“หลอนทั้งหมู่บ้าน” เรื่องสยองขวัญที่จังหวัดพิจิตร

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร ผ่านมาแล้วกว่าสี่สิบปี ในหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งชื่อ หญิง เป็นลูกสาวกำนัน เธออายุประมาณสามสิบปี พี่หญิงเป็นคนที่สวยมาก แต่ก็ได้ครองตัวเป็นโสดเรื่อยมา ยังไม่เคยมีสามี ด้วยความที่เป็นคนสวยก็มักจะมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แวะเวียนกันมาจีบ แต่พี่หญิงก็ไม่เคยสนใจใคร

ครั้งหนึ่งทางเกษตรอําเภอได้ส่งข้าราชการมาดูทำเลเพื่อจะทำฝาย ทำคลองส่งน้ำเข้านา เขาก็ต้องมาสำรวจพื้นที่ แล้วก็ได้นอนค้างที่บ้านกำนัน เกษตรอําเภอคนนี้จึงได้รู้จักกับพี่หญิงและก็ได้ชอบพอกัน เลยตกลงว่าจะแต่งงานกัน

ก่อนจะถึงงานแต่งประมาณหนึ่งเดือน เวลาประมาณช่วงเย็น มีคนพบเห็นว่ามีผู้ชายขี่จักรยานมาที่หน้าบ้านของกำนัน แล้วเรียกพี่หญิงให้ออกไปพูดคุยที่รั้วหน้าบ้าน จากนั้นเวลาประมาณสองทุ่ม พี่หญิงก็คว้าจักรยานขี่ออกไป คุณแม่ก็ได้ถามว่า

“จะออกไปไหนเหรอลูก ดึกดื่นป่านนี้แล้ว”

“หญิงจะไปหาเพื่อนที่ท่าข้ามน่ะแม่ ไปไม่นานหรอกจ้ะ เดี๋ยวหญิงก็กลับ” พี่หญิงว่า ซึ่งท่าข้ามจะอยู่เลยจากบ้านพี่หญิงไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร เป็นที่สำหรับซักเสื้อผ้า ติดคลองชลประทาน

จากนั้นพี่หญิงก็หายตัวไป และในคืนนั้นกำนันก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกออกตามหา แต่หายังไงก็หาไม่เจอ จากบ้านไปถึงท่าข้าม ขวามือจะเป็นทุ่งนาโล่งๆ ซ้ายมือจะเป็นป่าไผ่รก มืดทึบ ทุกคนก็ได้เข้าไปค้นหาจนทั่ว แต่ก็ไม่เจอ จนรุ่งเช้าของอีกวันตำรวจก็ตามมาสมทบ แต่ก็จนปัญญา หลายคนคิดว่าเธอคงถูกคนฉุดไป

ฝ่ายคุณแม่ของพี่หญิงเป็นลมทันทีที่ได้รู้ข่าว เพราะคิดว่าคงจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับลูกสาวแน่แล้ว มีชาวบ้านแนะนำให้ไปถามร่างทรงในตำบล ร่างทรงบอกว่า ให้กลับไปหาที่ป่าไผ่อีกรอบหนึ่ง แล้วจะเจอ…

ทุกคนจึงย้อนกลับไปที่ป่าไผ่กับอีกรอบ แต่คราวนี้เดินลึกเข้าไปอีก สุดเขตของป่าไผ่จะเป็นคลอง มีผักตบชวารกๆ ปรากฏว่าไปเจอศพพี่หญิง! ท่อนบนเปลือยเปล่า แต่ท่อนล่างใส่ผ้าถุงอยู่ ตั้งแต่ใต้ลำคอมาจนถึงท้องน้อย ถูกผ่าเอาเครื่องในออก อวัยวะต่างๆ ถูกเอาไปแขวนไว้บนต้นไผ่ กระจัดกระจาย มีนกกาบินโฉบจิกกินอยู่หลายตัว

ชาวบ้านเห็นแบบนั้นก็อึ้งไปตามๆ กัน ต่างก็ช่วยกันนำเอากระสอบมาห่อศพ แล้วหามกันออกมา หลังจากที่ตำรวจชันสูตรดูแล้วไม่พบร่องรอยการถูกข่มขืน แต่ที่หน้าผากศพมีรอยมีดกรีดเป็นกากบาท ลึกจนไปถึงกะโหลก

หลังจากวันนั้นมา เรื่องราวสยองขวัญก็พลันอุบัติขึ้น!

