ผีหวงบ้าน | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ดิฉันแต่งงานกับ ‘ยุทธนา’ ตั้งแต่เขามียศแค่ร้อยตรี เราลำบากมาก ฉันทั้งทำงานช่วยเขาและต้องเลี้ยงดูลูกถึงสามคน ยุทธนาเป็นคนเคร่งขรึมสมกับเป็นนายทหาร รูปร่างหน้าตาบึกบึน เป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิตมาก เขาเคยบอกฉันอยู่บ่อยๆ ว่า “เราจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้ ไม่ต้องเช่าเขาอยู่เหมือนทุกวันนี้”

เขาฝันที่จะมีบ้านสักหลัง บนเนื้อที่ค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร ฉันภูมิใจในตัวเขามาก เพื่อนๆ ก็พากันสรรเสริญ เราเก็บหอมรอมริบมาเรื่อยๆ จนกระทั่งยุทธนาได้ยศพันโทเงินเดือนก็มากขึ้น เขาเอาเงินไปซื้อที่ไว้ ยุทธนาภูมิใจกับที่ ๔ ไร่ของเขามาก เขาเก็บเงินต่อไปอีกเพื่อจะปลูกบ้านให้ได้ตามความฝันที่วาดเอาไว้

เขาขี้เหนียวขนาดลูกชายคนโตของฉันไม่กล้าขอเงินพ่อ อุตส่าห์ไปหางานทำเป็นเงินค่าเรียนของตัวเอง ฉันต่อว่าสามี เขากลับพูดว่า “ดีแล้ว สอนให้มันรู้จักพึ่งตัวเอง ต่อไปจะได้ไม่ลำบาก” เขาไม่เคยสุงสิงกับลูก ไม่เคยให้ความอบอุ่น คลั่งแต่เรื่องเก็บเงินเพื่อจะปลูกบ้านเอาไว้ยามแก่เฒ่า ลูกหญิงของฉันสองคน ทนความอดอยากเพราะพ่อขี้เหนียวไม่ไหว ออกไปทำงานจ้างตามร้านขายอาหาร ฉันต่อว่าสามีอีก

“คุณไม่อายหรือไง ลูกสาวมีพ่อเป็นถึงนายทหาร ไปรับใช้คนอื่นตามร้านอาหาร”

“ดีแล้ว มันจะได้รู้จักพึ่งตัวเอง ขืนให้มันใช้จ่ายสบาย อีกหน่อยก็ตัวเป็นขน ขี้เกียจ พึ่งตัวเองไม่ได้”

ลูกๆ ไม่เคยรักพ่อเขาเลย ไม่เคยพูดถึง เพราะเสาร์อาทิตย์พ่อจะไปขลุกอยู่ที่ที่ดินของเขาจนตัวดำเกรียม กลับมาในวันจันทร์ เช้าวันหนึ่งเขาขับรถญี่ปุ่นเก่าๆ คันเดิมนั่นแหละกลับมา เห็นฉันกำลังจะไปใส่บาตรก็ดุฉัน

“หาทางสิ้นเปลืองอีกแล้วไง ใส่ไปทำไมบาตร เอาใส่ท้องของเรายังอิ่มกว่า ไปปรนเปรอพระเสียจนไม่รู้จักทำอะไร”

ฉันตกใจมาก นึกไม่ถึงว่าสามีจะเป็นเอามากถึงขนาดนี้ ฉันเชื่อในบุญกุศลเพราะพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่าง ท่านสอนว่ามีเวลาอยู่ก็ควรคิดถึงโลกหน้าเอาไว้บ้าง ฉันอดทนเพราะความรัก เพราะฉันรักยุทธนามาก เขาเป็นคนดี เสียอย่างเดียวไม่ยอมทำบุญทำทาน

ความมุ่งหวังของเขาเป็นความสำเร็จขึ้นมาได้ เมื่อเขามาบอกฉันว่า “ฉันจะปลูกบ้านแล้ว” ฉันไม่เคยถามว่าเขามีเงินเท่าไรในแบงก์ เขาแบ่งให้ฉันใช้เท่าไรก็ใช้เท่านั้น ไม่พอก็ขวนขวายหาเอาเอง ฉันคิดว่าถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะหย่าจากเขาไปแล้ว เพราะความขี้เหนียวของเขา แต่ฉันไม่ยอมทำเช่นนั้นเป็นอันขาด สามีคือผู้นำชีวิต ถ้าขาดเขาแล้วจะเหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร ถึงเขาจะเป็นร่มไทรที่ค่อนข้างจะแห้งโกร๋นก็ตามที

