บ้านโขน | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้น ‘คุณนิติ’ อายุประมาณเก้าขวบ เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณตาของคุณนิติเป็นครูสอนโขนอยู่ในวัง พอเกษียณก็ออกมาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่วงปิดเทอมท่านจะรับสอนเด็กๆ แบบฟรี ไม่คิดเงิน พอคุณนิติปิดเทอม แม่ก็จะให้คุณนิติไปอยู่กับตา

พอคุณนิติรู้ว่าจะต้องไปอยู่กับตาก็รู้สึกว่าไม่อยากไป เพราะว่าบรรยากาศบ้านของตาเป็นบ้านทรงไทย ยายก็สอนดนตรีไทย คุณนิติก็รู้สึกกลัว แถมในบ้านก็มีเสาที่ผูกผ้าเจ็ดสี รู้สึกไม่น่าอยู่ แล้วในสมัยนั้นจังหวัดสมุทรปราการก็ไม่ได้เจริญเหมือนสมัยนี้ มีป่ามีทุ่งซะเป็นส่วนใหญ่

ไปวันแรกคุณนิติก็เห็นคุณตากำลังไหว้ครูอยู่พอดี ท่านก็เอาผลไม้มาไหว้หัวโขน คุณนิติก็สวัสดีตากับยาย แล้วก็เดินไปหยิบองุ่นมากิน จังหวะที่กำลังจะใส่เข้าปาก จู่ๆ หัวโขนหนึ่งที่วางอยู่บนแท่นไม้เหมือนหันมามองเขา แล้วตาก็มาตีมือและบอกว่า

“กินไม่ได้! ของยังไม่ได้ลาครู”

แล้วพอเขาหันกลับไปอีกที หัวโขนที่ว่านั้นก็หันกลับไปที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และนี่ก็คือสิ่งที่เขาไม่อยากเจอที่สุด ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอ พอตกดึกคุณนิติจะได้ยินเสียงกระทืบพื้นบ้าน เสียงตึงตัง เสียงโห่ร้อง เสียงลิงเสียงค่าง ญาติๆ ของเขาที่อยู่มาก่อนก็ได้ยิน แต่กลับไม่รู้สึกอะไร ทำเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติ

แล้วก็มีอยู่วันหนึ่ง คุณตาเอาหัวโขนไปให้เด็กที่ท่านสอนลองใส่ ลองซ้อมกันดู เสร็จแล้วท่านก็บอกให้เด็กๆ หลานๆ เอาหัวโขนกลับไปเก็บที่ห้องพระ ด้วยความที่เป็นเด็กก็เอาไปวางไว้รวมๆ กัน ปนกันสะเปะสะปะ พอคุณตาเข้าไปในห้องพระก็เรียกหลานๆ ทุกคนมานั่ง และถามว่าใครให้เอาหัวลิงกับหัวยักษ์ไปไว้รวมกัน ซึ่งเด็กๆ ก็อ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ถูกคุณตาดุ นั่งกันหน้าสลอน

ตาบอกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้ ต้องแยกยักษ์อยู่ฝั่งยักษ์ ลิงอยู่ฝั่งลิง ต้องอยู่คนละฝั่งกัน เอาไปวางติดกันไม่ได้เพราะยักษ์กับลิงจะตีกัน ซึ่งตามท้องเรื่องรามเกียรติ์ ยักษ์กับลิงจะไม่ถูกกัน ส่วนหัวพระราม พระนารายน์ ก็ต้องขึ้นไปอยู่อีกชั้นหนึ่ง

ที่น่าแปลกคือ ถ้าสังเกตดีๆ หัวโขนหลายหัวเกิดรอยขีดข่วนเป็นทางยาว จะว่าเป็นแมวก็ไม่ใช่เพราะตารักหัวโขนมาก ปิดห้องมิดชิด เก็บรักษาอย่างดี แต่ถ้าพูดกันตามความเชื่อ อาจเกิดการต่อสู้กันระหว่างยักษ์กับลิงก็เป็นได้ สุดท้ายก็ต้องส่งหัวโขนที่เสียหายเหล่านั้นไปซ่อมอยู่หลายครั้ง

มีอยู่วันหนึ่ง รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับคุณนิติ เด็กคนนั้นไปเอาชฎาของนางสีดามาใส่ตอนไหนก็ไม่รู้ ส่วนคุณนิติตอนนั้นนอนอยู่ในบ้าน ก็ได้ยินเสียงคนร้องกรี๊ด ทุบพื้นตึงตัง เขาก็วิ่งเข้าไปดูในห้องพระ ก็เห็นเด็กคนนั้นดิ้นอยู่กับพื้น ร้องบอกว่า