มีอยู่วันหนึ่ง ตาซ้อน แกหาจับกบจับเขียดขายเป็นอาชีพ คืนนั้นแกปั่นจักรยานผ่านดงไผ่ หูก็แว่วได้ยินเสียงคนเรียก

“น้า…น้าซ้อน…น้าซ้อนเอ๊ยยย…”

ตาซ้อนหยุดกึกแล้วหันไปมองตามเสียง คืนเดือนหงายยังพอมองเห็นรางๆ ตาซ้อนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซออกมาจากดงไผ่ที่มืดทึบ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใส่เสื้อผ้า ตัวขาวซีด และตั้งแต่คอหอยลงมาถึงท้องน้อยแหวะออกเป็นโพรง ปากก็พูดว่า

“น้าซ้อน…ช่วยดูคนที่ฆ่าฉันให้หน่อย”

ลุงซ้อนไม่รอช้า ทิ้งจักรยานแล้ววิ่งลัดทุ่งกลับบ้านทันที รุ่งเช้าหลายคนก็ได้เข้ามาสอบถาม แต่คนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อเพราะลุงซ้อนเป็นคนขี้เมา เรื่องนี้ไปถึงหูคุณแม่ของพี่หญิง พอรู้ว่าลูกสาวตนเองเป็นผีมาหลอกคน ก็เป็นลมล้มพับลงไปอีก

หลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกผู้ใหญ่ได้ไปงานประชุมที่อำเภอและก็ได้มีการดื่มสังสรรค์กัน ขากลับก็นั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อนสองกันมาสองคัน จนเกือบจะถึงเขตป่าไผ่อีกประมาณสามถึงสี่วา อยู่ๆ ไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ก็ขาดทั้งสองคัน พวกเขาจึงได้จอดรถลงมาดู

ในระหว่างนั้นลุงคนหนึ่งก็จุดบุหรี่สูบ หางตาแกเห็นลักษณะคล้ายๆ คนนั่งห้อยขาอยู่บนยอดไผ่ เห็นรางๆ ประมาณระดับเอวลงมาจนถึงปลายเท้า พอหันไปดูก็เจอแต่ความมืด หลังจากงมซ่อมไฟรถกันอยู่นานจึงตัดสินใจขี่กลับบ้านทั้งๆ ไม่มีไฟหน้ารถอย่างนั้น

พอควบมอเตอร์ไซค์กำลังจะสตาร์ทเครื่อง พวกเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนน้ำหรืออะไรสักอย่างตกอยู่ด้านหลังดัง “เผละ!” ซึ่งทั้งสี่คนก็รู้ดีว่าไม่ควรทักจึงได้แต่เงียบและมองหน้ากัน แล้วพวกเขาก็ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงพูดลงมาจากที่สูงว่า

“เก็บให้ฉันหน่อยยย…”

ทุกคนจึงหันไปมองตามเสียงก็ไม่พบอะไรบนต้นไผ่ แต่เห็นเป็นอะไรสักอย่างดำๆ กองอยู่บนพื้น พอเพ่งมองดูดีๆ ปรากฏว่า มันคือพวกเครื่องใน ตับไต ไส้พุง!

เห็นแบบนั้นทั้งสี่คนถึงกับสร่างเมาทันที จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกระโดดลงไปในทุ่งนาที่มีน้ำขังอยู่ดัง “ตู้มมมม!” แล้วตามด้วยเสียงวิ่งข้ามไปอีกฝั่งจนน้ำกระจาย ทุกคนหันไปมองตามเสียงแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืด ทั้งสี่คนทิ้งมอเตอร์ไซค์วิ่งหน้าตั้งกลับบ้าน จนเป็นเรื่องโจษขานกันทั่วหมู่บ้าน

มีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระใหญ่ ในหมู่บ้านนั้นจะมีลุงสติไม่ดีอยู่คนหนึ่ง แกกินนอนอยู่ที่ศาลารอรถ ช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น อยู่ๆ ลุงคนนี้ก็วิ่งไปตามถนนในหมู่บ้าน ร้องตะโกนว่า

“คืนนี้ไอ้หญิงจะกลับมา! คืนนี้ไอ้หญิงจะกลับมา!”

แล้วก็วิ่งไปเขย่าประตูรั้วบ้านกำนัน ตะโกนว่า

“หญิงมันจะกลับมานะ…หญิงมันจะกลับมา…หญิงมันคิดถึงบ้าน!”

