ซ่อนศพ | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เมื่อหลายปีก่อน พี่ที่เช่าบ้านอยู่ติดกับครอบครัวเรา เขาได้ไปเช่าตึกแห่งหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดทางภาคตะวันออก โดยตึกแห่งนี้เป็นตึกสองชั้นครึ่งและมีห้องใต้ดิน

หลังจากที่ได้ตกลงราคาค่าเช่าแล้ว เจ้าของตึกได้บอกกับพี่เขาว่า ห้องใต้ดินยังไม่พร้อมใช้งาน ในช่วงสองสามวันนี้เขาจะมาจัดการย้ายของออกไปให้ ห้องใต้ดินจึงจะสามารถใช้ได้ พี่ข้างบ้านเราก็ตกลงและได้ย้ายของเข้าในวันนั้นเลย

หลังจากย้ายของเสร็จก็ได้เริ่มทำขนมตามออร์เดอร์จนดึก ในช่วงราวสี่ทุ่ม ทุกคนได้ยินเสียงแปลกๆ คล้ายมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเนื่องจากต้องทำขนม คืนนั้นทุกคนก็เข้านอนตามปกติ โดยชั้นสอง พี่คนเช่า แฟน และลูกชายอายุสองขวบนอนอยู่ ส่วนชั้นล่างมีพ่อ แม่ และหลานของพี่ผู้หญิงนอนอยู่

คืนแรกผ่านไปตามปกติ จนวันต่อมาพี่ผู้ชายต้องไปส่งขนมแต่เช้า ขณะที่เดินลงมาตามบันได พี่ผู้ชายรู้สึกว่าตัวเองขนลุกอยู่ตลอดทางจนกระทั่งสุดบันไดจึงหาย พี่เขาก็ไม่ได้นึกเอะใจอะไร จนกระทั่งถึงช่วงเย็นของวันที่สอง ทุกคนก็ทำขนมตามปกติ

จนกระทั่งสองทุ่ม ทุกคนเริ่มได้ยินเสียงแปลกนั้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากพี่ผู้หญิงที่เดินไปหลังบ้าน พี่ผู้ชายที่เดินขึ้นบันไดไปเอาของ รวมทั้งพ่อแม่ของพี่ผู้หญิงที่ได้ยินเสียงตอนที่ทำขนมอยู่ โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงคนลากของไปมา ดังบ้าง เบาบ้าง สลับกัน ทุกคนต่างยืนยันว่าต้นเสียงมาจากทางห้องใต้ดิน ทุกคนพยายามคิดว่าอาจจะเป็นเสียงหนู และไม่ลงไปดูเนื่องจากถูกห้ามไว้

แต่ยิ่งดึกเสียงยิ่งดังขึ้นจนพี่ผู้ชายทนไม่ได้เลยเดินลงไปดูที่ห้องใต้ดินนั้น ซึ่งมีประตูทางลงอยู่ที่ใต้บันไดฝั่งทางหลังบ้าน เมื่อเปิดประตูก็พบกับบันไดทางลงเล็กๆ ที่พาไปสู่ห้องแคบๆ พี่ผู้ชายเดินลงไปพร้อมไฟฉายหนึ่งกระบอก เมื่อเปิดสวิตช์ก็พบว่าห้องมีลักษณะไม่กว้างมาก มีกล่องไม้และตู้วางเรียงอัดอยู่ในห้องนั้น ห้องมีกลิ่นเหม็นสาบ ชื้น และเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก

พี่ผู้ชายส่องไฟฉายกราดไปทั่วห้องเพื่อหาต้นเสียงแต่ก็ไม่พบอะไร จนเมื่อตัดสินใจหันกลับ มีเสียงคล้ายคนลากของเป็นระยะสั้นๆ จากมุมห้อง เขาจึงหันกลับไปมอง เมื่อส่องไฟฉายไปก็พบว่า มุมนั้นมีกล่องไม้กองสุมอยู่มากเป็นพิเศษ

พี่ผู้ชายจึงเดินเข้าไป และค่อยๆ ยกกล่องออกจากมุมนั้นทีละกล่อง และสิ่งที่เขาเห็นเบื้องหลังกล่องไม้ที่ตั้งสุมกันอยู่ มันทำให้เขาถึงกับช็อก นิ่งค้างอยู่ตรงนั้นชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้ก็รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน จากนั้นก็วูบเป็นลมล้มพับไปทันที สักพักเขาก็รู้สึกตัว และเล่าสิ่งที่พบเจอให้คนในบ้านฟัง ทุกคนจึงลงความเห็นว่าต้องรีบแจ้งความ