ลูกๆ เรียนจบต่างก็มีงานทำ ไม่เป็นภาระกับเขา เป็นช่วงที่ยุทธนาปลูกบ้านพอดี เขาพิถีพิถันมาก เลือกแบบบ้านอยู่นาน เพื่อนเขาออกแบบให้ เป็นบ้านทรงไทยประยุกต์สวยงาม อยู่บนเนื้อที่กว้างขวางร่มครึ้มด้วยต้นไม้

ยุทธนาขับรถพาฉันไปดูเขาปลูกบ้านทุกเสาร์และอาทิตย์ เขาจะสั่งให้ทำตรงโน้นตรงนี้แล้วมองดูด้วยสายตาเปี่ยมสุข ลูกๆ เท่านั้นที่ไม่มีความตื่นเต้นกับบ้านใหม่ที่พ่อกำลังจะสร้างขึ้น เพราะพวกแกรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ปลูกบ้านเสร็จไม่มีการขึ้นบ้านใหม่ แม้ฉันจะทักท้วงว่า “ทำบุญเลี้ยงพระเถอะ จะได้เป็นสิริมงคลกับตัวเราในวันข้างหน้า”

“หาทางเสียเงินอีกแล้วไง” เขาต่อว่าฉัน “บ้านยังไม่เสร็จดีเลย ตบแต่งภายในก็ยังไม่เรียบร้อย จะต้องเสียเงินอีกมาก”

ยุทธนาแบ่งห้องให้ลูกอยู่คนละห้อง แต่ห้องส่วนตัวของเขาประดับตกแต่งสวยงามกว่าห้องอื่นๆ

“ห้องน้ำยิ่งสำคัญ จะต้องปูกระเบื้องอย่างดี ทำให้ใหญ่” เขาบอกฉัน แล้วหาเงินมาให้ช่างทำห้องน้ำให้ใหญ่ สะอาด และปูพื้นกระเบื้องอย่างดีจนน่าเข้าไปนอนเล่นเลยทีเดียว

วันหนึ่งๆ ฉันเห็นสามีเพลิดเพลินอยู่กับการสร้างบ้านแล้วพลอยชื่นใจไปกับเขาด้วย แต่ลูกๆ ไม่มีความสุข ลูกๆ โดนดุทุกวัน

“ใครเข้าไปใช้ห้องน้ำ มีรอยเท้า ทำไมไม่ทำความสะอาด ให้จับได้เถอะน่าจะให้ล้างส้วมวันละสิบครั้ง” จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปใช้ห้องน้ำของพ่ออีกเลย

บ้านเราเสร็จสมบูรณ์สวยงามตามที่ยุทธนาวาดฝันเอาไว้ แต่ละวันเขาจะนอนเอามือก่ายหน้าผาก มองดูบ้านคิดว่าจะทำอย่างไร จะประดับประดาตรงไหนบ้าง เพื่อให้มันสวยงามยิ่งขึ้น ดูไปเขามีความสุขดี แต่ฉันกับลูกไม่มีความสุข เพราะไม่ค่อยมาสุงสิง ขลุกอยู่แต่ในห้องส่วนตัวของเขา ฉันแยกห้องนอนเพื่อความสบายใจ

กระทั่งวันหนึ่ง ฉันตื่นเช้าชงกาแฟให้สามีตามปกติ ไม่เห็นเขาที่ห้องก็เที่ยวตามหาดู เห็นห้องน้ำปิด เคาะประตูเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมเปิด จนผิดสังเกต ฉันจึงให้ช่างมางัดประตูออก เห็นยุทธนานอนอยู่บนพื้นในชุดนอน ศีรษะของเขาฟาดพื้น เสียชีวิต! เลือดไหลนองพื้นเพราะลื่นหกล้มอันเนื่องมาจากกระเบื้องขัดมัน ฉันร้องไห้เสียใจกับเคราะห์กรรมของสามี ลูกๆ ก็พากันเศร้าโศกที่พ่อมาตายเพราะบ้านหลังงามที่ตัวเองสร้างขึ้น

