กระทู้ผีพันทิป: เพลงอาฆาต

คืนนี้เสี่ยขอนำเสนอเรื่องสั้นชวนสยองขวัญ ซึ่งเคยเขียนมานานแล้ว เสี่ยนำมาเขียนใหม่ เพื่อสร้างความหวาดผวา ท้าทายความมืด ในค่ำคืนที่เปลี่ยวเหงา ขอความสยองจงสถิตย์อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจนะขอรับ

เพลง อาฆาต

รถโตโยต้าคัมรี่ ปี 2010 วิ่งฝ่าความมืด แล่นด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านถนนสายสุพรรณบุรี-บางบัวทอง เพื่อเข้าบ้านที่ปลูกแถวถนนพุทธมณฑลสาย 5 บ้านที่เขาอาศัยอยู่กับภรรยาสาวนั่นเอง ความเงียบภายในรถ ทำให้ ธีระเดช รู้สึกอ้างว้างขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ความจริงเขาน่าจะรู้สึกยินดีมากกว่ารู้สึกอ้างว้าง เพราะเขาเพิ่งตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายเครื่องมือทางการเกษตรกับลูกค้ารายใหญ่เป็นมูลค่าถึง 98 ล้านบาท เพราะนั่นหมายถึงผลงานชิ้นโบว์แดง ที่จะทำให้ฝ่ายบริหารจะสนับสนุนให้ตนก้าวหน้าไปอีกขั้น

ไม่เพียงแต่ตนเอง ลูกน้องคนสนิทของเขาคือ ธัญญะ เซลส์ที่ดูแลลูกค้าในเขตภาคกลาง ก็จะการันตีตัวเลขต่อเดือนที่จะสร้างยอดขายได้มากกว่าเซลส์ที่ดูแลลูกค้าทางภาคอีสาน ซึ่งร้อยวันพันปีไม่มีทาง ที่ภาคกลางค่อนไปทางเหนือจะมีตัวเลขเทียบเท่าทางภาคอีสาน

ธีระเดช คิดถึงตอนที่ตนกับธัญญะช่วยกันอธิบายจนทำให้เถ้าแก่เฮงยอมเซ็นสัญญาเพื่อสั่งซื้อสินค้าของ บริษัทตน ทั้งที่มีคู่แข่งที่เหนือกว่ามากมาย เถ้าแก่เฮงยอมรับเงื่อนไขอย่างง่ายดาย ยอมแม้กระทั่ง เซ็นเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้าให้กับบริษัท เพื่อรับประกันในการสั่งซื้อสินค้าล็อตนี้

ความจริงจะบอกว่าเป็นการเจรจาอย่างตรงไปตรงมาก็พูดไม่ได้เต็มปาก มีเงื่อนไขพิเศษที่ธีระเดชไม่อาจเปิดเผยให้ ธัญญะ ซึ่งเป็นเซลส์ประจำพื้นที่ เขาจึงเอ่ยกับธัญญะว่า

“คุญธัญญะ คุณช่วยเอารถของผมไปเช็คช่วงล่างให้หน่อย เสร็จแล้วค่อยมารับผมที่คลับเฮ้าส์”

“ได้ครับพี่ธีร์”

เมื่อธัญญะออกไปแล้ว ธีระเดชจึงหยิบเอาเอกสารสำรองออกมาให้ เถ้าแก่เฮงเปิดซองเอกสาร แล้วหยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด รอยยิ้มนั้นกว้างยิ่งขึ้น

“ต้องแบบนี้ซิ ถึงจะเรียกว่าพิเศษจริงๆ แต่ทำไมต้องยุ่งยากแบบนี้ ความจริงคุณธัญญะก็น่าจะต้องรับทราบในเงื่อนไขพิเศษของผมกับทางบริษัทด้วยนะ”

ธีระเดชยิ้มอย่างจริงใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาถึงเรื่องนี้

“ถ้าคุณธัญญะรู้เรื่องเงื่อนไขพิเศษระหว่างเถ้าแก่กับผม เขาอาจจะสร้างเงื่อนไขที่พิเศษแบบนี้ กับคู่แข่งในจังหวัดใกล้เคียง เพราะบางครั้งเงื่อนไขพิเศษ ผมก็ต้องเก็บเป็นความลับ แม้แต่ลูกน้องของผม ผมก็ไม่อยากให้ทราบรายละเอียด เถ้าแก่เข้าใจผมใช่ไหมครับ”

“เข้าใจสิ ทำไมผมจะไม่เข้าใจ เพราะคุณธัญญะเองประสบการณ์ขายก็น้อยกว่า แถมยังดูซื่อๆ อีก ถ้าคู่แข่งสอบถามหนักๆ คุณธัญญะอาจหลุดปากเรื่องเงื่อนไขพิเศษก็เป็นได้”

ธีระเดชคิดถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายนี้ก็อดยิ้มออกมามิได้ ทุกอย่างเป็นไปตามวิธีการที่เขาเคยปรึกษากับเจ้าของบริษัท เพื่อจะให้เซลส์เกิดความมั่นใจในเงื่อนไขที่ให้กับลูกค้ารายอื่นๆ นั่นเอง

ตอนนี้เขาต้องการทำลายความเงียบภายในรถ นิ้วมือเลื่อนไปกดปุ่มวิทยุ เสียงเพลงลอยมาอย่างไม่ชัดเจน เพราะเสาอากาศวิทยุได้หักไปจากการถอยหลังไปเกี่ยวกิ่งไม้จนหัก รถของเขาจึงสามารถรับคลื่นวิทยุ ได้จากสัญญาณในพื้นที่เท่านั้น

“สัญญาณแถวนี้มีแต่คลื่นวิทยุชุมชนหรือไง มีแต่เพลงเก่าๆ ทั้งนั้น”

ธีระเดชจึงเปิดคอนโซล หยิบเอากล่องแผ่นซีดีออกมา ธีระเดชแปลกใจที่แผ่นในกล่องเป็นคนละสีกับที่เขาเคยเปิดฟังประจำ ถึงจะประหลาดใจ แต่ธีระเดช ก็นำแผ่นซีดีแผ่นนี้เข้าในเครื่องเล่น

หลังจากที่เครื่องอ่านข้อมูลในแผ่นซีดี แล้วเพลงที่ดังขึ้นมาเป็นดนตรีไทย เสียงเครื่องดนตรีชิ้นแรกเป็นเสียงระนาด ที่หวานแว่วดังขึ้นมาตามด้วยเครื่องดนตรีที่ผสมผสานอย่างไพเราะเสนาะหู แม้ธีระเดชจะชอบเพลงสากล แต่เขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองหวานหูเช่นนี้

ดนตรีบรรเลงไป 30 วินาที เสียงร้องของหญิงสาวด้วยสำเนียงไทยเดิมเอื้อนเสียงยาว เสียงเพลงของเธอกลับยิ่งสะกดให้เขาต้องฟังต่อ ทั้งที่ภายในความคิดเกิดคำถามมากมาย

“ใครมาทิ้งเพลงนี้ในรถ?”

ธีระเดชยังคงฟังต่อ จนเมื่อเข้าเนื้อเพลงที่มีเนื้อว่า

สายลม พัดพา ทุกคราค่ำ
ความคำนึง ถึงมากับลมหนาว
คิดถึงอ้าย ยามพรากจากทุกคราว
ขอลมหนาว ส่งข่าวให้ได้ยิน

ในท่วงทำนองเพลง บ่งบอกด้วยความคิดถึง ที่บอกถึงความรักอันมากมาย เกินจะเก็บกักไว้ได้ ดนตรีบรรเลงต่อด้วยความพลิ้ว จนทำให้ขนแขนลุกชันด้วยความหนาวเหน็บ แล้วจังหวะก็เปลี่ยนเป็นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโหยหวนคร่ำครวญ

น้องทุกข์ทน ระทมใจ ใครรู้บ้าง
อ้ายจากไป ไร้ข่าว หนาวเหน็บจิต
หรือจืดจาง ร้างลา จึงปล่อยให้น้องอยู่อย่างเดียวดายยยยยยยยยยย

เสียงลากยาวทำให้ธีระเดชทนไม่ได้ จึงปิดเพลงด้วยความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ

“เพลงอะไรวะ น่ากลัวฉิบหาย แล้วซีดีแผ่นนี้ มันเป็นของใครวะ”

ธีระเดชจึงกดปุ่มรีเจคแผ่นออกมา แต่ปรากฎว่าแผ่นไม่ยอมออกมา เขารู้สึกโกรธเพราะเครื่องเสียงดันมาขัดข้องในตอนนี้ นั่นคือตอนที่เขากำลังหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ทันใดนั้นเพลงก็บรรเลงขึ้นมาอีกครั้ง

จากวันเป็นเดือน เคลื่อนคล้อยเป็นแรมปี
แม้ร่างสลาย กลายเป็นวิญญาณ ตามหาอ้าย

เสียงเบรคดังสนั่น รถแล่นเข้าจอดข้างถนนที่มืดเปลี่ยว มีเพียงแสงไฟที่ส่องไปข้างหน้าทอดยาว เพราะเขาต้องการที่จะหยุดเพลงที่ไพเราะแต่น่าหวาดกลัวนี้ เขาทำได้เพียงปิดเสียงจนถึงหมายเลขศูนย์ ปุ่มเพาเวอร์เปิดปิดถูกกดย้ำจนปุ่มยุบไม่คืนตัวกลับ

