กูหิวข้าววววว! | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้ผมได้รับฟังมาจากเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เพื่อนคนนี้มีชื่อว่า ‘ป้อม’ เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยที่ป้อมอายุประมาณ ๑๒-๑๓ ปี เวลานั้นหมู่บ้านของป้อมมีลานกีฬาอยู่แห่งหนึ่ง โดยลานกีฬาแห่งนี้จะอยู่ติดกับทางโค้งอันตราย ซึ่งโค้งนี้มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีคนตๅยอยู่เป็นประจำ

ตามความเชื่อท้องถิ่นแถบที่ป้อมอาศัยอยู่ หากมีคนตๅยโหงในสถานที่ใดๆ ก็ตาม บรรดาญาติพี่น้องของคนตๅยจะนำข้าวปลา อาหาร และขนมนมเนย จัดใส่กระทงใบตองไปวางไว้ตรงจุดที่เกิดเหตุ ด้วยความเชื่อว่า คนที่ตๅยไปแล้วนั้นจะได้ไม่อดไม่อยาก

เย็นวันหนึ่ง ป้อมกับเพื่อนๆ พากันมาเตะบอลที่ลานกีฬานั้น ขณะที่กำลังเตะบอลกันอย่างสนุกสนาน มีจังหวะหนึ่งที่ป้อมเตะบอลออกนอกสนามไปตกแถวๆ ทางโค้ง ป้อมเลยวิ่งไปเก็บลูกบอลโดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่า ลูกบอลนั้นมันไปตกใส่กระทงอาหารที่มีคนมาวางไว้จนคว่ำ อาหารตกลงพื้นกระจายหมด ป้อมกับเพื่อนเตะบอลกันต่อจนเกือบสองทุ่มจึงพากันแยกย้ายกลับบ้าน

บ้านของป้อมนั้นอยู่ไม่ไกลจากลานกีฬาเท่าไรนัก ป้อมเลยใช้วิธีเดินกลับ ส่วนเพื่อนๆ ที่บ้านอยู่ไกลก็ขี่รถกลับกันไปก่อน ถัดจากลานกีฬาไปจะมีศาลาประชาคมหมู่บ้าน ที่ศาลาจะมีแท็งค์น้ำ ป้อมก็เลยไปล้างหน้าล้างตาที่แท็งค์น้ำนั้น ขณะที่กำลังก้มล้างหน้า จู่ๆ ก็มีเสียงของใครคนหนึ่งลอยมาตามลม มันเป็นเสียงที่เย็นเยือกและแหบพร่า

‘หิววว…ข้าวววว…’

ป้อมได้ยินก็หันมองซ้ายมองขวา แต่ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลย ป้อมเลยคิดว่าคงหูฝาดไปเองจึงรีบเดินกลับบ้าน

พอมาถึงบ้านทำกิจวัตรเสร็จเรียบร้อย ป้อมก็เตรียมตัวเข้านอน บ้านของป้อมมีสองชั้น โดยห้องนอนของป้อมอยู่ชั้นสอง หลังห้องนอนเปิดประตูออกไปจะมีระเบียงเล็กๆ ให้ออกไปยืนได้ ทางด้านซ้ายมือของประตูหลังห้องจะมีหน้าต่างบานเกล็ดอยู่บานหนึ่ง ที่นอนของป้อมหันเท้าไปทางระเบียง ที่ระเบียงจะเปิดไฟไว้ให้พอมีแสงสลัวๆ

ตอนนั้นเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ ป้อมกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะกระจกบานเกล็ด ‘แกร๊กๆๆ’ ป้อมก็ตกใจ ละสายตาจากจอมองไปที่บานเกล็ด แต่ก็ไม่เห็นอะไร เขาก็เลยไม่สนใจกลับมาดูโทรทัศน์ต่อ

