ตาที่สาม | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ฉันเชื่อว่าคุณหลายคนต้องเคยดูละครเรื่อง ‘เขาวานให้หนูเป็นสายลับ’ ทางช่องสาม ที่เกริ่นมานี่ไม่ใช่เพราะสวยเหมือนนางเอกส้วมหรอกค่ะ ฉันแค่มีบางอย่างที่คล้ายเธอ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ฉันเป็นมันคือพรสวรรค์หรือใครจะเรียกคนประเภทฉันว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ สรุปสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ คือ ฉันมีตาที่สามหรือคนเห็นผีนั่นเอง!

ฉันเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ตอนยังเด็กฉันเคยประสบอุบัติเหตุจมน้ำ น้าที่เป็นคนช่วยชีวิตฉันเล่าให้ฟังว่า ตอนที่งมฉันขึ้นมานั้นร่างของฉันขาวซีด เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก ริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ จนทุกคนคิดว่าคงไม่รอดแน่ๆ แม่ตกใจร้องห่มร้องไห้จนเป็นลมล้มพับ น้าพยายามช่วยปฐมพยาบาลจนฉันฟื้นราวปาฏิหาริย์

ฉันลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงงอยู่ชั่วครู่ แม่เข้ามากอดฉันถามว่าจมน้ำไปได้อย่างไร ฉันเล่าว่า กำลังเล่นขายของกับน้องๆ อยู่ๆ ก็มีเด็กคนหนึ่งคลานขึ้นมาจากตลิ่ง เด็กคนนั้นตัวขาวซีดเซียว ตาโปนโตสีแดงก่ำ ไม่สวมเสื้อผ้า เค้าพูดว่า “ช่วยด้วยๆๆ” กับฉันหลายครั้ง ฉันวางของเล่นในมือลง แล้วเดินเข้าไปหาเด็กคนนั้นที่นอนพาดอยู่ริมตลิ่งด้วยสมองที่ว่างเปล่า

เด็กคนนั้นชี้มือไปที่น้ำ ฉันเดินผ่านเด็กคนนั้นลงไปที่แม่น้ำและเห็นว่ามีบางอย่างกำลังขยับเขยื้อน เมื่อมองลึกลงไปจากผิวน้ำ มีใบหน้าหนึ่งกำลังจ้องมาที่ฉัน ผมของเค้ายาวดำขลับกลืนไปกับสีของน้ำ ขยับพลิ้วเป็นคลื่นกระจายแผ่ไปทั่วบริเวณนั้น ปากแดงที่กำลังแสยะยิ้มกว้างถึงหูกำลังกวักมือเรียกฉันลงไปหาเค้า ฉันแว่วได้ยินเสียงน้องๆ ร้องเรียกแต่หันหลังกลับไปไม่ได้ ได้แต่ยืนละล้าละลังอยู่ตรงนั้น

จนในที่สุดก็มีมือคู่หนึ่งสีเขียวคล้ำเล็บยาวดำปิ๊ดปี๋ โผล่ขึ้นมาจากน้ำกระชากขาของฉันดำดิ่งลึกลงไปสู่ใต้น้ำ ฉันดิ้นทุรนทุรายกระเสือกกระสนจะกลับขึ้นฝั่ง จนฟองอากาศจำนวนมากออกจากปากออกจากจมูกอย่างรวดเร็ว ที่ลำคอเหมือนมีสาหร่ายสีดำลื่นเป็นกระจุกมารัดไว้ สติยังกระตุ้นเตือนให้ฉันรู้สึกเจ็บแปลบที่ขาข้างขวาเหมือนถูกอะไรบางอย่างเกี่ยวรั้งไว้จนได้เลือด

ฉันดิ้นรนสำลักน้ำอยู่ชั่วอึดใจ ตาเริ่มลอยคว้าง สมองอ่อนล้า ร่างกายเริ่มหมดเรี่ยวแรง เห็นใบหน้าแม่ผุดขึ้นมาในเฮือกสุดท้าย พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะแหลมเล็กเย็นกังวานราวชอบอกชอบใจกับวาระสุดท้ายที่กำลังมาถึงของฉัน

