“กลิ่น…” เรื่องสั้นสยองขวัญ โดย รัชต์สารินท์

วันนี้ฝนตกพรำๆ ผมตื่นนอนอย่างสดชื่นพร้อมสูดกลิ่นดินที่ล่องลอยมาตามละอองของสายฝนด้วยความคิดถึง อา…กลิ่นแบบนี้แหละใช่เลย เป็นกลิ่นที่ให้ความสุขใจละมุนประหลาด

สําหรับผม ผมชอบกลิ่นของผ้าตอนโดนแดดใหม่ๆ กลิ่นดอกส้มโอผลิบานให้ความรู้สึกหอมสดชื่นและมีเสน่ห์อย่างน่าพิศวง และที่ผมชอบที่สุดคือ กลิ่นยาสระผมจากเส้นผมของสาวๆ และนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

ผมเลือกการเดินทางด้วยการขึ้นรถเมล์แล้วต่อเรือ ยามเช้าที่ผู้คนแออัดเบียดเสียดกันขึ้นรถเมล์ ในช่วงเวลาเร่งด่วนเป็นช่วงเวลาที่ผมฟินเพราะได้สูดไอจากหนังหัวผู้คนหลากหลาย จนผมเริ่มมีพัฒนาการสามารถแยกได้ว่า หัวใครสระแล้วหรือยังไม่สระ ใช้ยาสระผมยี่ห้ออะไร เจลหรือโฟมชนิดไหนผมรู้หมด และมีความสุขด้วยที่ตัวเองวิเคราะห์ออก

ใครมีความชอบแปลกๆ แบบผมไหมครับ?

วันนี้เป็นเช้าวันที่ผมตื่นตีห้า ลุกขึ้นมาอธิษฐานขอพรกับพระเจ้าให้วันนี้เป็นวันที่ดีของผม จากนั้นก็อาบน้ำ รีดเสื้อให้เนี้ยบแต่ไม่ขึ้นเงา แต่งตัวอย่างไม่รีบร้อน รอเวลาฤกษ์ดีออกจากบ้านตอนหกโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายของผมทั้งสาววัยกระเตาะอย่างสาวมัธยม สาวรุ่นเรียนมหาวิทยาลัย หรือสาวสะพรั่งที่สวยหัวจรดเท้าอย่างสาวออฟฟิศจะออกมาขึ้นรถกัน

เวลาได้ยืนใกล้สาวสวยผมยาว ในยามที่กลิ่นยาสระผมของเธอมาปะทะจมูก มันช่างให้ความรู้สึกหัวใจพองโตเต้นตุ้บๆ เลือดสูบฉีดแรงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

ถ้าถามว่าผมเคยเข้าไปจีบไหม …คิดเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้วคุณ ผมเป็นถึงครูบาอาจารย์นะ ไม่กล้าทําอะไรที่มันไม่เหมาะสมหรอก

แต่ตบะความอดทนของผมที่จะไม่จีบใครมันคงจะทนได้อยู่ไม่นาน เพราะเมื่อเปิดเทอมใหม่สองเดือนมานี้ ผมเจอเด็กสาวมัธยมคนหนึ่ง เธอขึ้นรถป้ายเดียวกันกับผม แต่เธอลงที่ป้ายโรงเรียนบางกะปิ ส่วนผมลงป้ายวัดศรีบุญเรืองเพื่อต่อเรือ

ผมมักเลือกยืนข้างหลังเธอเพื่อสูดกลิ่นยาสระผมจากเรือนผมยาวสลวยของเธอที่เพิ่งสระมาหมาดๆ ยิ่งผมสยายปลิวตามแรงลมมากเท่าไหร่ กลิ่นหอมรัญจวนที่มีเสน่ห์อย่างประหลาดซึ่งผมอธิบายไม่ได้คล้ายกลิ่นดอกส้มโอที่มาจากเรือนผมของเธอ ยิ่งทําให้จิตใจผมหวั่นไหวยากแก่การควบคุม เธอไม่มีทางรู้หรอกว่ามีผมอยู่บนโลก และเป็นแฟนคลับคอยติดตามดมหัวเธออย่างไม่มีวันเหนื่อยหน่าย

คนที่จะรู้ก็มีแต่กระเป๋ารถเมล์เท่านั้นล่ะ เอาน่า…เค้าคงนึกว่าผมเป็นแฟน ไม่ก็พี่ชายของเธอที่ขึ้นรถมาพร้อมกัน