ไฟแอลอีดียังปรากฎอยู่ที่จอหน้าปัด แสดงว่าเพลงยังดังอยู่ ความหวาดกลัวทั้งบรรยากาศภายนอก และความหนาวเย็นจากแอร์ในรถ เพิ่มความน่ากลัวภายในจิตให้เปิดกว้างขึ้น มีดพับที่พกที่เอว เขาเปิดใบมีด แล้วงัดเอาแผ่นซีดีออก จนในที่สุดแผ่นซีดีก็หลุด ธีระเดชจึงดึงออกมาได้สำเร็จ

ธีระเดชดูแผ่นซีดี ไม่ระบุยี่ห้อสีดำทั้งแผ่น ก่อนที่เขาจะใช้มีดกรีดครึ่งแล้วหักออกเป็นสองส่วน เปิดประตูรถ และโยนแผ่นซีดีสีดำทิ้ง แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

“อย่าให้รู้นะว่าใครมาเล่นตลก แต่เสียงคนร้องทำไมมันคุ้นๆ วะ”

รถแล่นไปจากจุดนั้น จนใกล้ถึงบ้านพักโดยใช้เวลา เพียง 15 นาที เพราะความเร็วที่ใช้มันค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แต่เขากลับไม่รู้สึกตัว ภายในใจเขาคำนวณอีกครั้ง ไม่เกิน 10 นาที เขาจะพบกับภรรยาสาว ที่เขาเพิ่งใช้ชีวิตร่วมไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ทันใดนั้น! เสียงเพลงเมื่อสักครู่ได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง แล้วคราวนี้มีเพียงเสียงร้องผสาน ราวกับเสียงสวด เสียงสาปแช่งฟังแทบไม่ได้ใจความ แต่จับประเด็นได้คล้ายๆ คำว่า

อ้ายหลอกน้อง อ้ายต้องตาย อ้ายหลอกน้อง อ้ายต้องตายยยย

ภาพบนกระจกปรากฎ ผู้หญิงสวมชุดชาวเหนือผมยาวปิดหน้า ผิวสีเขียวเหมือนซากศพที่เริ่มเน่า กลิ่นเหม็นคล้ายซากศพโชยออกมาจากแอร์จนกลิ่นมันคละคลุ้งไปทั่ว ธีระเดชสบถร้องออกมาอย่างตกใจ เท้าเหยียบเบรคสุดแรง

แต่เบรคที่เหยียบกลับยุบตัวเหมือนเบรคนั้นหายไป ภาพที่หน้ากระจก ค่อยๆ เงยหน้าให้เขาเห็นได้ชัดขึ้น ธีระเดชร้องออกมาแทบไม่เป็นภาษามนุษย์! ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สั่งให้เขาใช้เบรคมือดึงขึ้นสุด

ผลก็ยังเป็นเช่นเดิม รถยังคงวิ่งตะบึงเร็วขึ้น เร็วขึ้น 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภาพของวิญญาณหญิงสาวหัวเราะอย่างน่าสยดสยอง ความหวาดกลัวสุดขีดจนเกิดเป็นความกล้า เขาร้องตวาดแข่งกับเสียงหัวเราะ

“กูไม่กลัวมึง ไม่ว่ามึงจะเป็นผีหรืออะไรก็ตาม กูก็ไม่กลัว อีผีนรก!”

ธีระเดชคิดเพียงอย่างเดียวคือต้องมีชีวิตรอดจากเหตุร้ายตรงนี้ให้ได้

‘อีก 3 กิโล จะถึงบ้าน รั้วของเราเป็นรั้วลวดหนามถ้าเราใช้แนวรั้วเสา มันน่าจะหยุดรถได้…’

ภาพของวิญญาณสาวหยุดหัวเราะ แต่จับจ้องมายังสายตาของธีระเดชอย่างอาฆาตแค้นจ้องเขม็ง เขามองผ่านเลย จับจ้องไปเบื้องหน้า เพื่อจะกำหนดจุดชน แรงปะทะจะต้องทำให้แอร์แบ็คทำงาน ถึงรถจะพังแต่เขาก็สามารถ รักษาชีวิตไว้ได้ ภายในใจเริ่มนับถอยหลัง

’50.. 40.. 30.. 20.. 10..เมตร’

รถพุ่งลงเนินด้วยความเร็วที่ถูกบังคับด้วยการเปลี่ยนเกียร์ลงมาเป็นเกียร์ต่ำ แต่ความเร็วก็ลดลงมาเพียงเล็กน้อย ส่วนหน้าของรถยนต์ยุบลงด้วยแรงกระแทก แอร์แบ็คไม่ยอมทำงาน สายเข็มขัดนิรภัยคลายตัว ร่างของธีระเดชพุ่งออกชนกระจกรถ ลอยไปติดอยู่ในขดลวดหนามที่รวมเป็นกลุ่มก้อน ร่างของเขากระจัดกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย !

รตีภรรยาสาวของธีระเดช นั่งรอการกลับมาของสามีอย่างกระวนกระวาย เพราะเลยเวลานัดว่าเขาจะกลับมาให้ทันรายการเพลงที่จะประกาศผลในวันนี้ เธอดูนาฬิกาที่ข้างฝา ที่บอกเวลาว่า 5 ทุ่มครึ่งแล้ว เสียงดังโครม เหมือนเสียงระเบิดดังยาว จากแนวรั้วจนมาถึงหน้าบ้าน ทำให้เธอต้องวิ่งแล้วเปิดประตูออกไปดู

เมื่อเธอเปิดประตูออกมา ก็เห็นรถยนต์ที่กลายเป็นเศษเหล็กหงายท้องอยู่ข้างบ้าน เธอมองล้อที่ยังคงหมุน จนกระทั่งมันหยุดหมุน แต่สายตาเธอไปหยุดมองที่หัวเสารั้วที่ไม่หักโค่น แต่ถูกประดับด้วยอะไรบางอย่าง หญิงสาวใช้ไฟฉายที่ไฟแรงราวสปอร์ตไลท์ ส่องไปที่หัวเสานั้น…

คุณพระ! รตีกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด แล้วเป็นลมล้มลงสิ้นสติในทันที ไฟฉายร่วงหล่นจากมือ แสงไฟสาดไปมาจนไปหยุดที่หัวเสา เป็นภาพศีรษะของธีระเดชที่ดวงตายังคงกลอกไปมา ปากยังคงขยับคล้ายกำลังร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปราศจากลำตัว! เพราะร่างของเขากระจายไปทั่วด้วยความแรงของรถ และความคมของรั้วลวดหนามนั่นเอง…

สามเดือนหลังจากการเสียชีวิตของธีระเดช รตีได้รับเงินจากบริษัทประกันในจำนวน 8 ล้านบาท เงินชดเชยจากบริษัทที่เขาทำงาน อีก 7 แสนบาท บ้านหลังนี้ รตีก็ประกาศขายทันที เมื่อรั้วบ้านทำเสร็จ มีหลายคนที่ติดต่อเข้ามา เธอจะได้เงินจากการขายบ้านอีก ไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน เพราะบ้านหลังนี้ก็อยู่ในเงื่อนไขประกันเช่นเดียวกัน

รตีเก็บข้าวของที่จำเป็น ใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบเท่านั้น เพราะเธอต้องการทิ้งทุกอย่างไว้ในบ้านหลังนี้ ภาพใบหน้าของสามีที่ปราศจากร่าง ศีรษะเสียบคาอยู่บนหัวเสา จับจ้องมาที่เธอ ปากที่ยังขยับราวกับมีชีวิต เลือดและเศษชิ้นส่วนที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ภาพเหล่านี้ยังคงติดตาเธอ จนเธอนอนไม่หลับไปร่วมเดือน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มทำใจได้ และพร้อมจะเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง

รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์มาจอดที่หน้าบ้าน ชายที่ก้าวออกมาจากรถสวมแว่นดำ ลงมาจากรถเดินเข้ามาหา รตี เขาเอ่ยถามออกมา

“นี่ขนาดคัดแล้ว ยังเหลือตั้งสองกระเป๋าอีกหรือ บอกให้ทิ้งๆ ไปก็ไม่เชื่อ มีอยู่ตั้งสิบล้าน ยังจะงกไม่เข้าเรื่อง”

“จะให้ทิ้งได้ไง กระเป๋า รองเท้าราคาแพงทั้งนั้น ไหนจะของสินสอด จะรอให้พี่ซื้อให้ก็คงไม่มีทาง อย่าพูดมากเลย มาช่วยยกกระเป๋าก่อน”

“เอ่อใช่ พี่ลืมไป ฮาๆๆ”

