มันคือตัวอะไร? | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จากความทรงจำของลุงชาติ เมื่อ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว ใน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ลุงชาติเกิดในครอบครัวข้าราชการ แกมีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน ลุงชาติเป็นคนที่ ๓ พ่อแกเป็นข้าราชการทหารอากาศ มีฐานะไม่ดีนัก ลูกๆ ทุกคนรวมทั้งลุงชาติจึงต้องช่วยกันทำงาน หาเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในบ้านและนำติดตัวไปโรงเรียน

‘หาบน้ำข้าวเลี้ยงหมู’ เป็นงานที่แกต้องทำก่อนไปโรงเรียน สมัยก่อนในการหุงข้าวไม่สะดวกเท่าหม้อหุงข้าวสมัยนี้ ต้องนำข้าวมาต้มในเตาถ่านให้เดือดจนเมล็ดข้าวสุก จากนั้นจึงเทน้ำที่เรียกว่า ‘น้ำข้าว’ ออกจากหม้อและนำหม้อมา ‘ดง’ เพื่อให้ข้าวสุก (ดงข้าว คือการย่างข้าวให้แห้งจากข้าวที่อยู่ในหม้อ)

ลุงชาติแกก็จะไปเอาน้ำข้าวจากตามบ้าน หาบรวมมาให้หมูกินในทุกๆ วัน ในน้ำข้าวมีประโยชน์สูง หมูแกจึงอ้วนท้วนสมบูรณ์ ขายได้ราคาดี และงานอีกอย่างคือ การนั่งเรือไปช้อนกุ้งฝอยมาขาย สมัยนั้นตามคลองมีกุ้งฝอยชุกชุมมาก แกต้องออกจากบ้านพร้อมน้องอีกคน นั่งเรือแจวไปในเวลาตีสาม ส่องไฟหากุ้งเพื่อนำไปขายที่ตลาด

และเรื่องราวที่แกไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้นจากการออกหากุ้งตอนตีสามนี่เอง

ตอนนั้นลุงชาติจำได้ว่า อายุน่าจะประมาณ ๑๔-๑๕ ปี ช่วงเย็นหลังจากกลับจากเล่นฟุตบอล ลุงชาติจะเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออย่างสวิง กระชอน ถังน้ำ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ กระบอกไฟฉาย เพื่อเตรียมไว้ล่ากุ้งฝอยนั่นเอง หลังจากที่เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเสร็จแล้วแกก็เข้านอน

พลันถึงเวลาประมาณตีสองครึ่ง ได้ยินเสียงน้องสาวมาเรียก ลุงชาติลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาและนำเครื่องมือต่างๆ ลงเรือ พร้อมกับน้องสาวของแก

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ลุงชาติเป็นคนพายเรือ น้องสาวเป็นคนส่องไฟฉาย ลุงชาติออกแรงพายเรือไปทางหลังบ้านผ่านคุ้งน้ำเหมือนทุกวัน แกเงยหน้าขึ้นมองฟ้าและคิดในใจ ‘ทำไมถึงมืดอย่างนี้นะ’ แสงสว่างที่ปรากฏในคลองคืนนี้ มีเพียงไฟฉายและแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเท่านั้น

คลองแถบนี้ไม่มีบ้านคน เป็นคลองเล็กๆ กว้างประมาณ ๖ เมตร ในสองข้างทางมีแต่ป่ารก มีเสียงแมลงกลางคืนร้อง สายลมพัดเอื่อยๆ บรรยากาศเยือกเย็น ดูแปลกกว่าทุกครั้งที่เคยมา จนน้องสาวเอ่ยปากบอกให้ลุงชาติรีบพายไปยังจุดหมายที่คุยกันก่อนมาว่า พื้นที่บริเวณนั้นมีกุ้งฝอยชุกชุม

ลุงชาติออกแรงรีบพายเรือ ผ่านบริเวณป่ารกมาจนใกล้จะถึงจุดหมาย ทางข้างหน้าฝั่งซ้ายมีต้นไทรต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขายาวจนโน้มลงมาถึงฝั่งคลองด้านขวา มองดูคล้ายอุโมงค์ยังไงยังงั้น น้องสาวลุงชาติได้ส่องไฟฉายสำรวจด้านหน้า แล้วพูดว่า “ใกล้จะถึงแล้วพี่อีกนิดเดียว” ลุงชาติพยักหน้ารับ พลันสายตาของแกได้มองเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดปกติ แกจึงถามน้องสาวว่า

“พิณ เอ็งเห็นอะไรบนต้นไม้นั่นไหม?”

