“โรงแรมเก็บศพ” จังหวัดนครศรีธรรมราช

ผมเองไม่เคยเชื่อว่าผีมีจริงและก็ไม่เคยพบพานกับผีแม้แต่ครั้งเดียว แต่คนที่ถูกผีหลอกมักจะมาเล่าให้ผมฟังเป็นประจำ ซึ่งผมก็มักจะจดบันทึกเอาไว้เพื่อนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้อ่าน

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องเป็นราว และมีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้อยู่พอสมควร เจ้าของเรื่องเป็นเพื่อนสนิทของผมเอง ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยเชื่อเรื่องผีเหมือนกัน แต่หลังจากที่เขาพบกับความสยองในครั้งนั้น เขาเชื่อแล้วว่าผีมีจริง!

ขณะนั้นผมทำงานอยู่ที่นครศรีธรรมราช ก็เห็นจะราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้วนะครับ ตอนนั้นกำลังมีงานนมัสการพระธาตุนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นงานประจำปี มีผู้คนทั้งจากภาคใต้เองและจากถิ่นอื่นมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม ตอนนั้นโรงแรมก็ยังไม่มากมายเหมือนเดี๋ยวนี้ จึงไม่เพียงพอกับจำนวนแขกที่มาเที่ยวงาน จนต้องวิ่งหาโรงแรมนอนกันเป็นจ้าละหวั่น

นิพนธ์ เป็นเพื่อนสนิทของผมซึ่งเดินทางมานมัสการพระบรมธาตุและแวะมาเยี่ยมผม ปกติเขาจะบอกล่วงหน้าก่อนมาทุกครั้ง แต่ปีนี้เขาไม่ได้บอก ผมจึงไม่รู้ว่าเขาจะมาหรือไม่

เช้าวันนั้นผมกำลังจะออกไปทำงาน นิพนธ์ก็เข้ามาหาผมที่บ้าน ในมือถือกระเป๋าเสื้อผ้า ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนอดนอน เขามีใบหน้าซีดเซียว มาถึงก็ขอพักผ่อน ผมจึงบอกให้เขาตามสบาย ตกเย็นค่อยว่ากัน เพราะตอนนั้นผมต้องรีบไปทำงาน

ตกเย็นผมหิ้วสุราอาหาร และกับแกล้มชั้นดี กะจะฉลองกันให้เต็มคราบ แต่เจ้าเพื่อนผมกลับหงอย ไม่ค่อยพูดจา ได้แต่กระดกน้ำอมฤตลงคอเหมือนจะดับอารมณ์ ผมจึงแกล้งแหย่ไปว่า

“เฮ้ย! เป็นอะไรวะ อกหักมาหรือไง มาถึงก็นอน พอตกเย็นก็กินเหล้าเฉย ไม่ปริปาก อยากรู้ว่าใครกันวะที่กล้าหักอกแก”

“อกหักกะผีอะไรเล่า คอจะหักน่ะไม่ว่า!”

“อ้าว แกไปมีเรื่องกับใครวะ รีบบอกมาเลย ข้าน่ะมีญาติเป็นผู้กำกับเมืองนครฯ นี่ใครมันกล้ามาอวดอำนาจบาทใหญ่ ต้องจัดการมันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย”

“ใครก็จัดการไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องเหนือวิสัยที่จะจัดการ เอาเป็นว่าข้ารอดมาได้ก็เป็นบุญแล้ว จะเล่าให้ฟังแล้วอย่าหัวเราะเยาะนะโว๊ย”

“ข้ามาถึงนครฯ เมื่อคืนวาน ประมาณสี่ทุ่มเห็นจะได้ จะแวะมาหาแกก็เห็นว่างานถ้าจะสนุก จึงได้ไปเที่ยวงาน เกิดถูกใจกับสาวๆ ที่นี่เข้าก็เลยเที่ยวงานกันจนดึก ส่งเขากลับบ้านแล้วก็ตกเข้าไปเที่ยงคืน จะมาหาแกก็เกรงใจ กะว่ามาตอนเช้าดีกว่า จึงได้ออกเดินหาโรงแรมที่พัก

ให้ตายซีวะ เต็มหมดเลย เดินมาถึงโรงแรมเล็กๆ อ้ายบ๋อยมันก็บอกหน้าตาเฉยว่าเต็ม ตีหนึ่งกว่าแล้วจะทำยังไง จะนอนบนม้าข้างถนนงั้นหรือ จึงให้บ๋อยไปเรียกเจ้าของโรงแรมลงมา พอเจ้าของโรงแรมลงมา ก็ถามข้าว่า “มีอะไรหรือครับ ให้เด็กไปตาม” มีอย่างที่ไหนกันล่ะ เดินทางมาตั้งไกล จะหาที่ซุกหัวนอนก็เต็ม ข้าไม่ได้นอนฟรีนะ ยินดีจ่ายค่าห้องให้ตามอัตรา หรือพิเศษก็ได้”

เพื่อนของผมกล่าวด้วยความโมโหที่ถูกปฏิเสธ เพราะเดินมาจนเหนื่อยแทบจะตายชัก และก็ง่วงนอนมากขึ้นทุกที เจ้าของโรงแรมมองหน้าเพื่อนผมอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า

“มีอยู่ห้องหนึ่ง ชั้นบนสุด ถ้าอยากนอนก็ขึ้นไปเลย แต่กลัวว่า เอ่อ…จะนอนไม่ได้เท่านั้น”

“เอามาเลยเถ้าแก่ ห้องไหนก็ได้เวลานี้ ผมนอนได้หมด” เพื่อนผมว่า

“ถ้าอย่างนั้นลื้อพาไปห้องที่อั๊วว่าหน่อยก็แล้วกัน อะนี่กุญแจ” แล้วเจ้าของโรงแรมก็ยื่นกุญแจให้บ๋อย