จากการผ่านเหตุการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น ชีวิตของฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉันมักจะเห็นหรือได้ยินได้กลิ่นและสัมผัสได้ถึงวิญญาณบ่อยครั้ง

มีครั้งหนึ่งฉันกำลังวิ่งเล่นกับพี่สาวแถวๆ บ้าน วันนั้นเราเล่นกันสนุกมากจนค่ำจนมืด ไม่ยอมกลับเข้าบ้าน พ่อแม่ตะโกนเรียกสนั่นหวั่นไหวก็ไม่สน จนเมื่อพ่อแม่ของแต่ละคนถือไม้แขวนเสื้อมาตาม เท่านั้นแหละวงแตก เจอแบบนี้ก็เผ่นสิคะ รสชาติของไม้แขวนเสื้อนั้นทั้งเจ็บ ทั้งแสบร้อน ทั้งคัน เป็นรสชาติที่เด็กๆ สมัยนั้นคุ้นเคยกันดีว่าแสบเข้าไปถึงทรวงขนาดไหน

ฉันหันไปโบกมือลาพี่สาว พี่สาวยิ้มและร่ำลาตอบ แต่…ฉันเห็นพี่มีสองคน พี่สาวอีกคนหน้าตาดำคล้ำจนเขียว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาโปนจนจะทะลักออกมาจากเบ้าและท้องบวมป่อง มีเลือดไหลลงมาเป็นทางตามแข้งขา ร่างนั้นกำลังเดินซ้อนหลังตามพี่ไป ฉันไม่มีเวลายืนคิดอะไรมากเพราะอิทธิฤทธิ์ของไม้แขวนเสื้อ จากวันนั้นพี่สาวก็หายหน้าหายตาไป ไม่มาเล่นกับฉันอีกเลย

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ฉันก็ได้ข่าวว่าพี่สาวคนนั้นตายแล้ว ฉันได้ตามแม่ไปงานศพของเธอ รู้คร่าวๆ ว่าเธอเสียชีวิตเพราะถูกพ่อแท้ๆ เตะ น่าจะพลาดไปถูกบริเวณท้องน้อย ทำให้มดลูกภายในปริแตกจนเกิดการอักเสบติดเชื้อ ไม่มีใครรู้ เธอไม่สบายตัวร้อนจัด นอนซมร้องปวดท้องตลอดเวลา แม่เธอก็ให้กินยาแก้ปวดธรรมดา เธอทนกินยาอยู่สี่ห้าวัน จนวันต่อมา เธอคงทรมานจนทนไม่ไหว ก่อนตายเธอนอนร้องโอดโอย ดิ้นกระสับกระส่ายทุรนทุรายไปมา กว่าจะพาไปหาหมอก็สายไปแล้ว

ฉันยืนมองรูปพี่ที่อยู่หน้าโลงศพ มีผู้คนมาร่วมงานไม่มาก ฉันหลับตาคิดในใจตามประสาเด็กขอให้พี่ไปในภพภูมิที่ดี เมื่อลืมตาขึ้น ฉันก็ต้องกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง ก่อนจะเบิกตากว้างจนเหลือก ยืนนิ่งค้างตะลึงงัน พี่สาวข้างบ้านยืนอยู่ตรงช่องว่างระหว่างรูปและโลงศพของเธอเอง จ้องมองมาที่ฉัน ใบหน้าของเธอเหยเก บวมดำคล้ำและบิดเบี้ยวผิดรูป น้ำตาเธอไหลอาบหน้า เธอไม่ได้ขยับปากพูดอะไร แต่ฉันได้ยินเสียงเศร้าๆ เย็นเยียบจับขั้วหัวใจของเธออย่างชัดเจน เธอฝากให้ฉันบอกแม่ของเธอว่า

“ชาตินี้หนูหมดบุญหมดวาสนาแล้ว หนูขอโทษแม่ด้วยที่ไม่ได้มีโอกาสอยู่ตอบแทนพระคุณ ขอให้แม่ดูแลตัวเองให้ดี ไม่ต้องเสียใจเพราะทุกสิ่งที่หนูเจอมันเป็นกรรมที่หนูต้องชดใช้”

