ท้องสิบแปดเดือน | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

“กำไล” เป็นชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแต่งงานอยู่กินกับ “นายคำ” สามีซึ่งเป็นสัปเหร่อ เธออยู่กินกับสามีมานานแรมปีก็ไม่มีลูกเสียที สัปเหร่อคำผู้เป็นสามีจึงไปปรึกษากับอาจารย์ซึ่งตนเคยร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์ ขอท่านให้มาช่วยประกอบพิธีกรรมทางไสยเวทย์เพื่อให้ตนกับภรรยามีลูก

ผู้เป็นอาจารย์รับปากจะทำพิธีกรรมให้ และเมื่อทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เป็นอันเสร็จพิธี เวลาผ่านไปไม่นานกำไลก็ท้องขึ้นมา ผู้เป็นอาจารย์ได้กำชับสัปเหร่อคำว่า ขณะที่กำไลตั้งครรภ์อยู่นั้น ห้ามสัปเหร่อคำไปทำศพให้ใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น สัปเหร่อคำก็รับปาก

เวลาผ่านไปเก้าเดือน กำไลก็ยังไม่มีวี่แววจะคลอดลูกเสียที สัปเหร่อคำรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปพบกับอาจารย์ของตนอีกครั้ง เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับความผิดปกตินี้

บ้านหลังเล็กๆ ท้ายป่าช้าในต่างอำเภอ เป็นที่อยู่ของอาจารย์ เมื่อสัปเหร่อคำเดินทางไปถึงก็พบว่า ขณะนี้ที่บริเวณบ้านอาจารย์เต็มไปด้วยผู้คน และมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในอาการโศกเศร้า สัปเหร่อคำสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ จึงเอ่ยปากถามชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่บริเวณนั้น

“มีใครเป็นอะไรหรือครับ”

“แล้วพ่อหนุ่มเป็นใครกัน” ชาวบ้านสูงอายุผู้นั้นย้อนถามสัปเหร่อคำทันที

“ผมเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์บุญ เจ้าของบ้านหลังนี้ครับ ผมร่ำเรียนวิชากับท่านมา รู้สึกคิดถึงเลยมาหา เพราะตั้งแต่ท่านย้ายมาอยู่ที่นี่ผมก็ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนเลย”

คำตอบของสัปเหร่อหนุ่มทำให้ชายสูงอายุคนนั้นถึงกับมองหน้าและแสดงสีหน้าเหมือนโล่งใจ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“เป็นลูกศิษย์…งั้นพ่อหนุ่มก็ต้องเป็นสัปเหร่อน่ะสิ!”

“ใช่ครับ ว่าแต่มีอะไรหรือครับ”

ชายสูงอายุถอนหายใจเฮือกใหญ่ และพูดขึ้นมาว่า

“พ่อหนุ่มมาทันเวลาพอดี ไอ้บุญ อาจารย์ของเอ็งเพิ่งสิ้นลมไปตอนรุ่งสางนี้เอง ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นอะไรตาย ตัวก็ไม่มีแผล เจ็บป่วยรึก็ไม่ อาจารย์เอ็งคงใหลตาย แล้วที่นี่ก็ไม่มีใครช่วยทำศพเลย ชาวบ้านกลุ้มใจว่าจะทำอย่างไรกันดี พอดีพ่อหนุ่มมานี่แหละ ช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนี้”

สัปเหร่อคำถึงกับน้ำตาคลอ เมื่อรู้ว่าอาจารย์ที่เคารพรักได้จากเขาไปแล้ว

“โธ่…อาจารย์ ไม่น่าด่วนจากไปเลย”

“เอาเถอะพ่อหนุ่ม ไหนๆ เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว ลุงว่าพ่อหนุ่มนั่งพักเอาแรงสักหน่อยแล้วค่อยขึ้นไปจัดการศพก็ได้ ไม่มีใครทำอะไรเป็นเลย ได้แต่เอาผ้าคลุมร่างไอ้บุญมันไว้”

“ได้ครับลุง”