“ไหน…ตรงไหนพี่” น้องสาวถาม พร้อมส่องไฟฉายค้นหา

“นั่นไง ตรงกิ่งต้นไทร อยู่ตรงกลางคลองพอดีน่ะ เอ็งเห็นไหม?” ลุงชาติย้ำกับน้องสาว

น้องสาวลุงชาติจึงแกว่งกระบอกไฟฉายส่องไปยังจุดที่ลุงชาติบอก พลันแสงไฟไปกระทบร่างที่กำลังขยับช้าๆ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มันนั่งหันหลังให้ลุงชาติและน้องสาว ซึ่งขณะนั้นเรือของแกอยู่ห่างจากอุโมงค์ต้นไทรประมาณสิบเมตร และแกก็กำลังพายเรือเข้าไปหาเจ้าสัตว์ตัวนี้

ระหว่างนั้นน้องสาวของลุงชาติยังคงส่องไฟไปทางเจ้าสัตว์ปริศนา จนเรือเข้าใกล้ประมาณห้าเมตร จึงได้เห็นสัตว์ตัวนี้ชัดยิ่งขึ้น ตัวมันมีขนสีดำสนิททั่วตัว หัวโต ลำตัวดูผอมแห้ง สองคนพี่น้องลงความเห็นว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมันมีรูปร่างคล้าย ‘ลิง’ แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขณะนั้นลมเงียบสงบ เสียงแมลงกบเขียดที่เคยร้องกลับเงียบสนิท เงียบจนได้ยินเสียงหายใจตัวเอง สองพี่น้องยังคงไร้บทสนทนากัน น้องสาวลุงชาติยังคงส่องไฟไปที่ตัวมัน แหงนคอดูอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งพายเรือไปใกล้ ก็ยิ่งสงสัยว่ามันคือตัวอะไรกันแน่

พายเรือเข้าไปใกล้จากห้าเมตร จนถึงสามเมตร และตอนนี้เจ้าสัตว์นั้นก็อยู่เหนือเรือของสองพี่น้องพอดี!

ทันใดนั้นเอง ระหว่างที่เรือกำลังจะแล่นผ่าน เจ้าสัตว์ขนสีดำสนิทขยับตัวแล้วกระโดดลงมากลางลำเรือพอดี! น้องสาวลุงชาติตกใจร้องสุดเสียง ลุงชาติกำไม้พายไว้แน่น หากเกิดอะไรขึ้นแกจะใช้ไม้พายนี้กับเจ้าสัตว์ตัวนั้น เจ้าสัตว์ปริศนากระโดดลงมาแล้วยังคงก้มหน้า จู่ๆ มันเงยหน้าขึ้นมาทำให้ลุงชาติและน้องสาวตกใจแทบเสียสติ!

แล้วทั้งสองคนก็ได้เห็นใบหน้าซีดเผือด แก้มตอบติดกระดูก ดวงตากลมใหญ่สีแดงสด พร้อมแสยะยิ้มให้ลุงชาติกับน้องสาว มันมีทีท่าจะเขยื้อนกายเข้ามาหาน้องสาว เมื่อน้องสาวลุงชาติเห็นดังนั้นจึงกรีดร้องสุดเสียงและกระโดดลงน้ำรีบว่ายขึ้นฝั่ง ครั้นพอมันเห็นน้องสาวกระโดดน้ำหนีไปแล้ว มันจึงหันมาทางลุงชาติ และกำลังขยับร่างเข้ามาหา

ลุงชาติกำไม้พายไว้แน่น หวังจะใช้ไม้พายจัดการกับเจ้าสัตว์ปริศนาตัวนี้ แต่แล้วอยู่ๆ เรี่ยวแรงก็หายไปดื้อๆ แกจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำตามน้องสาวไป ทิ้งเรือและเครื่องไม้เครื่องมือช้อนกุ้งไว้ในคลองนั้น พอทั้งคู่ขึ้นฝั่งได้ก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเสียงหัวเราะอย่างโหยหวนตามมาจากข้างหลัง

จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ทั้งคู่ร้องลั่นเรียกหาพ่อ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ในตอนนั้นพ่อของแกได้แต่ปลอบและบอกว่าลูกสองคนคงตาฝาดไป โดยแกมารู้ในตอนเป็นผู้ใหญ่ว่า ที่พ่อบอกว่าตาฝาดเพราะไม่อยากให้พี่น้องคนอื่นๆ กลัว และดูท่าทางเหมือนว่าพ่อจะรู้เรื่องนี้แต่ไม่ยอมปริปากเล่า และนั่นก็เป็นการออกหากุ้งฝอยครั้งสุดท้ายของลุงชาติ เพราะหลังจากนั้นพ่อได้เปลี่ยนตัวให้พี่ชายคนโตออกไปทำหน้าที่นี้แทน

ปัจจุบันลุงชาติเข้าสู่วัยเกษียณ ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แกขนลุกทุกครั้งที่หวนคิดถึงเหตุการณ์นี้ และนี่ก็เป็นเรื่องราวที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้ว มัน…คือตัวอะไรกันแน่!

error: Content is protected !!