ทุกวันนี้ยังไม่หายเพี้ยน | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้น ‘เอ้’ อายุสิบสองปี พ่อแม่ของเอ้นั้นเลิกกัน เอ้ก็จะต้องไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านพ่อกับบ้านแม่ แล้วในช่วงที่เกิดเหตุ แม่ก็ให้เอ้ไปบ้านพ่อที่ต่างจังหวัด ในสมัยนั้นบ้านของพ่อจะอยู่ติดทางรถไฟ เป็นทางค่อนข้างเปลี่ยว พ่อจะย้ำกับเอ้เสมอว่า เวลาจะไปไหนต้องบอกพ่อก่อน ห้ามไปโดยพลการเด็ดขาด ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งห้ามออกไปไหนทั้งนั้น

เอ้ก็ไม่ได้สงสัยว่าเพราะอะไรพ่อถึงต้องกำชับขนาดนั้น พอมาอยู่ที่นี่ พ่อก็สอนให้เอ้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ พอเอ้ขี่เป็นแล้วก็อยากที่จะไปนู่นไปนี่ ใครจะซื้อของอะไรก็จะคอยอาสาไปซื้อให้ตลอด

วันนั้นเอ้ก็ออกไปซื้อของ ระหว่างทางสายตาก็ไปสะดุดที่บ้านหลังหนึ่ง เป็นกระต๊อบสังกะสีเล็กๆ เอ้ก็เห็นว่ามียายคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น เป็นยายตาบอด เอ้ก็รู้สึกสงสาร เขาก็เลยจอดรถแล้วก็เดินเข้าไปคุยกับยาย ถามว่า ‘ยายเป็นยังไงบ้าง’ ยายก็ตอบว่า ‘ยายอยู่คนเดียว ลูกเต้า ญาติพี่น้องก็ไม่มีแล้วยังมาตาบอดอีก’

เอ้ก็ถามต่อว่า ‘แล้วยายได้กินอะไรหรือยัง’ ยายก็ตอบว่า ‘ไม่ค่อยได้กินอะไรหรอกจ้ะ’ เอ้ก็เลยบอกว่า ‘เอางี้ละกันยาย ผมก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ แต่เดี๋ยวผมจะเอาข้าวมาให้ยายเอง’

ตั้งแต่วันนั้นเอ้ก็จะคอยแอบเอาข้าวมาให้ยายตลอดเพราะกลัวพ่อว่า จนหลายวันเข้าพ่อก็เริ่มสงสัยว่าไปไหน วันนั้นหลังจากที่เอ้เอาข้าวไปให้ยายกลับมาถึงบ้าน พ่อก็รออยู่หน้าบ้านพร้อมกันถามว่าไปไหนมา เอ้ก็อ้ำๆ อึ้งๆ กลัวความผิด จนสุดท้ายก็ตอบพ่อไปว่า ‘ผมเอาข้าวไปให้ยายตาบอดคนนั้นครับ’ พอพูดจบ พ่อก็เดินไปหยิบไม้เรียวแล้วเอามาฟาดเอ้ ซึ่งตอนนั้นเอ้ก็ไม่เข้าใจว่าตัวเขาทำผิดอะไร

ปกติเวลาที่พ่อตีเอ้ก็จะไม่คุยกัน จนผ่านไปสองถึงสามวัน เอ้ก็เปิดประเด็นแล้วถามว่า ‘ผมผิดอะไรเหรอพ่อ ผมแค่เอาข้าวไปให้ยายคนนั้น แล้วแกก็ตาบอดด้วย ผมผิดอะไร’ พ่อก็ตอบมาว่า ‘ถ้าไม่อยากตายก็อย่าไปบ้านหลังนั้นอีก รู้หรือเปล่าว่ายายคนนั้นน่ะเป็นปอบ!’ เอ้ก็คิดแย้งว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ ไม่กล้าเถียงพ่อเพราะกลัวโดนตีอีก

หลังจากนั้นถัดมาอีกสามวัน ตกกลางดึกประมาณตีสอง เอ้ก็ได้ยินเสียงคนเอะอะโวยวายเสียงดัง เสียงนั้นดังมาจากนอกบ้านประมาณว่า ‘มันมาอีกแล้ว! ตามมันไป!’ เอ้ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สักพักพ่อก็ถือปืนลูกซองวิ่งออกไป