ในระหว่างที่พี่ผู้หญิงกำลังแจ้งความ พี่ผู้ชาย พ่อตา และหลานชาย พวกเขาได้ลงไปที่ห้องใต้ดินอีกครั้ง ทุกคนตั้งสติ และช่วยกันยกกล่องไม้นั้นออกจนหมด และสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ ศพของผู้หญิงคนหนึ่ง สภาพแห้งกรัง ร่างนั้นถูกพันด้วยสายสิญจน์รอบตัว และที่แปลกกว่านั้นคือ ศพยืนอยู่ในท่าพนมมือ

เมื่อตำรวจมาถึง ได้เข้าตรวจดูสภาพศพและพูดคุยกับคนในบ้าน โดยตำรวจมุ่งปมไปที่เจ้าของบ้านเช่าเพราะน่าสงสัยที่สุดตั้งแต่ที่ห้ามลงห้องใต้ดิน ตำรวจจึงได้ทำการวางแผนเพื่อจะจับกุม โดยให้พี่ผู้หญิงโทรไปหาเจ้าของบ้านเพื่อนัดมาคุยเรื่องจะซื้อบ้านต่อ

เจ้าของบ้านตกลงมาในบ่ายวันนั้น ตำรวจได้ซุ่มอยู่บริเวณรอบๆ บ้าน จนเจ้าของบ้านมาถึง พี่ผู้หญิงได้เรียกให้ไปคุยกันหลังบ้านเพราะหน้าบ้านค่อนข้างรก เมื่อเดินไปหลังบ้านก็หันไปเห็นประตูห้องใต้ดินเปิดอยู่ เขารีบถามพี่ผู้หญิงทันทีว่า

“คุณลงไปทำอะไรในนั้น”

“แล้วคุณทำอะไรไว้ล่ะ” พี่ผู้หญิงพูดสวน

“ผมไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่ยอมเอง”

วินาทีนั้นตำรวจจึงได้จู่โจมเข้าจับกุมตัวเจ้าของบ้านทันที และพาไปโรงพักเพื่อทำการสอบสวนต่อไป

พี่ผู้ชายและครอบครัวได้อยู่ที่บ้านนั้นต่ออีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อรอให้ปากคำ ซึ่งในระหว่างที่อยู่บ้านนั้น ทุกคนก็ยังคงได้ยินเสียงแปลกๆ นั้นอยู่ และต้องทนอยู่ด้วยความหวาดกลัว

หลังจากเจ้าของบ้านถูกจับไปได้สามวัน อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมาขอคุยกับพี่ผู้หญิง และได้นำเงินมาให้โดยบอกว่าเป็นค่ามัดจำตอนเช่าบ้าน เขาเอามาคืนให้แล้วก็กลับไป

คดีนี้จบลงด้วยข้อสรุปว่า เจ้าของบ้านได้วางแผนกับเมียน้อย ฆ่าเมียหลวงเพื่อเอาสมบัติ ซึ่งเป็นตึกหลังนั้นและตึกในเขตนั้นอีกจำนวนหนึ่ง โดยผู้ก่อเหตุได้ให้การว่า ทำไปเพราะบันดาลโทสะ เมื่อฆ่าตายแล้วก็ได้ฝังศพไว้หลังบ้าน แต่ด้วยความเฮี้ยน เขาจึงต้องขุดศพกลับขึ้นมาและมัดสายสิญจน์เพื่อสะกดวิญญาณ จากนั้นก็ซ่อนศพไว้ที่ห้องใต้ดินในบ้านนั้น

เขาไม่คิดว่าจะมีคนพบเร็วขนาดนี้เพราะกำลังจะหนีไปต่างประเทศกับเมียน้อย และเมียน้อยซึ่งก็คือผู้หญิงที่เอาเงินมาคืน เธอได้เข้ามอบตัวในเวลาต่อมา แต่มีอาการไม่ปกติ คุ้มดีคุ้มร้าย มีอาการเหม่อลอย พูดคนเดียวคล้ายคนเสียสติ และไม่สามารถให้ปากคำได้

error: Content is protected !!