เห็นก่อนตาย | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวที่ชวนฉงนสนเท่ห์จะเล่าให้ฟัง มันเป็นสิ่งที่ท้าทายความเชื่ออยู่ไม่น้อย เป็นปรากฏการณ์เร้นลับแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับพ่อของผม ในช่วงที่ท่านจวนเจียนจะหมดลมปราณ

จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๘ ตอนเที่ยงเศษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์เปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมคนไข้ตามเวลาที่กำหนด

ที่ห้องรวมของตึกผู้ป่วยหนัก เวลานั้นพ่อยังใช้ท่อออกซิเจนในการช่วยหายใจ ส่วนน้ำเกลือหมอถอดออกแล้วเพราะถึงจะให้ก็ไม่เข้า พ่อยังพูดได้แต่เสียงเบาคล้ายกระซิบ คนฟังต้องเอียงหูลงไปชิดๆ กับปาก และคอยสังเกตความหมายเอาจากการเผยอของริมฝีปากประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

ญาติพี่น้องบางคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งบอกเหตุหรืออาการเตือนล่วงหน้าของคนที่ใกล้จะตาย เข้าไปจับไปคลำดูตามร่างกายของพ่อก็เห็นว่าตัวพ่อเย็นชืด จากท่อนล่างขึ้นมาเกือบครึ่งตัวแล้ว เขาบอกว่าถ้าอยากเห็นใจพ่อให้รีบนำออกจากโรงพยาบาล เอากลับไปตายบ้านเราเถอะ ยังไงก็ไม่พ้นคืนนี้แน่

อันนี้ตรงกับความประสงค์ของพ่ออยู่แล้ว พ่อสั่งพ่อย้ำนับครั้งไม่ถ้วนว่าอยากไปตายที่บ้านค้อหวาง ตายที่เรือนหลังเดียวกันกับที่แม่ตาย

พอถึงบ้าน เราช่วยกันอุ้มประคองขึ้นเรือนชานเรียบร้อย สีหน้าของพ่อดูแช่มชื่นดีขึ้นบ้างระหว่างที่นอนแซ่วอยู่บนรถที่ต้องวิ่งช้าๆ เพราะกลัวกระแทกกระเทือน

พ่อถามตลอดทางว่าถึงบ้านเราหรือยัง จวนถึงบ้านหรือยัง พ่อตัดพ้อน้อยใจในเคราะห์กรรมของตัวเองว่าคงจะบาปหนาบาปหนัก มันจึงตายยากตายเย็นเช่นนี้ บอกว่าหายใจขัด หายใจยาก เหนื่อย ทรมานมาก อยากใจขาดไวๆ จะได้พ้นเวรพ้นกรรมให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

พ่อกำชับทุกคนไม่ให้ลุกหนีไปไหน กลัวจะไม่ทันเห็นใจ ญาติพี่น้องมาเฝ้าไข้และรอดูใจคนป่วยกันจนแน่นบ้าน แต่มีบางประโยคบางคำที่ฟังแล้วอดที่จะขนลุกไม่ได้ โดยเฉพาะยามที่กลางวันแปรเปลี่ยนเป็นค่ำคืน

เมื่อความมืดมิดเข้ามาเยือน พ่อบ่นพร่ำซ้ำซากว่าเบื่อหน่ายรำคาญไอ้สองตัวนี้เหลือเกิน มันมาเฝ้ามาจ้องพ่อตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล ตามติดมาจนถึงบ้าน เดี๋ยวนี้มันก็ยังยืนค้ำหัวแสยะยิ้มอยู่ข้างๆ พ่อหงุดหงิดเหลืออดเหลือ
ทนจนต้องขอร้องพวกเรา

“มันจะรีบร้อนอะไรกันหนักหนา กูยังไม่ตายเลย เกลียดขี้หน้าไอ้สองตัวนี้แท้ๆ หาใครมาไล่พวกมันไปที พ่ออยากตายสบายๆ”

เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูแล้วก็เห็นว่าพ่อมีสติดีทุกอย่าง พวกเราเชื่อว่าพ่อไม่ได้ฟั่นเฟือนเพ้อคลั่งหรือประสาทหลอนแน่นอน จึงไหว้วาน ‘พ่อวาร ชนะกุล’ ให้เป็นผู้ทำพิธีปัดรังควาน ขับไล่ไอ้สองตัวนั้น

พ่อวารอายุอ่อนกว่าพ่อสี่ห้าปี เป็นญาติๆ กันด้วย แต่แกไม่ถึงกับเป็นหมอไล่ผีหรืออาจารย์ปราบผี อาศัยว่าเคยบวชเรียนมาหลายพรรษา คาถาอาคมเยอะ ใครโดนผีเข้าหรือสงสัยว่าผีจะเข้า ผู้คนในหมู่บ้านนี้ก็มาเรียกมาตามแกไปดูทั้งนั้น

พ่อวารทำพิธีสุดฤทธิ์สุดเดชสุดฝีมือของแก กราบไหว้รำลึกพระคุณครูบาอาจารย์ บริกรรมคาถา เสกข้าวสาร ซัดหว่าน กวัดแกว่งดาบ กระทืบเท้าสำทับ ตวาดขับไล่ แต่ผลที่ได้รับ เมื่อพวกเราถามพ่อว่า “พวกมันหนีไปหรือยัง” พ่อยังสั่นหน้าปฏิเสธเหมือนเดิมทุกครั้ง

แสดงว่า ‘ไอ้อะไรสองตัว’ ที่แกเห็นคนเดียวยังคงอยู่ที่เดิม สื่อความหมายว่า ไอ้สองตัวนั้นไม่ว่ามันจะเป็นใครหรือเป็นอะไรก็ตาม มันบ่ได้ยั่นบ่ได้เกรงกลัวอาคมของพ่อวารเลยแม้แต่น้อย มันไม่ยอมหนีไปไหน ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ พ่อนั่นเอง

ตราบจนเวลา ๐๐.๔๐ หรือหกทุ่มสี่สิบนาที ของคืนวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๘ ซึ่งถือเป็นวันใหม่ ๒๔ สิงหาคม เสลดขึ้นอุดตันในลำคอ พ่อหายใจไม่ออก หายใจไม่ได้ สะดุ้งเฮือกต่อเนื่องด้วยอาการเกร็งตัวสุดขีด และวิญญาณพ่อก็หลุดลอยออกจากร่าง ลาโลกนี้ไปพร้อมกับอมนุษย์สองตนนั้น

หรือสิ่งที่พ่อเห็นนั้นจะเป็น ‘ยมทูต’ ซึ่งคนตายหรือใกล้ตายเท่านั้นที่จะได้เห็น แต่จะใช่หรือไม่นั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้ด้วยเรายังไม่เห็นกับตา แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาก็จะมาเยือนเราเช่นกัน จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น…

error: Content is protected !!