ชีวิตบุญเหลือ | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กชายกำพร้าคนหนึ่งชื่อว่า บุญเหลือ เขาได้อาศัยอยู่กับตายายมาจนเติบใหญ่ บุญเหลือมีอาชีพทำไร่ทำนา และช่วยงานตายายแทบทุกอย่าง บุญเหลือสงสารตายายที่แก่มากแล้ว เลยไม่อยากให้ท่านต้องทำงานหนัก ดังนั้นไม่ว่างานทำไร่ทำนา หาบน้ำ หากับข้าวกับปลา บุญเหลือจึงรับหน้าที่เป็นคนดูแลทั้งหมด

อยู่มาวันหนึ่ง ตอนนั้นเป็นช่วงที่ข้าวกำลังออกดอกออกรวง บุญเหลือออกไปนาแต่เช้า เขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นต้นข้าวเสียหายจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครที่มาทำแบบนี้ บุญเหลือจึงคิดวางแผนจะจับตัวคนร้ายให้ได้

ในคืนต่อมา บุญเหลือออกไปนาแอบซุ่มอยู่ทั้งคืน พอใกล้สว่างก็บังเอิญพบเข้ากับนางผีกองกอยที่ออกหากินมาถึงบริเวณที่เขาแอบซุ่มอยู่พอดี เมื่อนางผีกองกอยเห็นบุญเหลือก็เกิดหลงรัก อยากได้ไปเป็นผัว นางจึงเป่าลมปากอันเหม็นหึ่งใส่ บุญเหลือจึงสลบฟุบไป จากนั้นนางผีกองกอยก็แบกร่างบุญเหลือพากลับไปยังโพรงถ้ำแห่งหนึ่งอันเป็นที่อยู่ของนาง

นางผีกองกอยแปลงร่างเป็นสาวงาม คอยดูแลปรนนิบัติรับใช้บุญเหลืออย่างดี แต่บุญเหลือยังจำรูปร่างอันน่าเกลียดและลมปากอันเหม็นหึ่งนั้นได้ และรู้ว่าหญิงสาวที่ปรนนิบัติตนอยู่นี้ไม่ใช่คน

หลายวันผ่านไป แม้ว่าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่บุญเหลือก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เพราะคิดถึงตายาย เป็นห่วงตายายว่าจะไม่มีใครดูแล เขาจึงคิดหาวิธีหนีออกจากถ้ำแห่งนี้ ซึ่งในขณะที่เดินหาทางออกอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับไหสมบัติ มีแก้วแหวนเงินทองของมีค่ามากมาย

บุญเหลือเดินวนอยู่นาน สุดท้ายก็รู้ทางออกจากโพรงถ้ำ เมื่อนางผีกองกอยออกไปหากินตอนดึกสงัด บุญเหลือจึงแอบหนีออกไป โดยไม่ได้นำแก้วแหวนเงินทองหรือของมีค่าต่างๆ ติดตัวไปด้วยเลย เพราะเขาคิดว่ามันไม่ใช่ของของเขา และสิ่งที่บุญเหลือต้องการคือได้กลับบ้านไปหาตายายเท่านั้น

พอใกล้ฟ้าสางนางผีกองกอยก็กลับมา ปกติเวลานี้นางจะเห็นบุญเหลือนอนหลับอยู่ แต่วันนี้กลับว่างเปล่า นางก็รู้ทันทีว่าบุญเหลือหนีไปแล้วจึงรีบออกตามหา ฝ่ายบุญเหลือวิ่งหนีมาจนถึงผืนนาของตน ระหว่างที่หันหลังมองกลับไป เขาเห็นนางกองกอยกำลังตามมาอยู่ไกลๆ ครั้นจะวิ่งหนีต่อไปคงไม่ทันเพราะนางผีกองกอยวิ่งเร็วกว่า เขาต้องโดนจับไปอีกแน่ๆ

เมื่อเห็นว่าจวนตัวบุญเหลือจึงลงจากคันนา มุดคลานไปตามระหว่างกอข้าว บุญเหลือนึกอุบายได้จึงนอนลงแล้วเขย่ากอข้าว รวงข้าวที่กำลังออกดอกให้เกสรสีขาวจึงหล่นลงทั่วร่างกาย แลดูเหมือนหนอนตัวเล็กๆ แล้วเขาก็นอนนิ่งแสร้งตายอยู่ตรงนั้น

นางผีกองกอยพอตามมาถึงบริเวณนั้น สอดส่ายสายตาหาจนพบร่างของบุญเหลือนอนนิ่งอยู่ นางสงสัยว่าบุญเหลืออาจนอนหลับจึงส่งเสียงปลุก แต่เขาก็ยังไม่กระดุกกระดิก นางจึงใช้มือจี้เอวเพื่อให้สะดุ้งหรือหัวเราะ บุญเหลือก็ยังทนได้ นอนแน่นิ่งอยู่จนนางเริ่มสงสัยว่า บุญเหลืออาจตายแล้ว