พักนี้กลิ่นเส้นผมจากหัวของเธอมันทำให้จิตใจผมว้าวุ่น ผมว่าผมได้กลิ่นน้ำเหลืองแบบแผลถลอกๆ กับกลิ่นเหม็นอับๆ ผสมกับกลิ่นแชมพูของเธอนะ เธอยังคงใช้ยาสระผมยี่ห้อเดิมและขึ้นรถเมล์มาแบบหัวเปียกๆ อย่างคนเพิ่งสระผมเสร็จแล้วผมยังไม่แห้งดี เอ๊ะ…หรือเธอเปลี่ยนหวีอันใหม่เลยครูดหนังศีรษะ ทำให้เป็นแผลไม่รู้ตัว กลิ่นผมของเธอจึงเปลี่ยนไป

อ้าว…นั่น…ผมมัวแต่ยืนหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง จนลืมมองไปว่าวันนี้เธอไม่ลงป้ายโรงเรียนบางกะปิเหมือนอย่างเคย แต่กลับยืนจนถึงป้ายวัดศรีบุญเรืองและลงรถพร้อมผม วันนี้เธอจะไปไหนของเธอนะ ผมสงสัยในใจ ผมตัดสินใจว่าจะแอบตามเธอไป แต่ผมเป็นอาจารย์นะ มันจะเหมาะสมหรือ?

เอาล่ะ ผมปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่เหนือเหตุผล เพราะผมรู้สึกเป็นห่วงเธอ ผมอาจจะชอบเธอ เอ๊ะ…หรือผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว บ้า…เป็นไปไม่ได้ คงเป็นเพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นของผมมากกว่า เธอนั่งเรือมาจนถึงป้ายผ่านฟ้า เธอลงป้ายนี้แหละ เธอไปไหนผมไปด้วย

ผมเดินตามเธอทิ้งระยะไม่ให้เธอรู้ตัว เธอเดินไปเรื่อยๆ จากผ่านฟ้าไปจนถึงภูเขาทอง มีเรื่องอะไรไม่สบายใจนะถึงมาไหว้พระที่ภูเขาทอง ผมตั้งคำถามในใจกับตัวเอง ลืมบอกไปว่าผมเป็นคริสเตียน ดังนั้นพอเธอเดินขึ้นภูเขาทองเพื่อไหว้พระ ผมจึงเลือกที่จะรออยู่ด้านล่าง ในใจคอยภาวนาว่า พระเจ้า…ได้โปรดส่งเธอลงมาทางเดิมด้วยเถอะ เพราะภูเขาทองมีทางขึ้นลงสองทาง

และคำอธิษฐานของผมก็เป็นจริง นั่นไง…เธอเดินลงมาแล้วท่าทางสบายใจขึ้น ผมแอบหันหลังให้ตอนเธอเดินลงมา แล้วค่อยทิ้งระยะตามเธอต่อไป ปรากฏว่าเธอเดินวกกลับมาลงเรือที่มุ่งหน้าไปวัดศรีบุญเรือง คงจะกลับบ้านไม่ก็กลับโรงเรียน ผมคิด พร้อมค่อยๆ ลงเรือจับตาดูเธอไปเรื่อยๆ

เรือเที่ยวนี้ไม่แน่น อะแฮ่ม…วันนี้คงเป็นวันดีตามที่ผมอธิษฐาน วันนี้แหละผมจะไปนั่งข้างๆ เธอและแนะนำตัวให้เธอรู้จัก พอถึงตรงนี้ใจผมเต้นตึ้กตั้กโครมครามดังไม่เป็นจังหวะ เสียงเรือเร่งเครื่องเหมือนจะออกจากท่า ผมต้องรีบแล้ว ขอบคุณพระเจ้าอีกครั้งที่มอบโอกาสดีๆ นี้แก่ชีวิตผม

ในใจผมรู้สึกประหม่าก่อนค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งข้างสาวน้อย ทีนี้จะเหลือก็แต่รวบรวมความกล้าพูดกับเธอ ผมเพิ่งตระหนักว่าผมชอบเธอมากจริงๆ แม้ว่าการที่มานั่งใกล้เธอจะทำให้ผมได้กลิ่นอับและกลิ่นน้ำเหลืองโชยออกมาจากหัวเธอรุนแรงขึ้นแต่ผมก็ทนได้ และตั้งปณิธานไว้ว่า ผมจะอยู่เคียงข้างเธอเป็นกำลังใจให้จนกว่าเธอจะรักษาแผลถลอกบนหัวของเธอหาย

