ลางสังหรณ์ | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เชื่อกันว่าคนที่กำลังจะตาย ก่อนตายมักจะประสบกับเหตุการณ์แปลกๆ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่มักเรียกว่า ‘ลางสังหรณ์’ แต่บางคนเรียกว่า ‘ลางแห่งความตาย’ ดังเรื่องต่างๆ ที่จะเล่าต่อไปนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ได้วางแผนเข้าล่อซื้อยานรกจากผู้ค้ารายหนึ่ง แต่ปรากฏว่าคนร้ายเกิดไหวตัวทันและได้ยิงตำรวจที่จะเข้าจับกุมจนเสียชีวิต เหตุเกิดที่จังหวัดพิษณุโลก ภรรยาของนายตำรวจผู้นั้นเล่าว่า ก่อนวันที่สามีจะเสียชีวิต เขาได้พูดเป็นปริศนาชวนให้คิด

“พี่เขาบอกว่าอยากกินแกงส้มดอกแค หนูบอกเขาไปว่าวันหลังจะทำให้กิน วันนี้ทำกับข้าวไว้หลายอย่างแล้ว พี่เขาก็พูดขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยใส่บาตรให้ก็แล้วกัน หนูเลยต่อว่าพี่เขาไปหลายคำ แต่พี่เขากลับหัวเราะชอบใจ ทั้งคืนพี่เขาจะพูดแต่เรื่องตาย จนหนูไม่สบายใจ

วันรุ่งขึ้นก็ออกไปทำงานแต่เช้า ก่อนจะออกจากบ้าน พี่เขายังบอกอีกว่า อย่าลืมแกงส้มดอกแคนะ ใส่บาตรไปให้ด้วย พอตกบ่ายหนูก็ไปตลาด ตั้งใจว่าจะซื้อเครื่องแกงส้ม แต่คนในตลาดเขาลือกันว่า แก็งยาบ้ายิงปะทะตำรวจ มีตำรวจถูกยิงตาย และตำรวจคนนั้นก็คือสามีของหนูเอง”

คนที่จะพบกับความตาย เชื่อว่ามักจะมี “สัมผัสพิศวง” เกิดขึ้น เสมือนเป็นการสะกดจิต ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดอะไรออกมา

ตอนที่ยังเป็นเด็ก จำได้ว่าก่อนที่ปู่จะเสียชีวิต ปู่ได้เรียกพวกหลานๆ ทุกคนให้เข้าไปหาในห้อง จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถ้าปู่ตายแล้ว อย่าวุ่นวายกับเรื่องงานศพ ไม่ต้องเอาพระมาสวดให้สิ้นเปลือง เอาศพของปู่บริจาคให้กับโรงพยาบาลไปเลย” พอปู่พูดจบก็ล้มตัวลงนอน แล้วท่านก็สิ้นใจอย่างสงบ

งานศพของปู่จัดอย่างใหญ่โต มีหนัง มีลิเก เนื่องจากปู่เคยเป็นครูสอนมาก่อน บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของปู่ บางคนมีหน้ามีตาระดับจังหวัด งานศพของอาจารย์ทั้งทีจะทำอย่างเรียบง่ายได้อย่างไร ทุกคนลืมคำสั่งก่อนตายของปู่ แต่ผมไม่ลืมและยังนึกกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ ตามมา เพราะปู่เป็นคนไม่ชอบให้ใครขัดใจ

ขณะที่พระกำลังจะขึ้นสวดศพ ผมรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน จากนั้นก็หน้ามืดไม่รู้สึกตัวอีกเลย สติสัมปชัญญะได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกเหมือนว่ามีคนมาเขย่าตัว ก็พวกญาติพี่น้องนั่นเอง พวกเขาเล่าให้ฟังว่า ผมเป็นลมหมดสติไป แต่สักพักก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ท่าทางเปลี่ยนไป น้ำเสียงการพูดจาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงของปู่อย่างชัดเจน

