ห้อยโตงเตง | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ฝั่งธนฯ เราซื้อต่อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า ‘เสียดายมันอย่างยิ่ง’ เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้วค่ะ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่อย่างเดียวคือ คุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะหวงบ้านของท่านหรือเปล่า แต่ก็คงไม่หรอก ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้ว ดิฉันคิดแบบนั้น

บ้านหลังนี้ทำเลค่อนข้างดี มีพื้นที่พอเหมาะ ขนาดกำลังดีกับดิฉันและสามีที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพา ‘น้องกาย’ ลูกชายวัยสี่ขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา

แต่แล้วหลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างของบ้านหลังนี้..

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย ฟังดูขัดกันพิลึก อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใคร เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาดที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยเล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์เป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น แต่แล้วคืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนอยู่บนเตียงตามปกติ มีน้องกายอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี้เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกชายนอนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง น้องกายผงกศีรษะขึ้นมา แล้วมองข้ามไหล่ดิฉันไป

ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้ค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่”

น้องกายถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันถึงกับผวา ดิฉันหันขวับไปดูแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ฝันไปหรือเปล่าลูก นอนเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก อีกพักใหญ่แกก็หลับไป..

เช้าวันรุ่งขึ้น น้องกายวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอแกวาดเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู ดิฉันใจหายวาบ เพราะลูกชายวาดรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น น้องกายใช้ดินสอแรเงาผู้ชายดำไปทั้งตัว แกวาดตามประสาเด็กๆ ค่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

น้องกายยิ้มแล้วพูดมาคำหนึ่งว่า “เมื่อคืน” คำสั้นๆ แต่เล่นเอาดิฉันลมแทบจับ ก่อนจะขอภาพนั้น พับแล้วแอบซุกไว้ใต้โทรทัศน์

จนในที่สุดดิฉันก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาเรื่องขนหัวลุกที่เจอมาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าปากซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องกายวาด เธอถึงกับถลึงตา

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ”

เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างได้มีเรื่องสยองเกิดขึ้น ช่างทาสีคนหนึ่งแอบไปผูกคอตายในบ้าน เพราะช้ำใจที่เมียหนีไปกับชู้ พอได้ยินแบบนั้นดิฉันถึงกับช็อก ชาไปทั้งตัว ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขาย แล้วย้ายไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

อ้าว! ทีอย่างนี้ทำไมมันง่ายนักล่ะ..

คำตอบน่ะเหรอคะ สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยโตงเตงอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นแค่นิดเดียว

ปัจจุบันเราขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้วค่ะ

error: Content is protected !!