กระทู้ผีพันทิป: เรื่องจริงจากรั้ว ม.เชียงใหม่ พ.ศ.2536 “ผีเปรตมาขอส่วนบุญ”

ก่อนจะเข้าเรื่อง ผมขอทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนครับ ที่จั่วหัวข้อว่าเปรต ผมหมายถึง ‘ผีเปรต’ จริงๆ นะครับ ไม่ได้หมายถึงพวกลามกจกเปรตแต่อย่างใด รวมถึงไม่ได้หมายถึงเปรตปลอมๆ อย่างเปรตกู้อะไรนั่นด้วยนะครับ…เอ่อ พอพูดถึงเปรตกู้ที่เป็นข่าวเมื่อหลายปีก่อนแล้ว อดเซ็งในหัวใจไม่ได้ เพราะพอเมื่อทราบว่าในคณะที่ไปดูเปรตมามีหมอไปด้วยแล้วยังดูไม่ออกอีกว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ว่ากันมากไม่ได้เพราะบรรยากาศกับความมืดอาจพา (สมอง) ไปก็ได้

ตอนผมดูข่าว ดูวีดีโอเปรตกู้ รุ่นน้องนักศึกษาแพทย์นั่งดูอยู่ด้วยกันมันยังบอกเลยว่า “พี่ๆ นี่มัน Marfan ’s syndrome ใช่ไหมพี่”…ใช่เลยครับ กลุ่มอาการมาร์ฟาน เป็นโรคอย่างหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีลักษณะภายนอกที่ผิดปกติ คือตัวสูง แขนยาวผิดปกติ โดยจะผิดสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับส่วนขา และนอกจากนั้นผู้ป่วยจะมีความผิดปกติอื่นๆ อีกมากซึ่งผมคงไม่อธิบายต่อล่ะครับ เพราะเดี๋ยวมันจะไม่ใช่เรื่องผีๆ เอาเป็นว่าเปรตกู้น่ะปลอมแน่ แต่เปรตที่สองสาวเจอนี่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ยังไงท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับ

แม้จะเป็นฤดูหนาวตามปกติของจังหวัดเชียงใหม่ แต่สำหรับผมและเพื่อน นับได้ว่าเป็นหนาวแรกในภาคเหนือ ยิ่งกับคนกรุงเทพฯ อย่างผมยิ่งแล้วใหญ่ นั่นก็เพราะอย่างที่รู้กัน กรุงเทพฯ แทบไม่เคยมีเวลาของฤดูหนาว โดยช่วงฤดูหนาวนั้น จะมีช่วงกลางคืนที่ยาวนาน เมื่อเข้าสู่ยามสนธยาแล้ว บรรยากาศจะมืดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วงนั้นจะเป็นเวลาใกล้การสอบเก็บคะแนนของทุกคณะ ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้พอตกเย็น นักศึกษาต่างรีบกลับหอเพื่ออ่านหนังสือ นั่นรวมถึงผมด้วย

…แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลอีกอย่าง

ช่วงเวลานั้น หากใครอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2536 ก็คงพอจะจำได้ ถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วทุกหอชายหญิง นั่นคือข่าว ‘เปรตอาละวาด’ โดยปรากฏว่ามีคนจำนวนมากที่ได้พบเห็นกับเปรต ไม่นับเสียงกรีดร้องที่ดังไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวผมเอง รัฐและกิตติ ที่อยู่หอหนึ่งชายก็เคยได้ยินครับ ลักษณะตอนแรกเป็นเสียงหมา ก็หมาจริงๆ นั่นแหละครับ คือลักษณะเห่ากันมาหลายตัวเหมือนกำลังไล่ ‘ตัวอะไร’ สักอย่าง ฉับพลันนั้น! จะปรากฏเสียงวี้ดดดดดด… ยาวๆ ทะลุกลางปล้องขึ้นมาพร้อมกับสุนัขที่นัดกันเงียบ และหลังจากที่เสียงวี้ดปริศนาหยุดลง ฝูงสุนัขก็จะเริ่มเห่ากันอีกรอบ วนไปวนมาในลักษณะนี้

และที่สำคัญ เสียงวี้ดสลับเสียงสุนัขนั้น ทุกคนในหอหนึ่งชายสามารถรับรู้ได้ว่าต้นเสียงค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านหอของพวกผมไป…แล้วทำไมไม่ออกไปดูน่ะหรือครับ โธ่…ไอ้ผมกับรูมเมทสุดเลิฟ คงไม่อาจหาญกล้าชาญชัยหรอกครับ คือยอมรับตรงๆ ว่ากลัวนั่นแหละ…แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นมีคนเห็นเปรตเยอะจริงๆ รวมถึงสองสาวที่ผมจั่วหัวไว้แต่ต้น

เย็นวันนั้น ปูและมิ้นท์กำลังนั่งทอดอารมณ์อยู่ที่ระเบียงชั้นสามของหอแปดหญิง เวลาเย็นย่ำประมาณหกโมง บรรยากาศกำลังสบาย แสงแดดอ่อนๆ ทำให้ไม่หนาวมากนัก พื้นด้านล่างริมถนนหน้าหอมีคนยืนคุยกันอยู่หลายคน ที่ม้าหินหน้าหอมีหนุ่มสาวนั่งจีบกัน ห่างออกไป มีนักศึกษาที่ยืนรอซาละเปารถเข็น พิจารณาคร่าวๆ แล้ว น่าจะมีคนอยู่ที่ลานชั้นล่างเกือบสิบคน

