สองครั้งสองครา | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องผีและวิญญาณนั้น หากใครไม่พบเจอกับตัวเองก็ยากนักจะพูดได้เต็มปากว่า ‘ผีมีจริง’ แต่สำหรับ ‘คุณเสกสรร’ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้เขียน หลังจากที่ได้เผชิญกับอำนาจเร้นลับภายในบ้านพักหลังหนึ่งขณะเดินทางไปปฏิบัติงานที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาเชื่อสนิทโดยปราศจากข้อเคลือบแคลงใดๆ ว่าในโลกนี้มีพลังอำนาจเหนือการพิสูจน์อยู่ไม่น้อย

คุณเสกสรรได้เล่าประสบการณ์ของเขาให้ผู้เขียนฟังดังต่อไปนี้…

ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่ และได้รับคำสั่งให้ไปตรวจงานที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ผมกับเพื่อนๆ อีกสามคนไปนอนค้างคืนที่บ้านพักหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านไม้ทั้งหลัง โดยสำนักงานจัดหาให้ระหว่างปฏิบัติงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

คืนหนึ่งขณะเพื่อนร่วมงานพากันหลับหมดแล้ว แต่ผมยังไม่ทันได้หลับ กำลังเคลิ้มๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่เราเปิดทิ้งไว้ดวงหนึ่ง จู่ๆ ก็เหมือนมีอะไรมากระซิบบอกให้มองไปทางปลายเตียง พอผมมองไปก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสวยมาก นั่งอยู่ปลายเตียง เธอนั่งอยู่ตั้งนาน ผมก็นอนจ้องอยู่อย่างนั้นไม่พูดอะไร ทั้งที่จริงๆ แล้วผมพยายามจะถามเธอเหมือนกัน แต่พูดไม่ออกมันเหมือนมีอะไรมาปิดปากไว้ ไม่สามารถขยับปากได้

นอกจากพยายามจะพูดแล้ว ผมยังพยายามที่จะลุกขึ้นนั่ง แต่ขยับตัวไม่ได้เลยเหมือนถูกอำ และแล้วร่างของผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ หายไปเหมือนในหนังผีไม่มีผิด จากนั้นผมก็ผล็อยหลับไป

ผมโดนลักษณะนี้ติดต่อกันสามคืน ผู้หญิงคนนั้นก็มาปรากฏให้เห็นทุกคืน มาในลักษณะเดิมคือนั่งยิ้มอยู่ตรงปลายเตียง ผมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนในสำนักงานพื้นที่ฟัง เพื่อนได้แนะนำให้ไปปรึกษาพระอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านนั่งทางในเก่งมาก ให้ท่านช่วยดูว่าเธอผู้นี้เป็นใครและต้องการอะไร

ผมได้รับคำตอบในเวลาต่อมาว่า เธอผู้นั้นเป็นนางตะเคียน เพราะหัวเตียงที่ผมนอนนั้นเป็นไม้ตะเคียน ที่หัวเตียงจะมีรอยแตกอยู่แห่งหนึ่ง กว้างประมาณคืบหนึ่งได้ พอเปิดดูจะมีกลิ่นวูบออกมา เป็นกลิ่นที่หอมมาก (ซึ่งผมเคยลองเปิดดู) หลวงพ่อท่านบอกให้ผมฟังว่า ถ้าหัวเตียงไม้ไม่แตกเขาก็ออกมาไม่ได้หรอก ท่านเลยแนะนำให้เอาทองคำเปลวมา ๓ แผ่น ธูป ๙ ดอก มาขอขมาเขา และบอกเขาว่ามาขออาศัยอยู่ชั่วคราว ไม่ได้เจตนามารบกวนแต่อย่างใด

ระหว่างเดินทางกลับจากวัด เพื่อนผมที่ไปด้วยกันได้พูดกระเซ้าทีเล่นทีจริงว่า “ระวังนะ เขาจะขอตามไปอยู่ด้วย” ตอนนั้นผมกำลังอยู่ในวัยคะนองประเภทปากไวใจเร็ว ก็เลยพูดตอบไปว่า “ได้เลยเพื่อน สวยๆ อย่างนี้เดี๋ยวจะปล้ำเป็นเมียเสียให้เข็ด” จากนั้นมาผมก็ไม่พบการปรากฏของเธอคนนั้นอีก