ที่แท้บุรุษผู้นั้นก็คือ ธัญญะ ลูกน้องของธีระเดชนั่นเอง เขายิ้มแย้มก่อนจะเข้ามาหิ้วกระเป๋าทั้งสองใบ ไปไว้ที่ท้ายรถ รตีขึ้นมานั่งข้างกวาดตามองไปยังบ้านที่เคยเป็นรังรักกับสามีเก่า ก่อนจะมองกลับมาข้างหน้า ธัญญะใช้แขนโอบก่อนจะเอ่ยออกมา

“มันตายไปแล้ว อย่าคิดถึงมันอีกเลย ถ้ามันไม่ตาย เราก็คงไม่มีทางมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ พี่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของเรานะ พี่ยอมทนให้เมียรักต้องไปเป็นเมียของมัน ก็เพื่ออนาคตที่จะมีแค่เรายังไงล่ะจ๊ะ”

รตีอดกลั้นน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาไม่ได้ ก่อนจะหันกลับมายิ้มทั้งน้ำตา

“ก็เพราะรตีรักพี่มาก ถึงต้องยอมทำทุกอย่าง ยอมแม้แต่ต้องกลายเป็นผู้หญิงสองผัว ตามที่พี่ญะบอก แล้วก็กลายเป็นฆาตกรฆ่าเขาอย่างโหดเหี้ยม”

ธัญญะหัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน พร้อมเอ่ยออกมา

“ใครบอกว่าเราฆ่ามัน มันตายเพราะมันโดนผีฆ่าต่างหาก คนขี้กลัวก็ต้องตายด้วยความหวาดกลัวของตัวเอง ความกลัวทำให้มันจำไม่ได้ แม้แต่เสียงของรตีที่ร้องเพลงให้มันฟัง หึๆๆ”

รตีได้แต่เมินหน้ามองไปข้างหน้า เธอจึงเอ่ยออกมา

“พอพี่ธีร์ตาย ก็เลยเป็นพี่ ที่เป็นคนปิดงานใหญ่ ทำให้พี่ขึ้นมาเป็นผู้จัดการแทน ทุกอย่างที่พี่ทำ ไม่ใช่เพราะรตี พี่ทำเพื่อตนเองต่างหาก”

ธัญญะหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยออกมาอีกครั้ง

“เรื่องตำแหน่ง มันเป็นแค่ผลพลอยได้ ความจริงที่มันตาย ก็เพราะตัวมันเองด้วย เพราะถ้ามันไม่กลัวว่าพี่จะรู้เรื่องส่วนลดที่มันลดให้ลูกค้ามากกว่าของพี่ มันก็คงจะไม่เปิดโอกาสให้พี่ ได้วางระบบควบคุมในรถของมัน”

รตีหันมองบ้านอีกครั้ง เธอเห็นเงาสีขาวแวบหนึ่งที่หน้าต่าง เธอถึงกับขนลุกชัน ก่อนเอ่ยออกมา เพื่อเร่งให้ธัญญะรีบขับรถออกจากที่นี่

“พี่ญะ….เราไปกันเถอะ รตีไม่อยากอยู่ที่ตรงนี้นานๆ มันวังเวงยังไงก็ไม่รู้”

“ได้จ่ะ พี่ก็ต้องการจะอยู่กับรตีจะแย่อยู่แล้ว รู้ไหมพี่คิดถึงทุกอย่างของรตีทุกวันเลย”

เมื่อรถเคลื่อนออกไปจากหน้าบ้าน ผ้าม่านที่ชั้นสองสะบัดกระพือไปมา คล้ายความโกรธเกรี้ยวของอะไรบางอย่าง ทันใดนั้น! หน้าต่างก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง !!!

รถยนต์ที่ขับไปเพียงครู่ ก็เคลื่อนตัวด้วยความรวดเร็วเข้าสู่ถนนใหญ่ รถเริ่มส่ายไปมาอย่างเสียการควบคุม ก่อนพุ่งข้ามเลน เข้าประสานงากับรถเทรลเลอร์ 18 ล้อ จนรถของธัญญะ แหลกยับทั้งคัน ร่างของทั้งสองชายหญิงแหลกละเอียดไม่เป็นชิ้นดี กระจกรอบตัวรถถูกเคลือบไปด้วยสีแดงจากเลือด เศษเครื่องในและก้อนไขมันสีขาวจากกะโหลก กระจัดกระจายเกลื่อนภายในตัวรถ !

…พลัน ได้มีเสียงเพลงไทยเดิมระนาดบรรเลง ดังแว่วมาตามลม ผสานเสียงขับร้องของชายคนหนึ่ง ความว่า…

แค้นนักรักลวง คงต้องทวงด้วยชีวิต ให้ปลิดลง ไปพร้อมกันเอย…

ที่มา: pantip.com

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!