เมื่อเห็นพ่อวิ่งออกไปนอกบ้าน เอ้ก็เลยวิ่งตามไป แล้วก็มีเสียงปืนดังอยู่หลายนัด ระหว่างนั้นก็ได้ยินว่า ชาวบ้านเขาเลี้ยงไก่ไว้แล้วมีปอบมากินไก่บ้านเขา ชาวบ้านก็วิ่งไล่ตามไปจนถึงบริเวณป่ากก เอ้ก็วิ่งตามไปกับเขาด้วย ชาวบ้านก็เอาไฟฉายส่องหาว่ามันอยู่ไหน แล้วเอ้ก็ดันไปเห็นแววตาที่เป็นประกายเพราะกระทบกับแสงไฟ เอ้ก็ชี้และตะโกนบอกว่า มันอยู่นั่นไง! แต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันเพราะปอบตนนี้วิ่งไวมาก

ทีนี้ทุกคนก็วิ่งตรงไปที่บ้านของยายตาบอด เพราะคิดว่าต้องเป็นแกแน่ๆ แต่พอไปถึง ยายก็เหมือนคนเพิ่งตื่น แกค่อยๆ คลำทางเดินและก้าวออกมาอย่างช้าๆ แล้วถามชาวบ้านว่ามีอะไรกันเหรอ ด้วยไม่มีหลักฐานและเห็นว่ายายแก่เป็นแบบนั้น สุดท้ายชาวบ้านก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน

วันถัดมา เอ้ก็ยังรั้นพ่อ ยังคงเอาข้าวไปให้ยายอีก แต่ทีนี้ยายเริ่มแปลก ยายเริ่มถูกเนื้อต้องตัวเอ้ แล้วก็พูดว่า ‘ไอ้หนู..ยายอยู่คนเดียว มาอยู่เป็นเพื่อนยายได้ไหม ยายเหงา’ เอ้ก็บอกว่า ‘ไม่ได้หรอกยาย เดี๋ยวพ่อผมตี’ ยายก็พูดอีกว่า ‘พ่อเองบอกว่ายายเป็นปอบเหรอ’ เอ้ก็ปฎิเสธไปว่า ‘ป..เปล่าครับ ยายจะเป็นปอบได้ไง’ เอ้ก็ไม่ได้ใส่ใจ เอาข้าวให้เสร็จแล้วก็ขอตัวกลับ

ตอนนั้นเอ้มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘ติ๋ม’ เขาเป็นลูกของคนงานก่อสร้าง ติ๋มก็มาเล่นกับเอ้ทุกวันจนสนิทสนม ไปไหนไปกัน แล้ววันนั้นมีงานวัด ติ๋มก็ชวนเอ้ไปเที่ยวงานวัด เอ้ก็กลับบ้านไปขออนุญาตพ่อ พ่อก็ให้ไปแต่บอกว่า ‘ไปได้แต่ห้ามกลับดึกนะ มันอันตราย’ เอ้ก็รับปากแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกมา แต่เอาเข้าจริงๆ พอออกจากบ้านมาแล้วก็เที่ยวจนดึก จนเลยเถิด

จนงานวัดเลิก ทั้งสองก็ชวนกันกลับ ก่อนกลับเข้าบ้านเอ้ก็แวะตู้น้ำมันหยอดเหรียญตรงหน้าปากทาง เวลาตอนนั้นประมาณตีสองแล้ว พอจอดเติมน้ำมันก็ไปเจอเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนก็บอกว่า ‘มึงเข้าบ้านตอนนี้มึงไม่กลัวเหรอวะ’ เอ้ก็ถามว่า ‘กลัวอะไรวะ’ เพื่อนบอกว่า ‘มึงไม่กลัวยายคนนั้นหรือไง ที่เป็นผีปอบน่ะ’

เอ้ก็เถียงไปว่า ‘มึงจะบ้าเหรอ ยายแกตาบอด’ เพื่อนก็บอกว่า ‘แล้วมึงไม่แปลกใจบ้างเหรอ คนแก่ที่ไหนจะอยู่บ้านคนเดียวแบบนั้น แถมยังตาบอดอีก เออ..มึงไม่เชื่อกู ระวังไว้เถอะ เดี๋ยวมึงโดนกินไส้แน่’