เมื่อเสร็จงานตามที่ได้รับคำสั่งมาจากส่วนกลาง ผมกับทีมงานจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ เมื่อมาถึงบ้าน คุณยายผมก็เข้ามาช่วยรื้อกระเป๋าเสื้อผ้าให้ ยายบอกว่าได้กลิ่นหอมๆ เลยมาดมที่ตัวผม แล้วแกล้งกระเซ้าว่า “สงสัยจะไปติดสาวสุโขทัยมาล่ะสิ ถึงได้ฉีดน้ำหอมฟุ้งอย่างนี้” แม่กับน้าของผมก็ได้กลิ่นหอมเหมือนกัน แต่มันน่าแปลกมากเพราะตัวผมเองนั้นไม่ได้กลิ่นอะไรเลย คนอื่นๆ ได้กลิ่นกันหมด

พอตอนกลางคืนผู้หญิงคนนั้นก็มาเข้าฝัน บอกว่าจะมาขออยู่ด้วย ผมเลยบอกเขาไปในความฝันว่า “ก็ตามใจ เอาสิ อยากอยู่กับผมก็ตามใจ” แต่เธอก็บอกว่า ในห้องนอนของผมมีวิญญาณอีกตนหนึ่ง ผมก็เลยบอกว่าเข้าไปอยู่ได้เลย ผมอนุญาต เธอก็เลยเข้ามาอยู่ได้

เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากคืนที่ฝันถึงเธอแล้ว ผมก็มักได้พบกับการปรากฏตัวของหญิงสาวคนนั้นอยู่บ่อยๆ เธอมาให้พบในลักษณะที่สวยงาม และไม่ได้สร้างความผิดปกติน่าหวาดกลัวให้แก่คนในบ้านแต่อย่างใดเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง คนในบ้านเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด ผมจึงถือโอกาสชวนแฟนมาพักค้างคืนที่บ้านด้วย โดยเรานอนอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนของผม พอตกกลางคืนขณะที่ผมกับแฟนกำลังหลับสนิทอยู่นั้น จู่ๆ ผมก็ต้องตกใจตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงแฟนกรีดร้องออกมาดังลั่น ราวกับกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างสุดขีด

และทันทีที่ลืมตาขึ้นมามองดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็ได้พบกับการปรากฏตัวของหญิงสาวในชุดผ้าถุงสีทึบ เสื้อสีเหลืองอ่อน พาดสไบเฉียง ยืนจ้องมองมายังเตียงนอนที่ผมกับแฟนนอนอยู่ด้วยสายตาดุดัน ใบหน้าที่เคยสวยหวานของเธอกลับกลายเป็นใบหน้าเขียวคล้ำ ช้ำเลือดช้ำหนอง นัยน์ตาแดงก่ำ และเสื้อผ้าที่ผมเคยเห็นว่าสะอาดตาในทุกครั้งที่เธอปรากฏให้เห็น กลายเป็นเสื้อผ้าเก่าและขาดรุ่งริ่ง กลิ่นหอมที่ผมเคยสัมผัสเปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนแทบสำลัก!

แฟนผมกรีดร้องสุดเสียง หน้าซีดตัวสั่นเพราะความหวาดกลัว แล้วในที่สุดเธอก็เป็นลมล้มพับไป ปล่อยให้ผมต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณนางตะเคียนสาวผู้นั้นตามลำพัง

ผมพยายามจะพูดกับเธอ แต่ตอนนั้นไม่สามารถขยับปากได้เลย จึงได้แต่นั่งตัวสั่นเทาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งครู่หนึ่งภาพอันสุดแสนน่าขนลุกขนพองก็ค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งที่เธอยังจ้องมองผมด้วยความโกรธแค้นตลอดเวลา

นี่คือเหตุการณ์สะพรึงขวัญเรื่องแรกที่คุณเสกสรรเล่าให้ผู้เขียนฟัง และหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาไม่ได้พบกับนางตะเคียนสาวผู้นั้นอีกเลย ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอคงโกรธที่เขาพาแฟนมานอนค้างในห้องด้วย แถมยังมาจู๋จี๋กันให้เธอเห็น จึงทำให้เธอโกรธและน้อยใจจนจากไปในที่สุด

