนคนไม่ได้อาบน้ำมาแรมเดือนเล็ดลอดออกมาจากบานเกร็ดห้องนั้นตลอด จนวันนึง แอร์ผมไม่เย็น ด้วยความเป็นวิศวกร แงะเองเลยครับ 555 อากาศมันร้อน ผมก็เปิดระเบียง และประตูห้องไว้ เปิดพัดลมเพดานเอา สักพักผมก็ได้กลิ่นสาบโชยมาอีก ด้วยความหงุดหงิด ผมจึงเดินไปเคาะประตูกึ่งๆ ต่อว่า

“โทษนะครับ ทำอะไรอยู่ครับ ทำไมกลิ่นเหม็นมันโชยออกมาขนาดนี้”

พอผมพูดจบ แสงทีวีที่มันสะท้อนบนม่านเรืองแสงไปมาเหมือนหน้าจอทีวีมันกำลังเล่นอยู่ในตอนแรกก็ดับไป เหมือนคนปิดทีวี ผมก็คิดว่า เขาคงปิดเพราะไม่มั่นใจว่าใครมาเคาะมั้ง ผมจึงเคาะและพูดซ้ำประโยคเดิมไป คราวนี้เงียบเลยครับ ผมจึงโมโห เอามือล้วงไปที่ลูกบิด กะว่าจะบิดให้เขารู้ตัว แต่พอเอื้อมมือไป ผมดันไปเจอกับที่ครอบลูกบิดกุญแจกับแม่กุญแจตัวเบ้อเริ่ม… ครับ มันล็อคจากข้างนอก ด้วยความงง ผมจึงเดินลงไปหาป้าลำไยเจ้าของหอ

“ป้าครับๆ ห้อง 401 มันมีใครอยู่อะครับ ผมได้กลิ่นสาบเหม็นมากเลย”

“หืมมม ห้องนั้นไม่มีใครอยู่มาปีกว่าละนะน้องที”

“แต่เมื่อกี้ผมไปเคาะ ผมยังเห็นข้างในเปิดทีวีอยู่เลยนะครับป้า”

“ไม่มี น้องที มันล็อคจากข้างนอก ไม่เห็นเหรอลูก”

“ไอ้เห็นก็เห็นอะครับ แต่ผมก็เห็นแสงทีวี อีกอย่างมันเหม็นมากเลย”

“ป้าก็ไปกวาดทางเดินทุกวันนะ ป้าไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย แต่เอางี้ เดี๋ยวป้าไปเปิดให้ดูละกัน จะได้รู้ว่ามันเหม็นอะไร”

ผมกับป้าลำไยก็เดินขึ้นมาด้วยกันครับ จังหวะเดินจะถึงหน้าห้อง ผมก็รีบชี้ให้ป้าดูถึงหลักฐานคาตา

“เนี้ยๆ ป้าดูที่บานเกร็ด เห็นมั้ยมันเปิดทีวีอยู่”

ป้าลำไย เห็นก็ตกใจหน้าถอดสีประมาณนึง ใจผมตอนนั้น คิดอย่างเดียวว่า ไอ้ห้องระเบียงตรงข้ามมันต้องปีนมาแน่ๆ เพราะระเบียงมันห่างกันแค่เมตรนิดๆ มันชิดกันมาก พอเปิดเข้าไป… ไม่เจออะไรเลยครับ ห้องเปล่าๆ ทีวีก็วางที่พื้นปลั๊กก็ไม่ได้เสียบ ผมคาใจ รีบไปจับทีวีก่อนเลย ว่าอุ่นมั้ย ผลปรากฏว่าเย็นเฉียบ ระหว่างนั้น ผมรีบเดินไปที่ระเบียงจะเปิดม่านดู ผมต้องตกใจ 2 อย่าง คือ 1. ระเบียงฝั่งตรงข้าม มันมีเหล็กดัด 2. คือประตูระเบียงล็อค… ถ้ามีคนอยู่จริง มันต้องแอบอยู่ ไม่ใต้เตียงก็ห้องน้ำ

ผมก็เลยเปิดห้องน้ำดู มันไม่มีใครจริงๆ ครับ หนักกว่านั้นคือ ห้องมันไม่มีไฟฟ้าครับ เพราะป้าเขาสับคัทเอาท์ลง แล้วล็อคกุญแจเล็กไว้ที่เหนือประตูครับ ใต้เตียงก็ไม่มี แต่ก็เจอสิ่งที่แปลกๆ อยู่อย่างหนึ่งคือ กองผ้าขาวๆ ที่วางบนเตียงผ้าใบ ชิดกับบานเกร็ด มันเป็นผ้าคล้ายๆ ผ้าปู สีขาวที่เก่า ขึ้นเหลืองและมีคราบน้ำตาลอ่อนๆ เต็มผืน ป้าลำไยหยิบขึ้นมาดู แล้วได้กลิ่นสาบแบบที่ผมได้กลิ่นมาจากผ้าผืนนี้ เพียงแต่ กลิ่นตอนนี้มันไม่ได้ครึ่งกับที่ลอยออกมาเตะจมูกผมเลย ป้าลำไยรีบเดินไปหยิบถุงดำตรงทางเดิน รวบผ้าทั้งหมดใส่ถุงดำ และรีบล็อกห้องล็อคระเบียงและลงมา หลังจากนั้นผมก็ได้เห็นแสงสะท้อนจากผ้าม่านบ้าง ซึ่งผมก็พยายามไม่คิดมาก คิดว่ามันคงสะท้อนมาจากอะไรสักอย่าง แม้จะยังนึกไม่ออกจนถึงวันนี้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็ตาม…

  1. ผมก็ยังคงเห็นแสงคล้ายแสงทีวีในห้องนั้นจนผมย้ายออกมาครับ
  2. ตั้งแต่เกิดเรื่อง จนผมย้ายออกมา ผมก็ไม่เคยเห็นผู้เช่าใหม่มาเลยครับ สำหรับห้องนี้
  3. ผมไม่เคยได้รู้ว่ามีอะไรในห้องนั้นไหม ได้แต่ปลอบตัวเองว่า นี่มันตึกใหม่ มันจะมีอะไรได้ล่ะ
  4. เหมือนว่าหอพักไม่มีศาลพระภูมิ (ตั้งแต่ผมมาอยู่ แต่ตอนนี้ไม่รู้) และเชื่อว่า อาจจะยังไม่เคยทำบุญหอ

 

ที่มา: pantip.com

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!