“ซอครวญ” นิยายสยองขวัญ โดย ธีร์ วรรณกร

ท่วงทำนองอันรันทดแสนหดหู่แต่แฝงด้วยความเยือกเย็นน่าขนลุกซึ่งจะถูกบรรเลงขึ้นมาเมื่อยามวิกาล….

“วีระ แสนวิจิตร”ครูหนุ่มเพิ่งบรรจุตำแหน่งหน้าที่ได้หมาดๆ ได้เข้ามารับราชการในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เขาจบมาด้วยสาขาวิชาเอกดนตรีพื้นบ้านโดยตรงจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทางด้านนี้ และนับว่าเป็นบุญโชคช่วยที่เมื่อจบ ป.บัณฑิตแล้ว เขาสามารถสอบบรรจุลงที่โรงเรียนนี้ได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก

วีระเข้ามาทำการสอนในโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นเวลาถึงสามอาทิตย์แล้ว และมีบ้านพักอยู่ใกล้ๆที่ทำงานจึงทำให้สะดวกต่อการเดินทางไป-กลับ  เขามีหน้าที่สอนวิชาดนตรีพื้นบ้านทุกประเภทให้กับนักเรียนชมรมวงโปงลางของที่นี่ และเขาก็เป็นผู้ควบคุมวงเพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะครูดนตรีท่านอื่นๆจบมาคนละสายวิชาเอก ถึงแม้ก่อนหน้าจะได้ควบคุมก็ตาม แต่เมื่อมีครูผู้ชำนาญการโดยตรงอย่างเขามาบรรจุแล้วนั้นคุณครูท่านอื่นๆจึงมอบหน้าที่ให้เขาไปโดยปริยาย

ในช่วงบ่ายของวันจันทร์เขาได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้ากลุ่มสาระให้เข้าไปพบ พร้อมกับชี้แจงเรื่องสำคัญบางอย่างให้เขาได้ทราบ

“วีระ…คือ….ครูที่นี่เขาจะมีเวรนอนโรงเรียนกันเกือบทุกคนนะ… และทางผู้ใหญ่เขาก็มอบหมายให้พี่มาชี้แจงกับเธอซึ่งเป็นน้องใหม่ให้ทราบว่าจะได้นอนตรวจตราโรงเรียนวันไหน” เสียงของครูหัวหน้ากลุ่มสาระเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ

“ครับ…ผมเข้าใจครับพี่… ว่าแต่เวรนอนของผมนี่วันไหนบ้างเหรอครับ?” เขาถาม

หัวหน้ากลุ่มสาระมีอาการเหมือนอึดอัดใจเล็กน้อยพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า

“ทุกคืนวันศุกร์น่ะ…มาตรวจตราเล็กๆน้อยๆแล้วก็นอนในห้องหมวดนั่นแหละ”

ครูหนุ่มรับคำก่อนจะสนทนาอะไรอีกเล็กน้อยแล้วก็กลับออกจากห้องของหัวหน้ากลุ่มสาระไป

แม้ว่าทางโรงเรียนนั้นจะมีคนยามคอยเข้าเวรตรวจตราอยู่เป็นประจำทุกวันคืนอยู่แล้วก็ตาม แต่ด้วยหน้าที่และเปรียบเสมือนอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยสอดส่องดูแลสถานศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีครูเวรไว้เช่นกัน ซึ่งทางตัวของวีระเองก็เข้าใจดีและยินดีที่จะปฏิบัติโดยมิกังขาใดๆทั้งสิ้น

หลังเลิกเรียนของวันนี้วีระรู้สึกอ่อนเพลียแปลกๆอย่างไรชอบกล ตาจะหลับง่วงๆซึมๆอยู่เรื่อย หลังจากที่ควบเจ้าจักรยานยนต์คู่ใจมาจอดถึงบ้านพักเรียบร้อยแล้ว ก็สาวเท้าไปจนถึงหน้าประตูห้อง จัดการไขกุญแจห้องแล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่รีบร้อนอะไรนัก ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับล็อคกลอนประตูข้างในเรียบร้อยแล้วนั้น ครูหนุ่มก็ทิ้งตัวลงเอนกายแผ่หลาบนเตียงนอนสปริงอันนุ่มนิ่มของเขาด้วยอาการเหนื่อยอ่อน ลมหายใจแผ่วๆเรื่อยๆได้ระดับ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท และแล้วทุกอย่างก็ดับมืดไปจมลึกเข้าสู่ภวังค์ของห้วงนิทรารมย์