สัปเหร่อคำรับปากอย่างเต็มใจ เขาถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่ได้ตอบแทนบุญคุณของอาจารย์ แต่สัปเหร่อคำลืมไปเสียสนิทว่า เขากำลังจะละเมิดข้อห้ามที่อาจารย์ได้เคยกำชับไว้หลังจากทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์

หลังจากที่จัดการเรื่องงานศพของอาจารย์บุญเรียบร้อยแล้ว สัปเหร่อคำก็รีบเดินทางกลับบ้านทันทีด้วยความเป็นห่วงกำไลและลูกที่อยู่ในท้อง ตัวเขาไม่อาจเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังได้ แม้แต่กับกำไลเมียรักของเขาก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การที่เธอมีลูกนั้นเป็นเพราะอาจารย์บุญได้ทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์นั่นเอง

เดือนที่สิบของการตั้งครรภ์ผ่านไป แต่กำไลก็ยังไม่มีวี่แววจะคลอดแต่อย่างใด ยิ่งทำให้สัปเหร่อคำเกิดความไม่สบายใจหนักเข้าไปอีก เขาสังเกตว่ากำไลมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตั้งแต่เขากลับจากงานศพของอาจารย์บุญ เธอมีอารมณ์ฉุนเฉียวและพูดจาหยาบคาย หน้าตาหมองคล้ำ และที่น่ากลัวคือ เธอชอบกินของสดๆ ดิบๆ แม้สัปเหร่อคำจะห้ามปรามอย่างไรกำไลก็ไม่ยอมเชื่อฟัง

จนกระทั่งถึงเดือนที่สิบแปดของการตั้งครรภ์ กำไลถึงกับกินไก่สดๆ เป็นตัวๆ เลยทีเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งเลือดสดๆ ที่ไหลทะลักออกมา กำไลซูบผอมไปถนัดตา นอกจากบริเวณท้องเท่านั้นที่ใหญ่โตขึ้น เวลานี้ตัวเธอมีกลิ่นกายที่เหม็นเน่าเหมือนซากศพ

ผ่านไปสิบแปดเดือนของการตั้งครรภ์ ในที่สุดกำไลก็คลอด!

กำไลเจ็บท้องตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ สัปเหร่อคำรู้สึกใจคอไม่ดีที่เห็นสภาพของเมียเป็นเช่นนี้ เขารีบไปตามหมอตำแยและพ่อตาแม่ยายให้มาที่บ้าน ทุกคนต่างกุลีกุจอช่วยกันอย่างเต็มที่

เสียงแห่งความทรมานดังออกมาจากห้องอยู่นาน จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงของกำไลก็เงียบลง ขณะเดียวกันนั้นเสียงร้องของทารกก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงที่แหบแห้งที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ทันทีที่ได้ยินเสียงทุกคนต่างกรูกันเข้าไปในห้อง สัปเหร่อคำรีบถามอย่างร้อนใจว่าเกิดอะไรขึ้น หมอตำแยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหันมาตอบว่า

“ก็ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ…” พร้อมกับวางทารกน้อยลงบนผ้าหนานุ่มที่เตรียมไว้ “ข้าก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน…”

เมื่อได้เห็นทารกน้อยทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน เพราะเด็กที่นอนอยู่เบื้องหน้าถึงแม้ว่าจะมีอวัยวะครบถ้วน แต่ศีรษะกลับมีขนาดใหญ่ และที่เห็นอยู่นี้มันไม่ใช่ใบหน้าของเด็กทารก หากแต่มันเป็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นของชายแก่ ผมหงอกไปทั้งหัว ฟันดำเป็นคราบราวกับเคี้ยวหมากมานานแรมปี

“คุณพระคุณเจ้าช่วย!” สองตายายอุทานออกมา

“โธ่…ไม่น่าเลย”

สัปเหร่อหนุ่มทอดถอนใจ เขาคือคนเดียวที่รู้ดีว่าใบหน้านี้ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่มันเป็นใบหน้าของ ‘อาจารย์บุญ’ จอมขมังเวทย์นั่นเอง

error: Content is protected !!