ตอนนั้นเอ้ก็ไม่เชื่อ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังมีความกลัวอยู่ แล้วทั้งสองก็ขี่รถเข้าไปในซอย แต่แล้วอยู่ๆ ท้ายรถก็สะบัด ปรากฏว่ายางรั่ว! เอ้ก็เลยต้องเข็นรถกลับบ้าน ซึ่งจะต้องผ่านบ้านของยายคนนั้น ระหว่างที่เข็นรถไป ติ๋มก็พูดขึ้นมาว่า ‘มึงเชื่อที่พวกมันบอกหรือเปล่าวะ’ เอ้ก็ดุติ๋มไปว่า ‘มึงจะไปเชื่อมันทำไม คิดมากน่า เดี๋ยวมึงก็หลอนเองหรอก’

คราวนี้กลับกลายเป็นว่า เอ้กลัวผีปอบขึ้นมาซะเอง! แต่ก็คิดว่าถ้ามีจริงก็คงเป็นคนอื่น ไม่ใช่ยายคนนั้นหรอก

ทั้งสองเข็นรถไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านของยายแก่คนนั้น เอ้ก็เห็นว่าไฟตะเกียงในบ้านยายนั้นยังสว่างอยู่ เอ้ก็พูดกับติ๋มว่า ‘ยายแกยังไม่นอนว่ะ ทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ วะ ยิ่งตาบอดด้วย แกคงลำบากน่าดู’

เอ้ก็เลยจอดรถไว้ริมทาง แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปดู พอเดินไปถึงประตูบ้านยาย เอ้ก็เปิดประตูและพูดว่า ‘ยาย ทำอะไรอยู่ครับ ทำไมยังไม่นอน’ แล้วยายคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามา ปรากฏว่า ปากแกเต็มไปด้วยเลือด ยายแก่กำลังกินแมว! แววตาของแกตอนนี้ไม่ใช่คนตาบอด แต่มันคือแววตาที่เอ้เห็นในป่ากกเมื่อคืนก่อน แล้วยายแก่ก็พูดเบาๆ ว่า

‘ยายหิววววว…’

ทั้งสองตกใจสุดขีด วิ่งกันกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง เอ้วิ่งออกไปจนถึงป้ายรอรถสองแถว เขานั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นและไม่รู้สึกตัวอีกเลย

เอ้มาสะดุ้งตื่นก็ปรากฏว่าเช้าแล้ว พ่อของเขาก็ยืนอยู่ตรงนั้นและถามว่า ‘ทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน มานอนอะไรตรงนี้’ เอ้ก็เล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้ฟัง พ่อก็บอกว่า ‘ก็บอกแล้ว ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง!’

เอ้ก็นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์กำลังจะกลับบ้าน แต่ว่าก็ต้องผ่านบ้านยายคนนั้น ก่อนจะถึงบ้านของยาย เอ้ก็เห็นว่ามีคนยืนมุงกันอยู่เต็มไปหมด เอ้เลยถามพ่อว่า ‘มีอะไรเหรอครับ เขายืนมุงอะไรกัน’ พ่อก็บอกว่า ‘เออ..พ่อลืมบอก ยายคนนั้นแกตายแล้ว!’

เอ้เลยบอกให้พ่อจอดรถแล้ววิ่งลงไปดู ก็เห็นว่ายายแก่นอนแข็งตายอยู่บนพื้นในสภาพซูบผอม ผิวดำคล้ำ หนังหุ้มกระดูก ดูยังไงก็ไม่เหมือนศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ เอ้ถามพ่อว่า ‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้’ พ่อก็บอกว่า ‘พอมีคนรู้ว่าปอบสิงร่างยายแก่ สงสัยมันคงกลัว เลยย้ายไปหาร่างใหม่’

สุดท้าย เอ้ก็ขอให้พ่อพาไปหาติ๋มก่อนเพื่อจะดูว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง พอไปถึงก็พบว่า ติ๋มนั้นเหม่อลอย พูดจาไม่รู้เรื่อง ในเวลาต่อมาปรากฏว่า ติ๋มกลายเป็นคนเสียสติ ถึงขนาดที่ว่าบางวันไปเดินแก้ผ้าอยู่ริมถนน

ทุกวันนี้ถ้าเอ้เจอติ๋มก็จะคอยซื้อข้าวให้ คอยเอาเงินใส่มือให้ เพราะเอ้คิดว่าตัวเขาเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้เพื่อนต้องเป็นแบบนี้ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

error: Content is protected !!