ไอ้โรคจิต | เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ครั้งแรกที่มาเรียนที่วิทยาลัยพยาบาลแห่งนี้ ฉันคิดสารพัดอย่างในหัว ทั้งเรื่องความรับผิดชอบในการเรียน การปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ เรื่องอนาคต โรงพยาบาล เพื่อนพ้อง ครอบครัว แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ไม่คิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องสยองที่ลืมไม่ลงจริงๆ

ทุกวันหลังจากเรียนและทำกิจกรรมรับน้องแล้ว พวกเราบรรดาน้องใหม่ก็จะทยอยกันกินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ ที่หอพักนักเรียนพยาบาลของเราใช้ห้องอาบน้ำรวมที่สุดปลายตึก มีชั้นละสามห้อง

เราต้องถือของใช้ส่วนตัวไปคนละถังเล็กๆ ที่มีทั้งขัน สบู่ แชมพู เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว บางทีก็ต้องรอคิวยาวทีเดียวกว่าจะได้อาบ แต่การที่พวกเราเลิกเรียนหรือออกเวรไม่ตรงกัน ก็ทำให้ไม่ได้มีปัญหาการจราจรแถวห้องอาบน้ำมากมายนัก แต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ชอบที่จะต้องไปยืนถือถังรอคิวหน้าห้องน้ำ เลยเลือกที่จะเลี่ยงไปอาบทีเดียวตอนดึกๆ ก่อนเข้านอน

แน่นอนว่าในเวลาแบบนั้น นักศึกษาส่วนใหญ่ก็จะจัดการธุระของตัวเองเสร็จหมดแล้ว หลายคนอ่านหนังสือหรือทำงานที่อาจารย์สั่งอยู่ในห้อง หลายคนที่ไม่มีงานค้างก็เลือกที่จะลงไปนั่งดูทีวีกันที่โถงพักผ่อนด้านล่าง บางคนมีธุระที่ต้องจัดการในตอนเช้าก็อาจจะเข้านอนเร็วหน่อย

ฉันอาบน้ำอย่างสบายใจในทุกคืน ไม่ต้องต่อคิวนาน แถมยังไม่ต้องเร่งรีบเพราะมีคนมายืนรอกดดัน มีเวลาขัดสีฉวีวรรณร่างกายได้ตามที่ต้องการ

คืนที่เกิดเรื่องเป็นคืนที่ทางหอพักมีกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ที่บริเวณด้านหน้าตึก เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ลงไปร่วมกิจกรรมกันเกือบหมด มีเพียงบางคนที่ไม่สบายหรือมีเหตุอื่นที่จำเป็น ฉันเองสบายดี แต่อาสาอยู่ดูแลเพื่อนที่ป่วย เมื่อเพื่อนกินยาหลับไปแล้ว ฉันเลยถือโอกาสทำกิจวัตรประจำวันที่ทำให้ฉันมีความสุขที่สุด

ฉันถือถังสบู่ เดินฮัมเพลงไปที่มุมตึก ปิดประตูห้องน้ำ เปลื้องผ้าทีละผืนอย่างสบายอารมณ์ แต่แปลกจริง เพราะอะไรไม่รู้ ฉันมีความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ก็คิดไปว่าอาจจะมีใครอีกคนกำลังเตรียมอาบน้ำอยู่ห้องข้างๆ ก็ได้

น้ำขันแรกกระทบผิว เย็นเยือกจนหนาวสะท้านทั้งที่อากาศร้อน ฉันเริ่มไม่ค่อยสนุก รีบคว้าสบู่ถูตัวเร็วๆ อากาศเย็นไหลผ่านซอกประตูด้านล่างเข้ามาจนขนลุกซู่ ฉันเริ่มได้ยินเสียง ‘ก๊อกแก๊ก.. ก๊อกแก๊ก..’ จากห้องอาบน้ำด้านข้าง เลยลองหยุดนิ่งแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นประหลาดจริงๆ เพราะมันฟังดูเหมือนเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบ เหมือนเวลาที่เราหักนิ้วมือหรือบิดคอ

เสียงนั้นดังอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีเสียงราดน้ำ ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวอื่น ฉันเริ่มกลัว อยากได้อะไรที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง เลยเอ่ยถามไปดังๆ