พี่สาวสั่งความเสร็จเธอก็ค่อยๆ อันตรธานหายไป ฉันยกมือขึ้นป้ายน้ำตาที่ไหลมาตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วรีบวิ่งจี๋นำถ้อยความของพี่ไปบอกแม่เธอทันที

จากนั้นไม่นาน ก็มีคุณป้าแถบละเเวกบ้านเช่าที่ฉันอยู่ผูกคอตายในห้องน้ำ เพราะน้อยใจลูกของแกที่ไม่เชื่อฟัง ทั้งดื้อ ทั้งเถียง แกคงเครียด หาทางออกไม่ได้จึงตัดสินใจคิดสั้น ผู้คนแห่มายืนออเต็มหน้าบ้านป้า ทุกคนต่างชะเง้อชะเเง้พูดคุยถึงสาเหตุการตายไปต่างๆ นานา

สภาพศพของป้ามีผ้าสีขาวคลุมอยู่บนร่าง ตั้งวางอยู่บนพื้นอย่างเดียวดาย ฉันเห็นมือที่โผล่พ้นผ้ามาข้างหนึ่ง จากมือที่เคยอุ่นละมุนมีริ้วรอยตรากตรำ แต่บัดนี้กลายเป็นมือที่เย็นชืดซีดเซียว หงิกงอและเกร็ง

ฉันละสายตาจากมืออาดูรข้างนั้น ค่อยๆ กวาดตามองไป แล้วฉันก็ต้องใจหายวูบ เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฉันเห็นป้านั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น ตรงพื้นที่มีศพของป้าทอดร่างวางอยู่ ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่สั่นระริก เต้นตึกตักเร็วระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

ฉันถูกตรึงอยู่กับภาพโลกหลังความตายที่ได้เห็นอีกครั้ง สัมผัสได้ชัดถึงความเศร้าสร้อยและทุกข์โศกทั้งของผู้ตายและผู้ที่ยังอยู่ ชั่วขณะหนึ่งของโลกคนเป็นและโลกของคนตายที่ได้เคลื่อนมาบรรจบกัน แต่คนทั้งสองโลกกลับไม่อาจมองเห็นหรือจับต้องซึ่งกันและกันได้

จนเมื่อเจ้าหน้าที่ยกร่างของป้าขึ้นแล้วเดินฝ่าฝูงชนและผ่านหน้าฉันไป ร่างนั้นถูกยกไปแล้วแต่วิญญาณของป้ายังยืนร้องไห้อยู่ที่เดิมจนดวงตาแดงก่ำ แกค่อยๆ หันไปมองหน้าลูกๆ ที่ต่างก็ยืนกอดกันร่ำไห้อยู่

ชั่วครู่…ป้าหันมาหาฉันราวกับรู้ว่าฉันมองเห็น ป้าฝากข้อความผ่านฉันเพื่อเป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้ายกับลูกๆ

“เมื่อไม่มีแม่แล้ว ขอให้ลูกๆ จงรักและสามัคคีกัน อย่าทิ้งกันตลอดไป”

ฉันพยักหน้ารับปาก จากนั้นป้าก็ค่อยๆ เดินเหมือนลอยผ่านหน้าผู้คนและตัวฉัน เพื่อติดตามห่อผ้าขาวที่เจ้าหน้าที่ได้ยกไป

หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปนานพอควร ฉันยังคงเห็นผีเห็นวิญญาณมากมาย จนเริ่มจะชินและทำใจได้ขึ้นมาบ้าง

คืนนี้ราวสามทุ่ม ฉันออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่หน้าปากซอย ขณะกำลังเดินข้ามสะพานลอย เผอิญตาเหลือบไปเห็นน้องหมาตัวหนึ่งกำลังยืนละล้าละลังเหมือนจะข้ามถนน ในขณะที่ยังมีรถราวิ่งขวักไขว่อยู่ ฉันยืนเหม่อมองท่าทีน้องหมาตัวนั้นสักพักแล้วเกิดเปลี่ยนใจจะไปช่วยพาน้องข้ามถนน