“ปู่มาเข้าสิงเธอ ด่าแม่และพวกหลานๆ อย่างไม่มีชิ้นดี เรื่องที่จัดงานศพให้ปู่ เพราะก่อนที่ปู่จะตาย ท่านได้สั่งเอาไว้ว่า ห้ามจัดงานศพอย่างเด็ดขาด แต่ให้เอาศพไปบริจาคให้โรงพยาบาล”

หลวงตาพร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดโพธิ์นิมิตร จังหวัดอ่างทอง ท่านเป็นพระที่มีวิชาอาคม ท่านได้นั่งทางในครู่หนึ่ง แล้วบอกกับพวกญาติๆ ว่า คนตายไม่ยอมให้เอาศพมาทำพิธีกรรมทางศาสนา เขาต้องการจะอุทิศร่างให้กับทางโรงพยาบาล

ในเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา มันก็เดือดร้อนสัปเหร่อ คือ ลุงป่วน แกต้องจัดการเปิดโลงศพของคุณปู่ เพื่อที่จะเอาศพออกมา ตอนนั้นผู้คนต่างถอยห่างจากโลงศพ คงจะกลัวกลิ่นเหม็นของศพคุณปู่นั่นเอง เนื่องจากไม่ได้ฉีดยากันเน่า

โดยปกติแล้ว ผมเป็นคนกลัวผีที่สุด แต่ในเวลานั้นกลับรู้สึกอยากเห็นหน้าคุณปู่อีกสักครั้ง ผมจึงยืนดูอยู่ข้างๆ ศพ สภาพของศพคุณปู่เหมือนคนนอนหลับ ไม่บวมเหมือนศพทั่วไป แม้แต่ลุงป่วนยังบอกว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก

ศพของคุณปู่ในเวลานั้นยังอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดอ่างทอง หมอและคนไข้ในโรงพยาบาลได้พูดตรงกันว่า ในเวลากลางคืน มักจะเห็นผู้ชายแก่ๆ นุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อสีขาว ใส่แว่นตา เดินตามตึกต่างๆ ซึ่งลักษณะที่บอกมานั้น คุณปู่ผมอย่างแน่นอน

ผมเอาเรื่องวิญญาณคุณปู่มาเขียน เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า ก่อนที่คนเราจะเสียชีวิต หากจิตมุ่งไปที่เรื่องใด วิญญาณก็จะมุ่งไปที่เรื่องนั้น

สัมผัสที่หก เปรียบประดุจเป็น “มิติแห่งกาลเวลาในอนาคต” อย่างแท้จริง มันเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นก็ไม่ยืนยันว่าจะต้องเกิดขึ้นเสมอไป พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ หรือว่าไม่เกิดขึ้นก็ได้ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงมิติแห่งกาลเวลาได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีสิ่งที่เรียกว่า ความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไป

คุณ อนันต์ ดวงทิม เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิโรจนธรรมสถาน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “สัมผัสที่หก” เขาจะมาเล่าให้ฟังว่า มันมีความลึกลับซับซ้อนเพียงใด

ตอนเข้ามาทำงานในมูลนิธิฯ ใหม่ๆ สมาชิกรุ่นพี่ได้เตือนว่า ทำงานแบบนี้จะต้องมีจิตใจเข้มแข็ง อย่าอ่อนไหว ที่สำคัญ อย่าลบหลู่ในสิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์ เป็นอันขาด วิญญาณมีจริง ผีมีจริง เพียงแต่เขาจะมาปรากฏตัวให้เราเห็นหรือเปล่าเท่านั้น

“วันนั้นเป็นวันหยุด ผมก็เลยชวนพวกเพื่อนมาทานข้าวที่บ้าน เพื่อนคนหนึ่งชื่อว่า ต่าย วันนั้นอากาศค่อนข้างจะหนาวมากทีเดียว ต่ายพูดขึ้นว่า อากาศหนาวๆ แบบนี้น่าจะล่อเบียร์สักขวดสองขวด