ในขณะที่กำลังนอนหลับใหลอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้นเอง จิตใต้สำนึกของเขาก็ได้ดึงเข้ามาในห้วงของความฝัน มันเป็นฝันที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยจำได้หรือฝันมา

ในภาพฝันนั้น ครูวีระเห็นตัวเองกำลังดุ่มเดินไปอย่างแช่มช้า ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรีที่สาดส่องทอเรื่อเรืองลงมายังพื้นเบื้องล่าง เขาพบลานโล่งกว้างแห่งหนึ่งซึ่งฉาบทาด้วยซีเมนต์ และทันใดนั้นเองสายตาของเขาก็พลันไปประสบกับร่างของใครคนหนึ่งเข้าให้ ซึ่งเขาเองก็มั่นใจว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อนเป็นแน่แท้

ร่างนั้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเขาห่างกันไม่เกินเมตรครึ่ง แลดูน่าขนลุก มันเป็นร่างของชายผู้หนึ่งยืนหันหลังให้เขานิ่งเฉยราวกับหุ่นปั้น ชายผู้นั้นแต่งกายในเครื่องแบบของข้าราชการครูสีกากีทั้งชุด และยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยขึ้นหรือทักทายเช่นไร ร่างของบุรุษปริศนานั้นก็ค่อยๆย่อยสลายกลับกลายเป็นเศษฝุ่นผงร่วงลงมากองอยู่ตรงนั้น วีระตะลึงอ้าปากค้างแทบพูดอะไรไม่ออกเหงื่อแตกพลั่กราวกับอาบน้ำ ตัวสั่นเย็นชืดไปทั้งแผ่นหลัง ขนทั่วกายก็พร้อมใจกันลุกตั้งขึ้นโดยมิได้นัดหมาย และทันใดนั้นเองก็พลันมีกระแสลมโชยพัดมาอ่อนๆจากที่ใดมิทราบได้ พัดหอบเอากองฝุ่นผงร่างของชายผู้นั้นลอยลับเลือนหายไปจากสถานที่แห่งนั้นอย่างลึกลับ

ครูหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจ หายใจหอบแฮกๆราวกับวิ่งมาราธอน “นี่มันฝันบ้าฝันบออะไรกันวะเนี่ย?” เขาโพล่งอยู่ในใจอย่างขวัญหนี พลางกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง เหงื่อโทรมกายไปหมด ขนก็ยังลุกไปทั่วทั้งร่าง ในใจนั้นก็คิดสับสนไปหมดว่านี่คือความฝันจริงๆน่ะหรือ? เหตุใดช่างเหมือนจริงปานสัมผัสได้ถึงเพียงนี้?

เมื่อตั้งสติได้แล้วก็ยืนขึ้นสะบัดหน้าแรงๆไล่ความสะพรึงพรั่นเมื่อครู่ออกไปจนหมด จากนั้นก็มิได้คิดอะไรอีกต่อไปได้แต่ทำกิจส่วนตัวประจำวันของตนเองให้แล้วเสร็จและเข้านอนเมื่อเวลาเฉียดๆสามทุ่มตามเคย

สามวันผ่านไปหลังจากวันจันทร์นั้นเองจนกระทั่งมาถึงวันศุกร์อันเป็นวันแรกที่ครูวีระต้องเข้าเวรนอนตรวจตราโรงเรียนในตอนกลางคืน  ช่วงคาบที่มีการเรียนการสอนนั้นเขาก็มีอาการปกติอย่างเช่นเคย ราบรื่นไม่มีปัญหาใดๆตลอดวัน

ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนคล้อยลงต่ำเรื่อยๆฟ้าเล่าก็เริ่มหมดแสงลงเป็นลำดับๆ สีของท้องฟ้ายามนี้

