บ้านเก่าหลังหนึ่ง | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

บ้านเก่าหลังหนึ่งว่ากันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ตัวบ้านผ่านการซ่อมแซมและทาสีมาหลายครั้ง สีที่ปรากฏล่าสุดเป็นสีขาว แต่อันที่จริงมีการทามาแล้วหลายสี ตั้งแต่สีอ่อนๆ อย่างสีครีม สีขาว จนกระทั่งสีเข้มๆ ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าเหมาะสมกับการอยู่อาศัยอย่างสีแดงหรือสีน้ำเงินก็เคยมีการทามาแล้ว

ไม่ว่าจะเปลี่ยนเจ้าของมากี่มือ หรือแม้แต่เปลี่ยนผู้เช่ามากี่รายก็สุดจะนับถ้วน ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือการเปลี่ยนเจ้าของหรือเปลี่ยนผู้เช่า ถ้ามีการทาสีใหม่แสดงว่าบ้านหลังนี้ต้องมีคนตาย!

อย่างที่เล่ากันมา ผู้อยู่อาศัยก่อนหน้าล้วนแล้วแต่อยู่ไม่เป็นสุข เรื่องเล่าต่อๆ กันมาถึงความเฮี้ยนจนไม่มีใครกล้าเช่าหรือกล้าซื้อ จนต้องปล่อยทิ้งร้างไว้หลายปี

จนปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มีการเปลี่ยนมือ เจ้าของคนใหม่ทาสีบ้านอย่างระห่ำด้วยสีแดง ดึงเพื่อนบ้านและคนในละแวกแห่กันมาดู เขาเปิดบ้านให้คนเข้าชมเฟอร์นิเจอร์เก่าอายุเกินร้อยปีที่สรรหามากว่าหลายร้อยชิ้น ที่สำคัญทำบุญบ้านครั้งใหญ่ด้วยการนิมนต์พระมากว่าร้อยรูป อาหารคาวหวานนับพันถาด

เรียกว่าเป็นการทำบุญบ้านครั้งแปลกในความทรงจำของผมและใครอีกหลายคน แถมเฉลิมฉลองครั้งนั้นด้วยการฉายหนังกลางแปลงภายในเขตรั้วที่ผมลืมบอกไปว่ามีกว่าห้าไร่ บ้านเก่าชานเมืองกรุงเทพฯ หลังนี้จึงยากแก่การลืมเลือนจริงๆ

ทว่าไม่ถึงหกเดือน เจ้าของบ้านก็ผูกคอตายในบ้านพร้อมกับภรรยาและลูกๆ อีกสามคน นี่ไม่ใช่การปิดตำนาน แต่คือการสร้างตำนานบทใหม่ให้เลื่องลือ

บ้านหลังนี้ไร้ผู้อยู่อาศัย แต่ต่อมาอีก ๕ ปี หนุ่มนักเรียนนอกตัดสินใจซื้อเป็นเรือนหอของตน คราวนี้ทาสีชมพู และถึงแม้จะมีการตักเตือนและเล่าประวัติอันสุดเฮี้ยนให้ฟัง เขาก็เอาแต่หัวเราะ เขาไม่กลัวเรื่องพวกวิญญาณมาปรากฏข้างเตียง มาแสดงการผูกคอโชว์ หรือมากระซิบเสียงหลอนให้ตกใจ ไม่สนใจเรื่องของผีแมวนับสิบตัวที่ปรากฏขึ้นกลางดึกและหายไปในตอนเช้ามืด เรื่องของผีเด็กที่มาชวนวิ่งเล่นหน้าโถง หรือแม้แต่เรื่องของวิญญาณที่ชอบเอาหัวเดินต่างเท้า เขาบอกสั้นๆ ว่า “เหลวไหล”

คู่บ่าวสาวมาพักในบ้านก่อนคืนแต่งงานสองคืน และเป็นที่มาของงานแต่งที่ไม่ได้แต่งอีกตำนานหนึ่ง เพราะจู่ๆ เจ้าสาวก็วิ่งร้องอย่างคนเสียสติออกจากบ้านในชุดนอนให้รถชนเสียชีวิต เจ้าบ่าวเสียใจอย่างหนักก่อนผูกคอตายตามในเวลาต่อมา