นอกจากประสบการณ์สยองขวัญในเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว คุณเสกสรรยังเล่าถึงเหตุการณ์เผชิญวิญญาณอีกครั้งหนึ่งให้ผู้เขียนเป็นการแถมท้ายด้วยว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ตอนนั้นเขาต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นประจำ ที่พักแรมก็ต้องอาศัยโรงแรมที่ราคาค่อนข้างเป็นกันเอง เพื่อความสะดวกและประหยัด

มีอยู่คืนหนึ่ง เขาไปพักค้างแรมที่โรงแรมในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นโรงแรม ๕ ชั้น เขาได้ห้องที่อยู่ติดกับระเบียงพอดี ตอนหัวค่ำเขาก็ไปเที่ยวตามประสาหนุ่มโสด จนกระทั่งเที่ยงคืนเห็นจะได้ เขาจึงกลับโรงแรมเพื่อนอนพักผ่อน เตรียมไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เขาเปิดไฟในห้องไว้ พออาบน้ำเสร็จแล้วก็เอนตัวลงนอนพร้อมกับหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ก็ตั้งใจว่าจะให้หลับคาหนังสืออันเป็นปกติวิสัยของเขาก่อนจะนอนทุกครั้ง

ในขณะกำลังเคลิ้มหลับนั้นเอง เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นสาวชาวบ้านใส่ผ้าซิ่นมัดหมี่ เสื้อลายดอกสีออกม่วงๆ เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วตรงมาที่ปลายเตียงที่เขานอนอยู่ พร้อมกับจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาไม่พอใจ จากนั้นก็เดินเข้ามาจับเท้าของเขาทั้งสองข้างดึงลงไป

เขาอ้าปากตะโกนให้คนช่วยแต่ก็พูดไม่ออก อยากจะถามว่าเธอเป็นใคร แต่ทำได้เพียงอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น เนื่องจากเขากระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลย

“มานอนที่ห้องกูทำไม…ออกไป!”

หญิงสาวคนนั้นพูดราวกับว่าห้องนั้นเป็นของเธอ เขาอยากจะตอบโต้ก็ทำไม่ได้เพราะพูดไม่ออก ตอนนั้นเขายังนอนไม่หลับและมั่นใจว่าเห็นเธอผู้นั้นจริงๆ เขาพยายามรวบรวมสติอยู่นาน จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้น กระโดดลงจากเตียงวิ่งไปที่ประตู เปิดออกไป แล้ววิ่งลงชั้นล่างไปหาผู้จัดการ

เขาเคาะประตูเรียกจนผู้จัดการตื่นขึ้นมาและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ฝ่ายผู้จัดการก็พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วพูดปลอบต่างๆ นานา และในที่สุดก็ยอมเปลี่ยนห้องพักให้ เขาถึงนอนหลับได้กระทั่งเช้า โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเลยในคืนนั้น

ด้วยความสงสัยว่าในห้องที่เขานอนตอนแรกนั้นมันมีอะไร จึงได้ไปถามผู้จัดการโรงแรมอีกครั้งหนึ่ง ทีแรกทางผู้จัดการไม่ยอมบอก แต่พอถูกรุกหนักพร้อมกับคาดคั้นเข้าจึงบอกความจริงว่า ในห้องที่เขานอนแต่แรกนั้น มีผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งผูกคอตายในห้องน้ำเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา (ปี ๒๕๔๕) เท่านั้นเอง คุณเสกสรรบอกว่า เขาอยากจะต่อยหน้าผู้จัดการเสียจริงๆ ที่เห็นแก่ได้จนลืมไปว่า ในห้องนั้นมีผี!

ประสบการณ์ขวัญกระเจิงทั้งสองครั้งสองครานี้ เป็นเรื่องจริงที่ ‘คุณเสกสรร’ เพื่อนสนิทของผู้เขียนกล้ายืนยันว่า ไม่ได้แต่งเติมเสริมสร้างขึ้นมาแต่อย่างใด ซึ่งผู้เขียนก็ยอมรับว่าต้องเชื่อเขา เนื่องจากเพื่อนผู้เขียนคนนี้ไม่ใช่คนงมงายไร้สาระ เมื่อก่อนเขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผี แต่ปัจจุบันคุณเสกสรรเชื่อสนิทใจ เพราะเหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่เจอะเจอมานั้น มันชัดเจนเสียจนเจ้าตัวไม่อาจปฏิเสธเป็นอื่นไปได้เลย

error: Content is protected !!