พอกำลังก้าวลงสะพานเสียงดัง “โครม!” ฉันใจหายวูบ รีบหันไปมองถนนฝั่งที่น้องหมายืนอยู่ เห็นน้องนอนกระตุกสองสามครั้งและแน่นิ่งไป โดยที่มีเลือดไหลนอง ฉันรีบเดินจนขาขวิดหวังจะไปช่วยปั๊มหัวใจหรือนำร่างน้องออกจากถนน คือ ณ เวลานั้นทำอะไรก็ได้เพื่อช่วยน้องฉันคิดได้แค่นี้

ตอนกำลังลงสะพานลอย ความรู้สึกแปลกๆ กลับมาอีกแล้ว ฉันหยุดและมองไปที่ร่างน้องหมาโชคร้ายตัวนั้น แต่กลับปรากฏร่างเลือนลางของชายคนหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ จากที่ตาเห็น ชายคนนั้นเป็นวิญญาณไม่สวมใส่เสื้อผ้า เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด หน้าตาทุกข์ระทมสาหัสสากรรจ์ เค้ายกมือขึ้นปิดหน้า งอตัวลง ไหล่และบ่าสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น คงกำลังร้องไห้ เค้าลูบไปที่ร่างน้องหมาสองสามครั้งแล้วยืนขึ้น ร่างที่เป็นคนของเค้าค่อยๆเลือนหายไปกลายเป็นดวงไฟสีขาวเล็กๆ ลอยวนเวียนไปมาให้ฉันได้เห็นอยู่วูบหนึ่ง จากนั้นก็สลายหายไปในที่สุด

ฉันสัมผัสได้ถึงดวงจิตที่เศร้าหมองของวิญญาณตนนั้น คำว่า “ทุกขเวทนา” ของวิญญาณเปื้อนบาปที่ต้องเกิดมาในร่างของสัตว์เดรัจฉานเพื่อชดใช้กรรม เมื่อหมดกรรมแล้วดวงจิตนั้นจึงละจากร่างเพื่อกลับไปรอการเวียนว่ายตายเกิดใหม่ สุดแต่บุญหรือกรรมจะชักพาไป

ฉันเดินไปอุ้มร่างน้องหมาตัวนั้น มันตายสนิทตัวยังอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งการตายของสัตว์ฉันเคยเห็นแบบนี้มาหลายครั้ง แม้แต่แมวที่เลี้ยงไว้ตอนน้องตาย ฉันเป็นคนนำร่างน้องไปฝังที่วัด เมื่อฝังเสร็จและบอกอำลาน้อง กำลังจะกลับ ความรู้สึกแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อหันกลับไปตรงหลุมที่ฝังน้องแมว ฉันก็เห็นวิญญาณของเด็กผู้หญิงแต่งกายชุดไทยสวยงาม เธอยิ้มและพนมมือไหว้ฉัน เหมือนเป็นการขอบคุณที่เลี้ยงดูเธอในร่างแมวมาอย่างดี แล้วเธอก็เลือนหายกลายเป็นดวงไฟดวงเล็กๆ ลอยขึ้นแล้วจางหายไป

ฉันจึงเชื่อมั่นว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาบนโลก ทุกตัวล้วนมีดวงจิตเป็นคนทั้งสิ้น มาเกิดตามแรงบุญแรงกรรม ฉันจึงมักสอนน้องนุ่งให้รักกัน อีกทั้งยังสอนว่าอย่าทำร้ายและห้ามไม่ให้รังแกสัตว์โดยเด็ดขาด ทุกชีวิตล้วนมีหัวใจและความรู้สึก

เรื่องราวการเห็นผีของฉันยังมีอีกมาก ไว้ถ้ามีโอกาสจะนำมาเขียนให้ทุกท่านได้อ่านกันใหม่ ผีและวิญญาณไม่น่ากลัวหรอกค่ะ ที่น่ากลัวกว่าคือใจของคน มันลึกลับซับซ้อนและยอกย้อนกว่าผีหลายขุมนัก

เรื่องเล่าจากคุณ อัศรัสกร ทางอินบอกซ์แฟนเพจ คลังสยอง ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

error: Content is protected !!