ญาติๆ ไม่ได้ขายบ้านหลังนี้ทิ้ง แต่ทาสีใหม่เป็นสีครีมก่อนประกาศให้เช่า ทั้งๆ ที่มีเรื่องเล่าหลอนๆ แต่ก็มีคนมาเช่าในเวลาอันรวดเร็ว

อันที่จริงมันมีเรื่องเพิ่มเติมจากบรรดาช่างทาสีที่ต้องทิ้งงานไปกลางคัน อาทิ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังมาจากภายในบ้าน เงาวูบวาบตามกระจก หรือกระแป๋งสีที่จู่ๆ ก็ล้มคว่ำไปเองคล้ายมีคนจงใจเตะ จนถึงกับต้องนิมนต์พระมาทำบุญทั้งๆ ที่ยังทาสีไม่เสร็จ คนงานถึงใจกล้าทาจนหมดทั้งหลัง

ผู้เช่ารายใหม่มีอายุมากกว่าทุกคนก่อนหน้า เป็นสองผัวเมีย ฝ่ายผัวคนเรียกแกว่า “ลุงชม” ชอบเดินเท้ามาตลาดและใครก็มักจะถามว่าเจอผีหลอกบ้างไหม แกก็จะเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนไม่น่ากลัวอะไร นับตั้งแต่เปิดตู้แล้วเจอคนนั่งกอดเข่า การเจอผู้หญิงนั่งบนพัดลมเพดานที่หมุนไปเรื่อยๆ หรือเรื่องเจอผู้ชายผู้หญิงแสดงการผูกคอตายให้ดู แกเจออยู่บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ

ต่อมาลุงชมกับเมียหัวใจวายเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้คนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเพราะมาจากการหลอกของผีหรือลุงชมกับภรรยาหัวใจวายตายเอง แต่ที่แน่ๆ หลังจากลุงชมเสียชีวิตเคยมีคนเจอแกเดินวนเวียนไปมาตรงบริเวณบ้านตอนกลางดึกอยู่บ่อยๆ

ผู้เช่าคนล่าสุดนี่สิชื่อ “ยายเพี้ยน” (ชาวบ้านแอบตั้งชื่อให้) เพราะแกซื้อต่อแล้วจัดการทาบ้านเป็นสีน้ำเงินเข้ม บรรดาบานประตูและขอบผนังหน้าต่างกลับทาสีเหลืองดูประหลาด ยายเพี้ยนอยู่กับหมาอีกนับสิบๆ ตัว ว่ากันว่าแกเป็นเศรษฐินี เป็นม่ายมานาน ไม่มีลูกแต่มีเงินเยอะ เดินทางมาแล้วทั่วสารทิศทั้งในและต่างประเทศ แกอยากใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทยและแกก็ได้ใช้สมใจ

ยายเพี้ยนจะชอบเรียกเด็กที่วิ่งเล่นหรือผ่านไปแถวนั้นให้ไปรับเงินหรือกินขนมในบ้าน แน่นอนเด็กที่รู้เรื่องราวก็จะไม่กล้าเข้าไป มีไม่กี่คนหรอกที่เจอขนมล่อใจและเงินที่แกจะให้ฟรีๆ จนอดใจไม่ไหว หนึ่งในนั้นคือลูกชายของผมที่เคยเจอเด็กคนหนึ่งในบ้านหลังนั้น เขาแต่งกายและพูดจาด้วยสำนวนภาษาแปลกๆ ผมเลยห้ามเด็ดขาดไม่ให้ลูกเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีก

ต่อมาไม่นานมีคนเจอยายเพี้ยนนอนตายอยู่ริมรั้ว ตาเหลือกค้าง สีหน้าเหมือนตกใจกลัวสุดขีดก่อนสิ้นใจ เจ้าหน้าที่เก็บกู้คนหนึ่งที่เก็บศพมากว่าสามสิบปี เขาบอกว่าไม่เคยเจอศพที่มีสีหน้าและแววตาน่ากลัวอย่างนี้มาก่อน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ผ่านมานานมากแล้ว กว่าสามสิบปีที่ผมพาครอบครัวย้ายมาอยู่จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกและไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย แว่วๆ ว่าบ้านหลังนั้นปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้ว ที่ทางก็ถูกปรับปรุงเป็นบ้านจัดสรรให้คนอยู่อาศัย ผมหวังว่าอาถรรพ์ของบ้านหลังนั้นคงหมดไป เพราะไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องยุ่งอีกเป็นแน่

error: Content is protected !!