นางพยายามจี้เอวให้บุญเหลือหัวเราะแต่ก็ไม่เป็นผล เปลี่ยนมาจี้ฝ่าเท้าให้หัวเราะก็ยังนิ่ง นางคิดว่าบุญเหลือคงตายแล้วจริงๆ ก้มมองร่างของเขาเห็นดอกข้าวสีขาวๆ เข้าใจว่าเป็นหนอนตัวเล็กๆ ก็รำพึงรำพันว่า สงสัยตายมานานแล้วจนมีขี้ไข่ขาง (ไข่แมลงวัน) เต็มไปหมด

และเพื่อความมั่นใจ นางจึงก้มลงดมพิสูจน์กลิ่น ดมไปถึงแถวๆ สะโพก บุญเหลือก็ตดออกมาพอดี ส่งกลิ่นเหม็นโชย นางผีกองกอยจึงสรุปได้ว่า บุญเหลือตายไปแล้วจริงๆ เพราะเห็นดอกข้าวก็นึกว่าเป็นขี้ไข่ขาง และเหม็นกลิ่นตดก็นึกว่าเป็นกลิ่นศพ นางจึงยอมจากไปแต่โดยดี สุดท้ายบุญเหลือก็หนีกลับบ้านอย่างปลอดภัย กลับไปทำงาน และดูแลปรนนิบัติตายายเหมือนอย่างเคย

ต่อมาไม่นานมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งชื่อว่า นายคำ มาถามว่าบุญเหลือหายไปไหนมาตั้งหลายวัน ปล่อยให้ตายายอยู่กันสองคน บุญเหลือจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง และบอกว่าไม่รู้จริงๆ ว่าโพรงถ้ำนั้นอยู่ที่ไหน ฝ่ายนายคำเป็นคนละโมบ พอฟังแล้วเกิดอยากได้แก้วแหวนเงินทองที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้น เขาพยายามถามและจดจำรายละเอียดได้จนขึ้นใจ และทำการต่างๆ จนถูกนางผีกองกอยจับไปเป็นผัวได้สำเร็จ

นายคำใช้เวลาสำรวจโพรงถ้ำไม่นานก็รู้ว่าทางออกและสมบัติซ่อนอยู่ตรงไหน ในคืนต่อมาเขาวางแผนเตรียมหนี นายคำแสร้งทำเป็นหลับเพื่อให้นางผีกองกอยออกหากิน จากนั้นก็นำแก้วแหวนเงินทองติดตัวไปด้วยมากมาย และรีบหนีกลับบ้าน พยายามวิ่งให้เร็วที่สุดก่อนที่นางผีกองกอยจะตามมาทัน

พอใกล้ฟ้าสางนางผีกองกอยกลับมาไม่เห็นนายคำ นางก็ออกตามหา มาทันเอาตรงบริเวณนาของบุญเหลือพอดี นายคำเห็นจวนตัวเลยเอาแก้วแหวนเงินทองซุกไว้ข้างคันนา แล้วคลานไปตามกอข้าว เอามือลูบเกสรดอกข้าวนำมาป้ายตามหน้าตามตัว แล้วนอนแสร้งว่าตายเหมือนอย่างที่บุญเหลือเคยทำ

นางผีกองกอยเห็นร่างนายคำที่มีดอกข้าวอยู่ก็เข้าใจว่าเป็นขี้ไข่ขาง และคิดว่าเขาคงตายแล้ว แต่เพื่อให้แน่ใจนางเลยเอามือจี้เอวให้หัวเราะ แต่นายคำทนไม่ไหวเลยดิ้นและหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ นางผีกองกอยรู้ตัวว่าโดนหลอก นางโมโหมากจึงหักคอนายคำตาย แล้วนำศพไปทิ้งในป่าช้า

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงหน้าเก็บเกี่ยว บุญเหลือก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวไปจนถึงคันนาที่นายคำโดนหักคอตาย แล้วเขาก็ได้พบแก้วแหวนเงินทองมากมายที่นายคำซุกไว้ บุญเหลือไม่รู้ว่าของมีค่าเหล่านี้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร คิดเอาว่าสมบัติเหล่านี้คงอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก และคงเป็นบุญของเขาที่จะได้ครอบครองมัน บุญเหลือจึงเก็บเอาของมีค่าทั้งหมดกลับบ้าน พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวให้ตากับยายฟัง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บุญเหลือกับตายายก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุขเรื่อยมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โลภมาก ลาภหาย โลภหลาย ตายจ้อย”

error: Content is protected !!