“มีใครอยู่ห้องข้างๆ ไหมคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

ไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา เสียงกรอบแกรบประหลาดนั้นเงียบหายไป ฉันพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่า เสียงที่ได้ยินอาจเป็นเสียงประตูไม้ลั่นหรือลมพัดบานพับประตูฝืด พอไม่มีลมมันก็เงียบไปเอง คิดแล้วก็รีบราดน้ำล้างสบู่โดยเร็ว

ขณะคว้าผ้าเช็ดตัว อารามรีบร้อนฉันเผลอทำผ้าหลุดมือลงไปกองที่พื้น ทำเอาใจหวิวเพราะเริ่มกลัวแล้ว ฉันรีบก้มลงไปเก็บ ขณะนั้นเองหางตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างวูบวาบอยู่ตรงช่องระบายอากาศที่พื้นด้านติดกับห้องที่มีเสียงประหลาดเมื่อครู่ แต่ในความมืดสลัวของห้องข้างๆ ทำให้มองเห็นเพียงเงาวูบไหวของใครบางคน

คราวนี้ล่ะ ฉันกลัวขึ้นมาจริงๆ แล้ว ฉันนั่งยองๆ กับพื้น เอาผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่ แล้วร้องถามอีกครั้ง

“ใครน่ะ”

ไม่มีเสียงตอบกลับ คราวนี้เสียงกรอบแกรบดังขึ้นมาอีกครั้ง ดังรัวอย่างต่อเนื่อง ฉันลุกพรวดขึ้นยืน รีบรวบข้าวของลงถังและเอื้อมคว้าขวดแชมพูกับชุดชั้นในที่อยู่ชั้นด้านบน แล้วก็ต้องผงะจนล้มหงายหลังก้นกระแทก ร้องสุดเสียงโดยที่สายตาไม่อาจละจากภาพที่อยู่ตรงหน้า

“กรี๊ดดดด!”

เบื้องหน้าปรากฏชายผิวดำคล้ำ ผอมเกร็ง ผิวเหี่ยวแห้ง ดวงตาปูดโปนไร้แวว ร่างนั้นกำลังชะโงกมองฉันเขม็งจากแผงกั้นห้องน้ำด้านบน มันกำลังเอื้อมมือจะหยิบกางเกงใน ดูท่ามันเองก็ตกใจเช่นกัน เสี้ยวหนึ่งของความคิด ฉันเดาว่าจะต้องได้ยินเสียงกระโดดลงพื้นตุ๊บแล้ววิ่งหนีไป แต่เปล่าเลย มันกลับหันมาแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยอง

“กรี๊ดดดดดดดดด!”

ฉันหลับหูหลับตาตะโกนร้องสุดเสียง แล้วสติสัมปชัญญะของฉันก็วูบดับไป มารู้สึกตัวอีกทีในห้องพยาบาล มีเพื่อนกับรุ่นพี่สามสี่คนนั่งห้อมล้อม ฉันผวาตื่นขึ้นมาเล่าเรื่องสยองให้ทุกคนฟัง รุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“รุ่นพี่เคยเล่าให้พี่ฟังนะ น่าจะหลายปีแล้วล่ะตอนที่เขาจับไอ้โรคจิตได้น่ะ อายุสักสี่สิบห้าสิบนี่แหละ เกาะอยู่ข้างบนแบบนั้นเลย ไม่รู้ซุ่มอยู่นานแค่ไหน คนที่เห็นเขาเล่าว่าได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร๊อบเลยเงยหน้าไปเจอ มันปีนหนีไปหลบบนดาดฟ้าโน่น เขาโทรแจ้งตำรวจให้มาจับมัน หากันอยู่นาน สุดท้ายไปเจอมันจมน้ำตายอยู่ในแท็งก์น้ำบนดาดฟ้า ตะคริวหรือไงไม่รู้”

ฉันนึกภาพตามแล้วแทบจะเป็นลมไปอีกรอบ แล้วรุ่นพี่ก็เล่าต่ออีกว่า “เขาเจอกันบ่อยโดยเฉพาะเด็กใหม่ ปีก่อนก็เห็นมันกระโดดเกาะฝ้าเพดานแล้วไต่หนีไป หอพักทำบุญทุกปีนะ แต่มันก็ยังไม่ไปไหน”

สามวันกว่าฉันจะหายไข้ หลังจากนั้นมาฉันไม่กล้าที่จะไปอาบน้ำคนเดียวตอนกลางดึกอีกเลย

error: Content is protected !!