หลังจากทำศพสามีแล้ว ฉันก็อยู่ที่บ้านกับลูกๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น หน้าต่างปิดเองบ้าง ประตูมีเสียงเปิดเข้าเปิดออกในยามค่ำคืน ฉันทำบุญอุทิศส่วนกุศล กรวดน้ำไปให้เขา ขออย่าให้มารบกวนเลย ให้เขาไปผุดไปเกิด แต่เขามาเข้าฝันฉันอีกว่า

“ฉันรักบ้านที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันจะไม่ไปไหน จะอยู่ที่นี่”

ลูกชายคนโตของฉันโดนผีพ่อหลอก ร้องลั่นมาบอกฉันในคืนหนึ่ง

“ผมเจอพ่อยืนอยู่ที่ประตู พ่อจริงๆ ผมไม่ได้ตาฝาด ผมอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้วล่ะแม่ ผมจะไปอยู่ที่อื่น” ลูกสาวสองคนก็เช่นกัน “จริงๆ นะแม่ เมื่อคืนนี้หนูได้ยินเสียงคนเดินอยู่ในบ้าน ชวนพี่น้อยออกมาแอบดูไม่เห็นมีใคร ต้องเป็นพ่อแน่ๆ”

สิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเรานึกกลัว ทนอยู่ต่อไปไม่ได้จึงประกาศขายบ้านหลังนั้น แล้วคืนหนึ่งสามีมาเข้าฝัน หน้าตาน่ากลัวมาก ขู่ฉันว่า “ถ้าเธอขายบ้านของฉัน ฉันจะฆ่าเธอเสีย” ฉันกลัวมาก ไม่กล้าขายเพียงแต่ให้คนเช่า

คนเช่าเป็นฝรั่งมาจากแคนาดา ต้องการที่สงบ พาลูกเมียย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ แต่แล้วก็ต้องคืนบ้าน

“ไม่ไหว ผมไม่เคยเชื่อว่าผีมีจริง จนกระทั่งเจอสามีคุณมายืนชี้หน้า เลือดท่วมตัว บอกให้ออกจากบ้านเขาเดี๋ยวนี้ สาบานได้เลยคุณ เมียผมก็เห็น”

เพื่อนของฉันคนหนึ่ง เป็นคนเข้าวัดถือศีลเป็นประจำ เขาแนะนำว่า “ไม่ลองไปปรึกษาพระท่านดูว่าจะให้เราทำอย่างไร” พระท่านแนะนำว่า “มีทางเดียวเท่านั้นแหละโยม รื้อบ้านถวายวัดไป ท่านจะเอาไปสร้างอะไรก็เรื่องของท่าน โยมก็เหลือแต่ที่ดินเอาไว้”

ฉันกลับมาบ้าน จุดธูปปักกลางแจ้ง บอกกล่าวกับสามีขอให้เขามาเข้าฝัน ถ้าไม่มาฉันจะยกถวายวัดตามที่รับปากกับพระไว้ ฉันรออยู่เป็นเดือนก็ไม่มีวี่แววว่าสามีจะมาเข้าฝัน แสดงว่าเขาพร้อมที่จะให้ฉันยกบ้านถวายวัด ลูกๆ ก็เห็นดีด้วย ก่อนรื้อบ้าน ฉันได้ทำบุญเลี้ยงพระ กรวดน้ำแผ่กุศลให้สามีไปผุดไปเกิด อย่าได้เป็นผีเร่ร่อนสิงสู่อยู่ในบ้านอีกเลย

ตั้งแต่นั้นมา พวกเราก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย สงสารแต่เขาที่เฝ้าคิดว่าจะได้ครองเรือนยามแก่เฒ่า แต่ต้องมาตายเสียก่อน จึงอยากฝากบอกไว้ว่า คนเรานั้นอย่ามุมานะในสิ่งใดเกินไปนัก นอกจากทำให้ตนเองและผู้อื่นไม่ได้ความสุขแล้ว สิ่งที่หวังไว้นั้นก็ยังสูญสิ้น

คุณอรอนงค์ (ขอสงวนนามสกุล) ปี พ.ศ. ๒๕๒๒

error: Content is protected !!