“กริ๊ง…” เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น เธอรับสาย

“ค่ะแม่ ไหว้พระเสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูคงกลับเข้าโรงเรียนแล้วตอนเย็นจะแวะไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลนะคะ สวัสดีค่ะ”

เธอวางสายไปแล้ว เฮือก… ผมได้ยินเธอถอนหายใจอย่างคนมีเรื่องไม่สบายใจ เมื่อแอบชำเลืองมองเธอ ก็เห็นเธอทอดสายตามองออกไปนอกเรือ สายตานั้นดูเศร้าสร้อยพิกล เอ๊ะ…หรือว่าที่เธอมาไหว้พระเพราะพ่อเธอป่วย ผมเริ่มคาดเดา

เฮือกกกกกกก… ผมได้ยินเสียงเธอถอนหายใจอีกแล้ว ผมเริ่มรู้สึกแย่ ความตั้งใจเดิมที่จะแนะนำตัวกับเธอคงต้องพักไปก่อน เธอคงไม่มีกะจิตกะใจจะรับฟังอะไรตอนนี้

ไม่นานนักเราก็มาถึงป้ายวัดศรีบุญเรือง เธอขึ้นเรือและกำลังเดินข้ามสะพานลอย ผมค่อยๆ เดินตามเธอไป

เอ๊ะ…นั่นใคร? คุ้นๆ ชอบกล อ๋อ…กระเป๋ารถเมล์คันที่เธอและผมมักขึ้นประจำ ให้ตายเถอะ! ขออย่าให้เธอมองมาทางนี้เลย กระเป๋ารถเมล์เป็นคนเดียวที่รู้ว่าผมตามสาวน้อยผู้น่ารักคนนี้อยู่

ฟู่…โล่งอก…เธอเดินผ่านไปแล้ว

“น้องคะน้อง” นั่นไง…เป็นเรื่องแล้ว! กระเป๋ารถเมล์หันกลับมาเรียกเด็กสาว เธอหยุดเดินแล้วหันมามอง

“วันนี้แฟน โอ๊ยพูดผิด…พี่ชายไม่มาด้วยเหรอคะ”

ตาถั่วจริงๆ ยัยคนนี้ แค่ผมเดินทิ้งระยะกับเธอนิดหน่อยทำเป็นมองไม่เห็น เอ๊ะ…หรือเห็นแล้วแต่จะแกล้งแซว

คำพูดของเธอพร้อมกลิ่นน้ำหอมราคาถูกโชยมาปะทะโสตประสาทของผม ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจเธอเป็นอย่างมาก อยากจะถามว่าธุระกงการอะไรเที่ยวมายุ่งเรื่องของคนอื่น แต่สุดท้ายผมก็เงียบไม่ได้พูดอะไรออกมา

กระเป๋ารถเมล์เดินจากไปแล้ว ส่วนเธอคนนั้นเดินลิ่วๆ สาวเท้าก้าวยาวๆ ลงสะพานลอยไป สายตาเธอทอดมองขาและเงาของตัวเองที่บันได

เฮือกกกกก… ผมได้ยินเสียงเธอถอนหายใจพร้อมพึมพำว่า “พี่ชาย ใครวะ”

แปลกจัง ผมก็ก้าวเดินตามเธอมาไม่ห่าง ลงบันไดมาเกือบพร้อมๆ กับเธอ แต่ทำไมมีเพียงเงาของเธอ ไม่มีเงาของผม

เธอเดินจากไปไกลแล้ว แต่ผมยังยืนอึ้งอยู่บนสะพานลอย

เกิดอะไรขึ้น!

ทำไมผมไม่มีเงา!!

สายลมพัดมาวูบใหญ่ ผมได้กลิ่นอับๆ และกลิ่นน้ำเหลืองมาปะทะจมูก ที่แท้…ผมเข้าใจผิดมาตลอด กลิ่นที่ผมสัมผัสไม่ได้มาจากตัวเธอ

แต่มันมา…จากตัวของผมเอง…

error: Content is protected !!