คนเคยตาย | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ผมมีลุงหนึ่งคนครับ เป็นพี่แท้ๆ ของแม่ ยายเล่าว่าตระกูลของผมเหมือนมีคำสาป คำสาปที่ว่าคือ ลูกหลานในตระกูลเสียชีวิตตั้งแต่เด็กเพราะโรคภัยไปหลายคน ยิ่งถ้าเป็นลูกหลานผู้ชายด้วยแล้วจะต้องเจอเหตุการณ์ที่จะนำพาไปสู่ความตายแทบทุกราย ตัวผมเองก็เคยเกือบจมน้ำตายถึงสองครั้งในวัยเด็ก สมัยที่ยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่มีคนช่วยขึ้นมาได้

สมัยเด็กๆ ผมมีความสงสัยใคร่รู้อย่างมากว่า ‘คนเราตายแล้วไปไหน’ ไปถามใครๆ เขาก็มักตอบติดตลกว่า “ตายแล้วก็ไปวัดสิไอ้หนู” ซึ่งผมไม่ตลกด้วย เพราะผมใช้ชีวิตติดกับวัด เห็นศพคนตายมามากก็ย่อมอยากรู้ฝังจิต อันว่าคนเราตายแล้วจะหายไปเฉยๆ แบบนั้นเลยหรือ คนเราตายต้องกลายเป็นผีสิ นั่นคือความคิดตอนนั้น กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเชื่ออยู่

ความกระหายใคร่รู้ชีวิตหลังความตาย ในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่มีในสังคมบ้านนอก ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มันทำให้ผมต้องถามจากคนมีอายุ ซึ่งก็ไม่พ้นบรรดาพ่อเฒ่าแม่เฒ่าของหมู่บ้าน พอถามก็ได้เบาะแสว่า ถ้าอยากรู้ว่าตายแล้วไปไหน ให้ลองไปถามลุงผมเอาสิ เพราะลุงผมสมัยเด็กๆ เคยตาย ชนิดเตรียมมัดตราสัง แต่ก็ฟื้นขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนละคน

เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังนี้ จะคิดว่าเป็นความฝันของคนที่หยุดหายใจก็ได้ หรือจะคิดว่าไปเจอมาจริงๆ ก็ได้ แล้วแต่ความเชื่อส่วนตัวล้วนๆ แต่อยากบอกว่าเหตุผลหนึ่งที่ทุกวันนี้ผมไม่ยุ่งอบายมุขทั้งปวง ก็เป็นเหตุมาจากฟังเรื่องเล่าของลุงผมด้วยเช่นกัน

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อตอนลุงผมยังเด็ก ลุงผมอาศัยอยู่กับทวดที่สุโขทัย แต่ยายผมพาแม่ย้ายไปอยู่ที่อุตรดิตถ์ เพราะทวดผมรักลุงมากเพราะเป็นหลานผู้ชายคนเดียวของตระกูล ทวดขอลุงไว้เลี้ยงดู ยายผมก็ยกให้

ยายเล่าว่าลุงนั้นน่าสงสาร เพราะทำอะไรก็ถูกทวดบังคับทุกอย่าง นิสัยของลุงนั้นค่อนข้างเกเร ชอบทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเล็กๆ พวกปลา นก หนู กระแต อยู่ตลอดเพราะสถานที่อำนวยให้ ทวดชอบไปวัด จะบังคับลุงไปด้วยตลอด แต่ลุงก็จะอิดออด ชอบว่าทวดงมงาย ทำบุญทำไมไม่เห็นจะได้อะไรกลับมา

แล้วเหมือนกรรมตัดชีวิตจะตามทัน เพราะในหน้าฝนนั้น ลุงเล่นน้ำฝนตอนกลางวัน พอตกค่ำก็ตัวร้อน เป็นไข้ตัวสั่น ด้วยความที่หมู่บ้านอยู่ไกลปืนเที่ยง ทวดก็เช็ดตัว ต้มยาหม้อให้กิน รักษาตามอาการ แต่อาการของลุงก็แค่ทรงตัว ไม่ดีขึ้น