เพื่อนของผมเดินตามบ๋อยขึ้นไปจนถึงห้องดังกล่าวซึ่งอยู่ชั้นบนสุด ลักษณะเป็นห้องสองห้องคู่กัน อีกห้องหนึ่งปิดประตูไว้แต่มีแสงไฟลอดออกมา แสดงว่ามีคนอยู่ เจ้าบ๋อยนั่นพอเปิดประตูเสร็จก็เผ่นแน่บลงไป ไม่รอแม้แต่ค่าทิป เพื่อนของผมเลยเข้าไปในห้อง มีเตียงเล็กๆ อยู่เตียงหนึ่ง พร้อมโต๊ะหัวเตียง มองไปทางฝาที่ติดกับอีกห้อง มีช่องลมโปร่งแสงสว่างลอดออกมา ด้วยความง่วง จึงซุกหัวนอน

สักประเดี๋ยวเดียวก็มีเสียงคนแก่กระแอมไอโครกคราก ตามมาด้วยเสียงเดินลากเท้าไปมาอยู่ในห้องนั้น เพื่อนของผมเข้านอนไปยังไม่ทันจะได้หลับดี แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อมีเสียงลากโต๊ะเก้าอี้ดังครืดคราด สลับกับเสียงคนเดินลากเท้า

เพื่อนของผมนอนไม่หลับ ได้แต่แช่งด่าในใจว่า อ้ายพวกคนไม่มีความเกรงใจ จะลุกออกไปเอะอะก็นึกได้ว่า เขามีสิทธิ์ของเขา ในห้องของเขา เราไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามเขาแต่อย่างใด ในที่สุดก็ต้องหลับๆ ตื่นๆ เพราะคนแก่ข้างห้องไอเสียงดัง สลับกับการเดินลากเท้าไปมารอบห้องทั้งคืน นาฬิกาหมุนไปจนใกล้รุ่ง เสียงทั้งหลายก็เงียบหายไป

เพื่อนของผมลุกขึ้นจากเตียง เพื่อจะขอดูหน้าเพื่อนข้างห้องให้ถนัดว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงได้ไร้มารยาทนัก แต่พอไปดูก็เห็นว่า กุญแจห้องคล้องปิดสนิท แสดงว่าเจ้าของห้องไม่ได้อยู่ภายใน จึงเดินไปอาบน้ำและกลับมาแต่งตัว เดินลงมาข้างล่างเพื่อจ่ายค่าห้อง แล้วบ่นร้องทุกข์เรื่องเพื่อนข้างห้องอันมีมารยาททราม

“นี่เถ้าแก่ เมื่อคืนข้างห้องผมเขาชื่ออะไร มาจากไหน ผมขอดูชื่อหน่อยสิ อ้ายคนไม่รู้จักเกรงใจคน เดี๋ยวไอโครกคราก เดี๋ยวเดินลากเท้า เดี๋ยวลากเก้าอี้ไปมา ผมอยากเห็นหน้ามันนัก”

เถ้าแก่ทำหน้าตาตื่น ร้องเสียงหลง “ว่าไงนะ! มีคนอยู่ข้างห้อง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวพาไปดู”

เพื่อนผมเดินตามเถ้าแก่กลับขึ้นไปบนห้องที่ค้างคืน แล้วเดินไปยังห้องที่อยู่ติดกัน เอากุญแจไขเปิดประตูเข้าไป แล้วเพื่อนผมก็ถึงกับใจหายวูบ ตาเหลือกลานด้วยความกลัวสุดขีดกับภาพที่เห็นตรงหน้า กลางห้องด้านที่ติดผนัง มันมีโลงศพตั้งอยู่! เป็นโลงจำปาแบบคนจีน คลุมด้วยผ้าแพร มีเครื่องบูชาและดอกไม้ใส่แจกันไว้ เสียงเถ้าแก่พูดเบาๆ ว่า

“อ้ายผมจะไม่ให้พักก็เกรงใจ เพราะท่าทางกำลังโกรธ จึงให้เข้านอนห้องข้างๆ โลงเก็บศพ เตี่ยผมเอง ผมเก็บเอาไว้รอฤกษ์ไปฝัง ปกติไม่ให้ใครเข้ามายุ่มย่ามบนนี้ มีคุณเป็นคนแรกเพราะผมเกรงใจคุณ ต่อไปผมจะไม่ให้ใครมานอนอีก เตี่ยผมคงไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่ามในที่ของแก ผมต้องขอโทษด้วย”

เพื่อนของผมกระแทกเหล้าลงคออีกครั้งด้วยความอึดอัด ก่อนจะกล่าวเป็นคำสุดท้ายถึงเรื่องนี้ว่า

“ข้าไม่เคยเชื่อว่าผีมีจริง แต่ครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ ตอนเห็นโลงในห้องนั้นข้าแทบช็อก ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มาเจอจังๆ แบบนี้”

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ นิพนธ์ เพื่อนสนิทของผมได้ประสบมาด้วยตัวเอง ด้วยความอยากรู้ผมลงทุนสืบจนได้ความว่า โรงแรมแห่งนั้นมีการตั้งศพไว้จริงๆ และเมื่อผมขอเช่าห้องที่อยู่ติดกับห้องเก็บศพ ทางบ๋อยก็ตอบว่า

“ไม่ได้ครับ เถ้าแก่สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครเข้าไปพักห้องนั้น ไม่ว่าจะให้เงินแค่ไหน ก็ไม่ให้เช่า…”

error: Content is protected !!