วีระมองดูแล้วรู้สึกว่าจะว่าสวยงามก็ว่าได้จะว่ามันแดงฉานปนอึมครึมดังสีเลือดของปีศาจก็ว่าได้อีกเช่นกัน จะเป็นอย่างไรหนอ….?การนอนเวรตรวจตราโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต..เขาครุ่นคิดอยู่ในอาการนิ่งเงียบส่งสายตาที่เหม่อลอยมองดูท้องฟ้ายามเย็นอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งมินานเท่าใดก็ควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจกลับที่พักเพื่อเตรียมของมานอนที่ห้องหมวดดนตรีตามหน้าที่

เวลาประมาณหกโมงเย็นย่างหนึ่งทุ่มรถจักรยานยนต์ของครูหนุ่มก็ค่อยๆแล่นมาจอดที่หน้าห้องหมวดดนตรีด้วยอาการปกติ เหลือบสายตามองผ่านประตูกระจกเข้าไปยังห้องดนตรีทางด้านซ้ายมือซึ่งติดกับห้องหมวดนั้น พินิจอยู่ครู่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ เห็นเพียงเงาของกลุ่มเครื่องดนตรีชิ้นน้อยใหญ่ที่ถูกวางไว้ในที่ของมันอย่างเป็นระเบียบดูตะคุ่มๆล้อแสงไฟจากเบื้องนอกเช่นเดิมเหมือนก่อนตอนขากลับ

เขาจัดการไขกุญแจเปิดประตูของห้องหมวดฯเข้าไปพร้อมกับนำสัมภาระที่จำเป็นเข้าไปจัดแจงวางไว้ที่มุมห้องด้านหลังของโต๊ะทำงาน ไฟในห้องหมวดสว่างจ้าเผยให้เห็นสิ่งของทุกชิ้นอันได้กระจ่างตายิ่งขึ้น ครูหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก็พบว่าเป็นเวลาหนึ่งทุ่มสิบแปดนาที เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยโดยปราศจากความหมาย จากนั้นจึงหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเป้

หนึ่งกระบอก พร้อมกันนั้นก็ก้าวออกจากห้องหมวดแล้วปิดประตูไว้โดยไม่ได้ล็อค จากนั้นก็เริ่มทำการออกเดินตรวจตราโรงเรียนตามหน้าที่ของครูเวรด้วยอาการที่เป็นปกติ

บรรยากาศในโรงเรียนยามนี้เงียบสงัดและดูวังเวงราวกับป่าช้า นานๆทีจะมีเสียงหมาจรจัดเห่ามาเป็นระยะๆ วีระเดินไปตามถนนคอนกรีตเล็กๆซึ่งด้านข้างจะรายล้อมไปด้วยพุ่มไม้ประดับพันธุ์ต่างๆ จากนั้นก็ลัดตัดทางเลี้ยวซ้ายผ่านห้องประชาสัมพันธ์ไปสู่ยังอาคารหนึ่งอันเป็นที่แห่งแรกที่ต้องตรวจตรา เขาสาดส่องลำแสงของไฟฉายไปมาพร้อมกับเดินกวาดสายตาลัดเลาะผ่านหน้าอาคารไปอย่างช้าๆ สายลมยามราตรีพัดมาแผ่วๆทำให้รู้สึกเย็นๆหวิวๆยังไงพิกล

หลังจากผ่านอาคารที่หนึ่งไปเรียบร้อยโดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ครูหนุ่มก็เร่งฝีเท้าเดินฝ่าความมืดที่คลุมสลัวไปทั่วบริเวณนั้นไปยังอาคารที่สองทันที

เมื่อไปถึงอาคารที่สองซึ่งเป็นที่ประจำของหมวดกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศนั้นเอง บนระเบียงอาคารก็เกิดเสียงดังตึกตัก เป็นจังหวะลงเท้าอย่างช้าๆราวกับมีคนกำลังเดินอยู่ ณ ที่นั้น

เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประหลาดนั้น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆหันไปพร้อมกับส่องไฟฉายไปยังที่มาของเสียงซึ่งอยู่บนระเบียงอาคารดังกล่าวอย่างช้าๆ

และทันทีที่ลำแสงของไฟฉายส่องเข้าไปกระทบกับสิ่งที่อยู่บนอาคารนั้นเองครูวีระแทบจะสะดุ้งด้วยความตกใจ ซึ่งเจ้าของเสียงฝีเท้าหันมาพบเข้าก็มีอาการเช่นเดียวกัน