“นี่มิ้นท์ เดี๋ยวถ้าสอบเสร็จกันแล้วจะไปเที่ยวไหนกันดี” ปูเอ่ยถามผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและรูมเมท

“อะไรกัน แหม! ยังไม่ทันสอบ เธอก็คิดเรื่องเที่ยวแล้วเหรอยะ” มิ้นท์อดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อน

“อ้าว มันก็ต้องมีคิดกันบ้างสิ เอางี้ไปเที่ยวน้ำตกกันไหม” ยายปูเสนอ

“……………. ” คราวนี้ไม่มีคำตอบจากมิ้นท์

“ว่าไงจ๊ะ ไปกันไหม คนช่วงนี้คงไม่เยอะนักหรอก เที่ยวสบาย” ปูถามซ้ำเมื่อเห็นเพื่อนเงียบ

“……………” ทว่ายังคงไม่มีคำตอบจากมิ้นท์

คราวนี้ปูเริ่มรับรู้ความผิดปกติของเพื่อน ปูจึงหันไปมองมิ้นท์ มิ้นท์ในตอนนั้นอยู่ในสภาพตกตะลึง อ้าปากค้าง ลักษณะอาการของหญิงสาวคล้ายเห็นอะไรบางอย่างที่น่าพรั่นพรึง

“มิ้นท์ เป็นอะไรไป” ปูตกใจในท่าทีของเพื่อน

“ด…ด…ดูนั่นสิ” มิ้นท์แข็งใจพูด มือชี้ไปที่หอฝั่งตรงข้าม

คุณพระมาโปรดเถิด! ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ปรากฏเงาคน? เงาขนาดใหญ่สองเงา กำลับทาบทับอยู่บนตึกซึ่งเป็นหอที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ขอบบนของเงาอันเป็นส่วนศีรษะสูงเลยชั้นห้าขึ้นไปอีก! ปูและมิ้นท์พยายามมองยังพื้นด้านล่างเพื่อหาเจ้าของเงาปริศนา ไม่มี! ไม่มีอะไรอยู่! ไม่มีใครหรืออะไรทั้งนั้น!? แต่เมื่อหันกลับไปดูที่ตึกฝั่งตรงข้าม เงาปริศนาก็ยังคงอยู่ที่เดิม!

สองสาวมองยังพื้นถนนข้างล่างอีกครั้ง เธอแน่ใจว่าไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอื่นใด นอกเหนือไปจากไฟนีออนขนาดเล็กที่ชั้นล่าง 2–3 ดวง รวมถึงลักษณะของเงานั้น ไม่น่าจะมาจากแสงนีออนข้างล่าง ทว่าเป็นเงาที่เกิดจาก ‘อะไรสักอย่าง’ ที่ยืนบังแสงอาทิตย์!? และก่อนที่ทั้งสองจะทำอะไรต่อไป

‘วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด’ พลันปรากฏเสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ ถึงตอนนี้สองสาวรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร…รู้กระทั่งใครคือเจ้าของเงาลึกลับ

‘วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด’ เสียงโหยหวนยังดังต่อเนื่อง ปูและมิ้นท์กอดกันแน่น ร้องไห้น้ำตาไหลพราก

‘วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด’ เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าก่อนที่อะไรจะเลวร้าย ก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัว มิ้นท์พูดออกมาทั้งน้ำตาว่า

“อย่ามาหลอกกันเลย เดี๋ยวจะทำบุญไปให้นะ”

ฉับพลันนั้น! ราวกับปิดสวิทช์ ทุกอย่างเงียบสงบในบัดดล ไม่มีเสียงร้องโหยหวน ไม่มีเงาลึกลับบนตึกฝั่งตรงข้าม หูแว่วได้ยินเสียงคนที่นั่งอยู่ใต้หอชั้นล่างคุยกัน เสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไปมา ทุกคนที่อยู่ด้านล่างทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือมีเพียงสองสาวเท่านั้น ที่ได้เห็นและได้ยินสิ่งลึกลับ!?

เช้าวันต่อมาทั้งคู่จึงชวนกันไปใส่บาตร ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตและสัมภเวสีแถวนั้นด้วยความหวังว่าจะได้ไม่ต้องมาขอแบ่งบุญแบ่งกรรมกันอีก…

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 2536 ซึ่งในปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นหรือได้ยินเสียงกรีดร้องของผีเปรตอีกแล้ว หากแต่แม้ไม่รู้สึก แม้ไม่ได้ยินหรือสัมผัส ทว่าพวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผีเปรต สัมภเวสีวิญญาณเหล่านั้นจะไม่ได้มาขอส่วนบุญอยู่ข้างๆ ตัวเรา และถ้าหากเปรตมีจริงแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึง คำบอกเล่าที่ว่าหากทำความชั่ว เมื่อตายไปจะต้องรับกรรมโดยต้องเป็นผีเปรต…หรือคำกล่าวนั้นจะเป็นความจริง! ดังนั้นพวกเราควรขยันหมั่นทำความดีเข้าไว้ เวลาตายไปจะได้ไม่ต้องมาปรากฏตัวเพื่อขอส่วนบุญใคร

 

ที่มา: pantip.com

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!