ทวดนั้นทุกข์ใจมาก เพราะตระกูลของเราเป็นไข้ตายกันแต่เด็กไปหลายคน นอกจากจะรักษาด้วยยา ทวดยังนั่งสวดมนต์ร้องขอต่อชีวิตให้ลุงตลอด แต่ก็ไม่เป็นผล พอตกค่ำ ลุงก็หยุดหายใจ ชีพจรหยุดเต้น ทวดก็ไปบอกญาติๆ ละแวกบ้านว่าลุงเสียชีวิต ทุกคนก็มาชุมนุมที่ชานบ้านและใต้ถุนบ้าน มีคนไปตามสัปเหร่อมาจัดการศพ

พอสัปเหร่อมาถึง ก็มาจับๆ ศพลุง แล้วก็บอกทวดว่า “มันตายแล้ว แต่ตัวยังอุ่นอยู่ รอให้ตัวเย็นก่อนค่อยจัดการศพ” ทุกคนก็นั่งคุยกันเพื่อรอตามที่สัปเหร่อบอก และต่อจากนี้คือคำบอกเล่าจากปากของลุงผมเอง ที่ทุกวันนี้ลุงก็ยังมีชีวิตอยู่ มีครอบครัวอยู่ที่ระยอง

ลุงเล่าว่า สัมผัสสุดท้ายที่ลุงรู้สึกตัวคือ ตอนที่ทวดมานั่งเช็ดตัวให้ ลุงบอกลุงเหนื่อยและรู้สึกเคลิ้มๆ เหมือนฝันไป ความรู้สึกนั้นวูบไปวาบมาเหมือนกำลังฝัน รู้สึกว่ารอบตัวมืดไปหมด ลุงพยายามจะขยับตัวในห้วงฝันนั้นแต่ทำไม่ได้ รู้สึกเหมือนร่างกายลอยได้ ลอยไปแบบไร้จุดหมาย

จนมองเห็นแสงสว่างเล็กๆ สีขาวจ้าแสบตาย ค่อยๆ ใกล้เข้ามาหาเรื่อยๆ ความรู้สึกของลุงเหมือนว่าตัวเองกำลังลอยไปที่ความสว่างนั้น เงามืดค่อยๆ หายไป แล้วภาพมันก็เบลอๆ แว็บไปแว็บมา จับใจความไม่ได้ว่าภาพอะไร แต่รู้สึกเหมือนมันหมุนไปหมด

มารู้ตัวอีกทีคือ เหมือนเท้ากำลังสัมผัสพื้นเย็นๆ อยู่ที่ไหนไม่รู้ รอบด้านมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดสีเทาๆ ที่มองอะไรได้รางๆ เหมือนกลางคืนเดือนหงาย รอบๆ ตัวเหมือนมีต้นไม้ใหญ่ไม่มีใบ รูปร่างน่ากลัว ทะมึนยืนต้น แล้วตรงจุดที่ลุงยืนนั้นเหมือนเป็นทางแฉะๆ ทอดยาวไปแล้วค่อยๆ สูงขึ้นตามลำดับไปสุดลูกหูลูกตา

ลุงไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนั้นกายเนื้อหยุดหายใจไปแล้ว ลุงเล่าว่ายืนหันซ้ายหันขวาอยู่ไม่รู้จะไปไหน เลยตัดสินใจเดินตามทางนั้นไปเรื่อยๆ อย่างหวาดกลัว เพราะรอบตัวมีแต่ความมืดทึมๆ เดินอยู่นานก็มาพบกับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ ลุงเล่าว่าลุงก็ดีใจที่มีเพื่อนร่วมทาง เลยเดินตามกลุ่มคนนั้นไปเรื่อยๆ ทางเดินนั้นเหมือนกำลังเดินขึ้นไหล่เขา

ลุงว่าลุงจำหน้าคนที่เดินด้วยไม่ได้สักคน (บอกตอนตื่นมาแล้ว) ไม่ว่าพยายามจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไง จำได้แค่ว่ามีเพื่อนเดินด้วยเท่านั้น แม้ว่าลุงจะชวนคุยก็ไม่มีใครคุยด้วยสักคน