แล้วแกก็วิ่งหายไป ชาวบ้านที่ได้ยินต่างอกสั่นขวัญแขวน คืนนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน ปิดบ้านกันตั้งแต่หกโมงเย็น

ปรากฏว่าคืนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่ม หมามันพากันโก่งคอหอนรับกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน พร้อมกับเสียงคนลากอะไรบางอย่างซึ่งได้ยินอย่างชัดเจน

“ครืดดดด…ครืดดดด…ครืดดดด…”

ลากมาเรื่อยๆ ตามถนน ชาวบ้านที่อยากรู้ก็ลองแง้มหน้าต่างดู แสงจันทร์เดือนหงายฉายให้เห็นเป็นผู้หญิงใส่ผ้าถุง เปลือยท่อนบน เดินเท้าเปล่า ลากกระสอบมาตามทาง

สักพักร่างนั้นก็หยุดเดินแล้วล้วงมือเข้าไปในกระสอบ ดึงเอาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งออกมา แต่ร่างนั้นไม่มีหัว มายืนอยู่ข้างๆ กัน แล้วยืนร้องไห้โหยหวน ส่วนร่างที่ไม่มีหัวนั้นก็โบกมือไปมา เสียงร้องโหยหวนนั้นช่างน่ากลัวและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ แม้แต่เด็กที่ได้ยินยังต้องหยุดร้องไห้

ชาวบ้านต่างพากันหวาดผวา คิดว่าเมื่อไหร่ภาพเหล่านี้มันถึงจะหายไปเสียที สองร่างนั้นพากันเดินต่อไปจนถึงบ้านกำนัน เวลานั้นประมาณตีสอง บ้านกำนันก็เปิดไฟสว่างโร่ทั้งบ้าน กำนันรีบวิ่งลงจากบ้านแล้วตะโกนเสียงดังว่า

“ทำไมมึงมาหลอกชาวบ้าน! ทำไมไม่ไปหลอกไอ้คนที่ฆ่านู่น! ไปหามันมาสิ กูจะบ้าแล้ว โอ๊ยยยย!” แล้วกำนันก็เอาลูกซองยาวยิงขึ้นฟ้าเสียงดังสนั่น

คืนนั้นชาวบ้านก็ยังได้ยินเสียงคล้ายๆ ลูกมะพร้าวกลิ้งไปตามถนนทั้งคืน หลังจากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ชาวบ้านจึงต้องหาทางยุติเรื่องนี้ จึงได้ไปถามพระเกจิอีกอำเภอหนึ่งเพื่อที่จะได้หาทางช่วยปลดปล่อยวิญญาณดวงนี้ หลวงปู่ท่านพูดมาประโยคหนึ่งว่า

“ยังไม่ไป ยังไม่ถึงกาลเวลาถ้าป่าไผ่ยังไม่ลุกเป็นไฟ เพราะมันตายที่นั่น แต่มันดิ้นรนพยายามที่จะหนีออกมา”

ชาวบ้านจึงตัดสินใจเผาป่าไผ่ทั้งหมดในเวลาต่อมา ซึ่งก็มีเรื่องที่น่ากลัวอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนดึกๆ เวลามีชาวบ้านผ่านซากป่าไผ่ที่มีแต่ขี้เถ้า ชาวบ้านมักจะเห็นผู้หญิงนั่งพิงจอมปลวกอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่านดำมืด

ครั้งหนึ่งคุณแม่ของพี่หญิงเคยฝันว่า ลูกสาวมาหาที่หน้าบ้าน แต่ขึ้นบ้านไม่ได้เพราะข้อเท้าขาดทั้งสองข้าง ได้แต่ตะโกนอยู่ตรงตีนบันไดว่า

“แม่จ๋า…ข้อเท้าหนูไม่มี หนูขึ้นบ้านไม่ได้ แม่ไปหามาให้หนูหน่อย หาคนที่มันฆ่าหนู…”

จนเวลาผ่านไปหลายปี ป่าไผ่ที่ถูกเผาไปก่อนหน้านี้ ต้นไผ่ก็ผุดแทรกขึ้นมาโตจนกลายเป็นดงไผ่ดังเดิม และเรื่องราวสยองขวัญที่ทำให้ผู้คนหลอนกันทั้งหมู่บ้านก็ค่อยๆ เลือนลางจางหายไปตามกาลเวลา

และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

error: Content is protected !!