“อุ้ย!!! โถ่…..ลุงยามเองหรือครับ? นึกว่าอะไร….ตกใจหมด” เขาส่งเสียงทักขึ้นไปด้วยอาการสั่นนิดๆ

“อะอ้าว!!..นั่น..นั่นครูใหม่เองหรอกหรือครับ…? แหม..ไอ้ผมก็ไม่ทันได้สังเกตมัวแต่ตรวจดูห้องเรียน” ชายในชุดยามของโรงเรียนสีน้ำเงินดำทั้งชุดเอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงกังวานปนขันๆเล็กน้อย

จากนั้นชายในฐานะคนยามก็เดินลงบันไดมาพูดคุยกับเขาอย่างรีบเร่ง

“ขยันจริงนะครับครู….เดินตรวจโรงเรียนคนเดียวแบบนี้” ยามในวัยกลางคนเอ่ยขึ้น

“ก็…มันเป็นหน้าที่น่ะครับเขาให้มาทำตรงนี้ก็ต้องทำ” วีระตอบกลับอย่างสุภาพ

“ครูมานอนทุกวันศุกร์หรือครับเนี่ย?”

“ใช่ครับ…ทางหัวหน้าหมวดเขาสั่งมาแบบนั้น”

“โห….กล้านะครับเนี่ยปกติวันศุกร์เนี่ย จะไม่ค่อยมีครูเวรมาตรวจหรอกครับแต่ก่อนน่ะ”

“เอ๋….!!หมายความว่ายังไงกันครับลุง?” ครูหนุ่มพูดพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

มาถึงตรงนี้ลุงยามนั้นก็มีท่าทีอึกอักเล็กน้อยแล้วดันอ้อมแอ้มตอบมาคนละเรื่องว่า

“เอ่อ…อ๋อ… เปล่าครับคือ…เอางี้ดีกว่าครับผมว่า….เอ่อ.. ไหนๆเราก็เจอกันแล้วยังไงก็มาเดินตรวจโรงเรียนเป็นเพื่อนกันดีกว่านะครับจะได้เป็นหูเป็นตาช่วยกันอีกแรง..”

ว่าพลางก็ตีหน้ายิ้มกลบเกลื่อนแล้วเอ่ยชวนให้เขาออกเดินตรวจโรงเรียนต่อ

วีระฉงนใจอยู่ไม่น้อยกับคำพูดของลุงยามคนนี้แต่ก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรต่อไปอีก คิดเสียว่าไม่ควรใส่ใจกับเรื่องแบบนี้นัก จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินตรวจบริเวณโรงเรียนกันไปอย่างปกติที่สุด

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น วีระก็ได้กลับเข้ามาที่ห้องหมวดดนตรีอันเป็นที่นอนชั่วข้ามคืนของเขาดังเดิม วีระล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง พลางเปิดหน้าจอเขี่ยดูโน่นนี่ในโลกโซเชียลไปมาด้วยอาการปกติ  แต่แล้ว…เขาก็ต้องชะงักงันหยุดอาการกิริยาที่เขากำลังทำอยู่ลงไปในบัดดล เมื่อจมูกของเขาได้สัมผัสเข้ากับกลิ่นๆหนึ่งที่โชยคาวอบอวลเข้ามาในห้องอย่างเป็นปริศนา  ครูหนุ่มแทบสำลักจากผลข้างเคียงของกลิ่นไม่พึงประสงค์นั่น คิ้วทั้งสองขมวดเคร่งสีหน้ามีทีท่าครุ่นคิดอยู่ในที

“เอ….อะไรกันนี่ กลิ่นประหลาดนี่โชยเข้ามาได้ยังไงกันนะประตูก็ปิดอยู่แท้ๆ”

เขารำพึงอยู่ในใจด้วยความฉงน พยายามลุกขึ้นไปค้นหาต้นตอจนทั่วก็ไม่พบ ด้วยเหตุที่ห้องนี้เป็นห้องแอร์ ติดประตูกระจกพร้อมกับปิดซ้อนทับด้วยประตูเหล็กดัดอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่กลิ่นอันน่าพิศวงนั้นจะเกิดลอยตามลมจากข้างนอกเข้ามาได้

และในที่สุดเมื่อกลิ่นเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือกลิ่นคาวของเลือด!!!

อ่านต่อ ซอครวญ ตอนที่ 2

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!