สักพักก็มีเสียงเคาะดังขึ้นอีกแล้ว ‘แกร๊กๆๆๆๆ’ ตอนนี้ป้อมเริ่มใจหวิวๆ ละสายตาจากโทรทัศน์มองไปที่บานเกล็ดอีกครั้ง แต่คราวนี้ที่หลังบานเกล็ดตรงระเบียงนั้นไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ป้อมเห็นเหมือนมีเงาดำๆ ยืนอยู่ เขารู้สึกหนาววูบไปทั้งร่างกาย ขนหัวขนตัวลุกชูชัน มือเกร็งจิกที่นอนแน่น เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ตรงหัวนอน พอเปิดไฟปุ๊บ เงานั้นก็หายไป

ป้อมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่ไม่เห็นเงานั้นแล้ว เขาก็เลยปิดโทรทัศน์และปิดไฟเพื่อเตรียมจะเข้านอน แต่พอปิดไฟปุ๊บ ป้อมเผลอมองไปที่บานเกล็ดอีกครั้ง แล้วเขาก็ต้องตกใจเพราะเงานั้นยังอยู่!

ตอนนี้ป้อมมั่นใจแล้วว่ามันไม่ปกติแน่ๆ เลยทำท่าจะลุกออกจากที่นอนไปหาพ่อแม่ที่อยู่ห้องข้างๆ แต่ให้ตๅยเถอะ ร่างของป้อมอยู่ดีๆ ก็ขยับไม่ได้ เหมือนถูกตรึงไว้กับที่นอน แม้แต่แรงจะอ้าปากร้องเรียกพ่อแม่ก็แทบไม่มี แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงพูดดังแหบพร่ามาจากเงานั้นว่า

‘หิวววว…ข้าววววว กู หิววววว…ข้าววว…’

พอพูดจบ สิ่งที่ป้อมเห็นคือ เงานั้นค่อยๆ โผล่หัวทะลุบานเกล็ดเข้ามา เป็นหน้าผู้ชายตัดผมสั้นเกรียน แต่ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวผิดรูป ยุบไปข้างหนึ่งเหมือนถูกอะไรกระแทกอย่างแรง ดวงตาเหลือกโปน เลือดไหลเต็มหน้า คราวนี้พูดเสียงแหบพร่า แต่น้ำเสียงเหมือนไม่พอใจอย่างมาก

‘กูหิวข้าวววว เอาข้าวกูมา!’

‘กูหิวข้าวววว เอาข้าวกูมา!’

พูดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ก่อนที่ร่างนั้นจะพุ่งตรงเข้ามาหาป้อม ทำท่าเหมือนจะมาจับตัวป้อมให้ได้! ถึงตอนนี้สติป้อมแตกกระเจิง ฉี่แทบราดกางเกง พยายามรวบรวมกำลังตะโกนออกมาสุดเสียง “แม่! ช่วยด้วย!” ร่างผีนรกนั้นเกือบจะถึงตัวป้อมอยู่แล้ว พอดีที่มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น แล้วร่างผีนั้นก็หายวับไปทันที

ป้อมหลุดจากพันธนาการที่ตรึงไว้ ผวาพุ่งไปเปิดประตู พอเปิดประตูได้เห็นแม่ยืนอยู่ก็โผเข้ากอดแม่แน่น ตัวสั่นเทา ร้องไห้ พูดจาไม่ได้ศัพท์ คืนนั้นแม่ต้องปลอบอยู่พักใหญ่และนอนเป็นเพื่อนป้อม

เช้าวันรุ่งขึ้น ป้อมได้สติแล้วจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่เลยพาป้อมไปวัดถวายสังฆทาน ทำบุญสะเดาะเคราะห์ แล้วเล่าเรื่องราวให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงพูดขึ้นว่า “เพราะเขาหิว เขาเลยมาขอเรากิน เราไปทำกระทงข้าวของเขาคว่ำโดยไม่ตั้งใจ ก็ให้ทำกระทงอาหารใหม่ไปให้เขา แล้วขอขมาเขา ให้อโหสิกรรมต่อกันด้วย”

เรื่องราวทั้งหมดก็มีเท่านี้ครับ

เรื่องโดย คุณ จอมกะล่อน เทพวายุ

error: Content is protected !!