ผมจำได้ว่า หมอห้ามไม่ให้มันกินเหล้ากินเบียร์ แต่มันบอกว่าไม่เป็นไรหรอกน่า กินเป็นมื้อสุดท้าย ผมได้ยินก็ตกใจ ถามมันว่าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า มันทำหน้างงๆ บอกผมว่าไม่ได้พูดอะไรออกเลย แล้วต่ายก็ลงจากบ้านผมไป ผมถามว่าจะไปไหน มันบอกว่าจะไปหาเบียร์กิน

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ต่ายก็กลับมาพร้อมเบียร์ในถุงสามขวด ไม่ได้พูดอะไรกับผม หายเข้าไปในครัว

พักใหญ่เพื่อนที่เข้าเวรวิทยุมาบอก เพื่อนผมที่ชื่อต่ายเสียชีวิตแล้ว รถเครื่องที่ขี่ได้ไปชนกับรถบรรทุกที่สามแยก ต่ายคอหักตายคาที่ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่วิทยุมันอำผม ก็ต่ายมันอยู่ในครัว กำลังเอาเบียร์ไปแช่ในตู้เย็น มันจะคอหักตายได้ยังไง

ผมรออยู่นานก็ไม่เห็นต่ายออกมา ตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบ ผมชักใจไม่ดี ในครัวไม่มีต่าย แต่มีกลิ่นของน้ำหอม ซึ่งจำได้ว่ามันชอบใช้เป็นประจำ กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่ว ผมรู้ทันทีเลยว่า ต่ายได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ การมาปรากฏตัวของต่าย เหมือนเป็นการมาบอกลาผมนั่นเอง”

คุณอนันต์ยังนึกย้อนไปว่า หากเขาเฉลียวใจสักนิด คิดถึงคำพูดเชิงเป็นปริศนาของต่าย ที่บอกว่า “ขอกินเป็นมื้อสุดท้าย” และห้ามไม่ให้ต่ายไปซื้อเบียร์ ต่ายก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตแบบนี้

และเรื่องสุดท้าย หลวงพ่อจาด วัดทุ่งสมอดำ จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีบรรดาญาติโยมมาทำบุญที่วัดเป็นจำนวนมาก

“วันหนึ่งมีรถผ้าป่ามาจากจังหวัดนครสวรรค์ ประธานเป็นถึงนายอำเภอแหนบทองคำ พอรถผ้าป่าเลี้ยวเข้ามาในวัด อาตมาถึงกับสะดุ้ง ตกใจมาก ภาพคนบนรถมันเป็นภาพคนตาย มีแต่เลือดแดงฉานไปหมด อาตมารู้ทันทีเลยว่า รถคันนี้จะต้องประสบอุบัติเหตุ และจะต้องมีคนตายเป็นจำนวนมาก อาตมาตัดสินใจเรียกนายอำเภอเข้ามาในกุฏิ แล้วบอกถึงภาพที่อาตมามองเห็นเมื่อครู่นี้

นายอำเภอก็ตกใจจนหน้าซีด ถามอาตมาว่าจะให้ทำอย่างไร อาตมาบอกว่าต้องเปลี่ยนรถ เอารถคันใหม่มารับคนกลับไป ซึ่งนายอำเภอก็ทำตาม ไปจ้างรถคันใหม่ให้มารับชาวบ้าน ปรากฏว่า รถคันเก่าขากลับได้ไปประสบอุบัติเหตุ ยางรถด้านหน้าระเบิด ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำตกลงไปในคันคลองส่งน้ำข้างถนน คนขับกับเด็กรถเสียชีวิตทั้งคู่”

ปรากฏการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวของ “สัมผัสที่หก” ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา และไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ “สัมผัสลึกลับ” ที่ว่านี้ มีอยู่จริงอย่างแน่นอน!

error: Content is protected !!