ลุงเล่าว่า สองข้างทางที่สูงขึ้นนั้นเหมือนมีร่องน้ำไหลลงมาขนาบสองฟาก ไหลแรงได้ยินเสียงซู่ ลุงเดินจนไปเกือบถึงแถวหน้า ก็เห็นว่ามีคนคนหนึ่งเดินนำหน้าโดดๆ คนเดียว ลุงบอกลุงก็จำไม่ได้เหมือนกันว่ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง รู้แค่ว่ามีคนเดินนำขบวน ลุงรู้สึกกลัวขึ้นมาเฉยๆ เลยตัดสินใจเดินสวนกลุ่มคนลงมา

พอลุงหันกลับไปดู ก็เห็นว่าคนที่เดินนำกลุ่มซึ่งอยู่ในที่สูงกว่าหันมามอง ดวงตาคู่นั้นแดงวาบเห็นมาแต่ไกล ลุงกลัวมากเลยวิ่งแล้วกระโดดลงร่องน้ำ แล้วก็ปล่อยตัวเองไหลไปตามกระแสน้ำนั้น ก่อนที่มันจะพาลุงพุ่งเข้าไปสู่หลุมเล็กๆ แคบๆ แล้วลุงก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เห็นผู้คนเต็มบ้าน คนบนบ้านก็ช่วยกันบีบนวด หาน้ำให้ลุงกิน ต่างยินดีกันถ้วนหน้าที่ลุงตายแล้วฟื้นกลับมา

ลุงก็เล่าเรื่องที่ไปพบเจอให้ทุกคนฟัง แล้วจากวันนั้น ลุงผมก็นิสัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชอบไปวัดกับทวด ประพฤติตนเป็นคนดีมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ผมก็ถามลุงว่า ลุงคิดว่าที่ลุงไปเห็นมามันคืออะไร ลุงบอกลุงอาจจะฝันไปก็ได้ แต่เป็นฝันที่น่ากลัวและชวนให้เชื่อว่าคนเราตายแล้วมันไม่ได้หายไปไหน ทางที่เดินนั้นอาจจะเป็นทางไปนรกก็ได้ ที่ร่างกายลุงอาจจะป่วยจนวิญญาณอยู่ไม่ไหวจนต้องละร่างทิ้งไป แล้วไปเดินอยู่บนทางไปสู่ยมโลกชั่วระยะหนึ่ง แต่คงเพราะยังไม่ถึงเวลาตาย คนที่เดินนำที่น่าจะเป็นยมบาลจึงปล่อยให้ลุงหนีมาได้ เพราะถ้าหากลุงถึงที่ตายคงหนีกลับมาไม่ได้แน่ๆ

ครับ นี่ก็เป็นเรื่องเล่าจากลุงของผม ซึ่งคนที่ทันตอนลุงยังเด็ก ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ลุงผมกลายเป็นคนละนิสัยไปเลยจริงๆ ตั้งแต่ตายแล้วฟื้น เลยทำให้คนที่อยู่รอบตัวลุงในตอนนั้นต่างปรับนิสัย หมั่นเข้าวัดและลดการทำบาปกันยกใหญ่

ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าที่ลุงเล่ามานั้นจริงเท็จแค่ไหน อันว่าผมไม่ได้ไปเห็นมากับตา แต่มันก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าทำไมลุงผมถึงกลายเป็นคนใหม่หลังจากฟื้นขึ้นมา หรือโลกหลังความตายมันมีอยู่จริง จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คน แต่ผมเลือกที่จะเชื่อไว้ก่อนก็คงไม่ขาดทุนอะไร หากเราทำดีมากๆ แล้วนรกไม่มีจริง มันก็เสมอตัว แต่หากมันมีจริง อย่างน้อยๆ บุญที่ทำมาก็คงพอจะช่วยบรรเทาให้เราได้บ้าง

error: Content is protected !!