“ช่วยด้วย! ฮือๆ มันถอดไม่ออก”

คุณนิติก็เลยเข้าไปช่วยดึงชฎาออกจากหัว แต่ก็ปรากฏว่าดึงไม่ออกจริงๆ แล้วยิ่งออกแรงดึงมากเท่าไรเด็กคนนั้นก็ยิ่งร้องด้วยความเจ็บปวด

คุณนิติก็วิ่งไปเรียกรุ่นพี่อีกสองคนให้มาช่วย ทั้งสามคนช่วยกันดึงแต่ก็ดึงไม่ออก จนพี่ต้องไปเรียกคุณตาให้มาช่วย พอคุณตามาถึงก็ก้มลงกราบหน้าแท่นวางหัวโขน แล้วพูดว่า

“ครูครับ…ปล่อยเถอะ เด็กมันยังไร้เดียงสา”

แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกลับจ้องเขม็งมองมาที่คุณตา และพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าว่า “กูไม่ออก! มันอยากใส่ กูจะให้มันใส่ไปจนตาย!”

คุณนิติกับเด็กอีกสองคนพอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับกระโดดโหยงด้วยความตกใจ ส่วนคุณตาก็ยังคงนั่งพับเพียบพูดขอร้อง

“ครูครับ เด็กมันไม่รู้สา ให้อภัยเถอะครับ”

“กูไม่ออก!” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของชายแก่อย่างชัดเจน

สุดท้ายก็สามารถดึงชฎาออกได้ แต่เด็กคนนั้นกลับนั่งเหม่อลอย บ่นพึมพำไม่เป็นภาษาอยู่ตลอดเวลา คุณตาเห็นท่าไม่ดีเลยต้องไปเชิญพราหมณ์ที่เป็นอาจารย์ของท่านเพื่อให้มาทำพิธีขอขมา ระหว่างนั้นเด็กหญิงก็ยังคงเหม่อลอยและร้องไห้ โดยที่มีคุณยายของคุณนิติกอดอยู่ตลอดเวลา บางช่วงบางตอนเด็กก็จะพูดว่า

“หนูเจ็บ หนูปวด ช่วยหนูด้วย เอามันออกไปที”

เมื่อพราหมณ์มาถึงก็เริ่มทำพิธี ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง อยู่ดีๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นมาแสดงอิริยาบถของนางสีดา ท่าทางร่ายรำอ่อนช้อย สวยงาม แต่แฝงไปด้วยความน่ากลัว ที่สำคัญคือเด็กคนนี้ไม่เคยเรียนโขน เขาแค่ตามพี่สาวมา แต่ต่อให้เคยเรียนก็ไม่มีทางรำได้ขนาดนี้ ระหว่างที่กำลังร่ายรำเด็กหญิงทำตาขวาง กระทืบเท้า และชี้หน้าทุกคนที่นั่งดูอยู่ ก่อนจะชี้หน้าพี่สาว แล้วพูดว่า

“มึงจะเล่นเป็นกู มึงต้องรำแบบนี้!” แล้วเด็กก็ล้มฟุบลงไป คุณยายก็เข้าไปประคองเด็กไว้

คุณยายสังเกตเห็นว่าบริเวณจอนหูของเด็กหญิงมีเลือดไหลออกมาคล้ายโดนอะไรบาด ซึ่งตอนแรกมันไม่มี พราหมณ์จึงเอาดินสอพองกับขมิ้นมาบริกรรมคาถาและขยี้เบาๆ ไปตรงขมับและหน้าผาก เด็กหญิงร้องกรี๊ดขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะหมดสติไป

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เด็กหญิงก็ตื่นขึ้นมาและถามว่า “หนูเป็นอะไร ทำไมเจ็บจัง” แล้วก็ชี้ไปตรงบริเวณกกหู เหมือนว่าเด็กหญิงไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น

คุณนิติบอกกับคุณยายว่า “ผมกลัว อยู่ไม่ไหวแล้ว” คุณตาก็เลยส่งคุณนิติกลับไปอยู่กับแม่เหมือนเดิม และนี่ก็คือความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับ ‘บ้านโขน’ ที่เขาไม่มีวันลืม

error: Content is protected !!