“ใช่ยายของฉันแน่เหรอ?” | เรื่องเล่าสยองขวัญ

สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกนะคะ และคาดว่าน่าจะเป็นกระทู้เดียวของเรา จริงๆ เรื่องที่จะเอามาเล่ามันผ่านมานานแล้วประมาณเจ็ดปีได้แล้ว เป็นเรื่องที่อาจจะสยองและน่ากลัวมากๆ สำหรับเรา หรืออาจจะเฉยๆ สำหรับใครหลายๆ คน เราคิดว่าน่าจะมีเรื่องที่คล้ายๆ กับที่เรากำลังจะเล่าเยอะมาก เพราะเราก็เคยอ่านมาหลายกระทู้แล้วเหมือนกัน เราเลยคิดว่าจะลองเล่าเรื่องของยายเราให้ฟังกันบ้างดีกว่า

เรื่องมันมีอยู่ว่า..

ประมาณเจ็ดปีที่แล้ว ตอนนั้นเราอยู่ประมาณมอห้า เราเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ โตมาแบบบ้านๆ เรื่องผีๆ สางๆ นี่รับรู้มาตั้งแต่จำความได้ ตามักจะย้ำเสมอว่า

“เฮ้ย! ผีมันมีอยู่จริงๆ นะโว้ย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ”

ค่ะ หนูทราบค่ะ โดนเป่าหูมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโต ตาก็ขยันเล่าเรื่องผีๆ ที่เจอมากับตัวให้ฟัง เล่าไปนี่ก็กลัวไปด้วยไง เวลาเดินกลับบ้านตอนค่ำๆ ก็วิ่งอย่างเดียวค่ะ ไม่มีมาสโลว์ไลฟ์ดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนหรอกค่ะ เราเชื่อว่าผีอยู่รอบๆ ตัวเรา ถามว่ากลัวมั้ย บอกเลยว่า มากกกกก!

แล้วเรื่องของเรื่องมันคือช่วงที่ยายของเราป่วยค่ะ เจ็บออดๆ แอดๆ ตามประสาของคนแก่ ยายเราตอนนั้นอายุแปดสิบหกปี ยายมีโรคประจำตัวค่ะตามประสาคนแก่ แล้วก็ตามกรรมพันธุ์ค่ะ หลายโรคมาก ตาก็มองไม่ค่อยเห็น แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ยายหูตึง ค่อนไปทางหนวก พูดจะไม่ได้ยิน ยายจะมีเครื่องช่วยฟัง แต่ไม่ได้ใช้ จะชอบพูดแล้วใช้มือชี้ๆ สั่งๆ เอา

มาค่ะ.. กำลังลากเข้าประเด็นค่ะ

คือเราจะเล่าในช่วงประมาณสองเดือนก่อนที่ยายเราจะเสียและจากโลกนี้ไปนะคะ วันแรกที่รับรู้ได้จากที่แม่และป้าเล่าให้เราฟัง คือตอนนั้นเป็นช่วงกลางวัน ป้าจะชอบมาเล่าให้แม่ฟังที่บ้านของเรา อาการของยายเริ่มแปลกๆ ไป เริ่มจากชอบทานของร้อนมากๆ และเค็มมากๆ กินแบบร้อนลวกปากจนปากพองอ่ะ

คือเมื่อก่อนยายจะชอบต้มน้ำร้อนกินตอนกลางคืนเวลายายนอนไม่หลับ ซึ่งเราก็เข้าใจ ไม่เอะใจอะไรคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่ากินของเค็มมาก ต้นข้าวต้มนี่ใส่เกลือเป็นช้อนโต๊ะต่อถ้วยเลยนะ ถ้าคนปกตินี่ไตถามหาแล้ว และมันสะดุดตรงที่ยายเราเป็นคนกินของที่ค่อนข้างหวาน ชอบกินหวานๆ กับข้าวนี่น้ำตาลตลอด และยายเป็นเบาหวานค่ะ หนึ่งในโรคประจำตัว แต่มาคราวนี้แกกินเค็มมาก ซึ่งมันผิดวิสัยค่ะ นี่คือเรื่องแรก

วันที่สองที่รู้ค่ะ ยายมักจะบ่นว่าอยากกินต้มเครื่องในค่ะ เครื่องในวัว! คือปกติยายเป็นคนไม่กินไก่ ไม่กินเนื้อวัว เพราะยายบอกว่าคาวและเหม็น ซึ่งเมื่อก่อนยายจะชอบกินขาหมูมาก ใส่น้ำจิ้มนิดหน่อย ยายฟินค่ะ แต่ไม่ใช่อย่างตอนนี้ที่มาพิศมัยเครื่องในวัว ทั้งที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียด กลับเรียกร้องให้แม่ไปหามาให้ และบังคับให้ทำให้ได้ ไม่ยอม คือต้องเดี๋ยวนั้นและตอนนั้น

อาหารแปลกๆ ที่ยายสั่งมักจะต้องถูกทำขึ้นขันโตกมื้อเย็นตลอด พอดวงอาทิตย์ตกดิน ที่บ้านก็เริ่มทานข้าว แต่ยายจะไม่ร่วมวงทานด้วยค่ะ ยายจะนั่งกินคนเดียวด้านหลังที่พวกเรานั่งอีกทีนึง

วันที่สามค่ะ คำพูดคำจาเริ่มแปลก!

บ้านของยายเราจะเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงค่ะ ก็บ้านไม้ธรรมดาชาวบ้านทั่วไป ตามต่างจังหวัดนั่นแหละค่ะ บริเวณบ้านเราค่ะจะอยู่กันแบบพี่น้อง เพราะเป็นเครือญาติกัน ไม่ได้กั้นรั้ว แล้วถ้าเดินออกไปหลังบ้านประมาณสามร้อยเมตร ก็เป็นทุ่งนาของบรรดาญาติๆ รวมทั้งของที่บ้านด้วย

เราจำได้แม่นว่าตอนนั้นใกล้ฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว ตอนนั้นที่บ้านเริ่มเอะใจกันบ้างแล้วว่า ยายเริ่มผิดปกติ แปลกๆ ไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่เป็นคำพูดคำจา ที่มักจะมีคำประหลาดๆ ออกมา แล้วชอบพึมพำคนเดียว พูดอะไรฟังไม่ได้ศัพท์เลยสักอย่าง แม่ยังฟังไม่ออกเลย ตาที่เชื่อเรื่องผีอยู่แล้ว ก็พูดออกตัวก่อนเลยว่า

“ไม่ใช่แม่พวกมึงหรอก ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาอาศัยร่างแม่อยู่!” ป้ากับแม่และบรรดาลุงๆ นิ่งค่ะ ตาบอกว่า “กลางวันอ่ะแม่ แต่กลางคืนอ่ะกูว่าไม่ใช่!!”

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนั้นมีลุงข้างบ้านแกจะเกี่ยวข้าว ซึ่งแม่กับป้าก็ไม่รู้ เพิ่งจะมารู้ตอนค่ำๆ ก็ตอนที่ลุงคนนั้นมาเล่าเรื่องราคาข้าวให้ฟังที่บ้าน แต่เรื่องมันเด็ดตรงที่ว่า ขอแทนตัวลุงคนนั้นว่า “ลุงบอ” นะคะ

วันนั้นแม่นั่งคุยกับยายช่วงใกล้ค่ำ ตะวันกำลังจะลับตาอ่ะ นั่งคุยจริงจังเลย เพราะเริ่มเอะใจตามที่ตาบอก

“อีแม่ วันนี้กินไรกันดี ต้มเครื่องในดีมั้ย?” แม่เราถามเบาๆ อ่ะ เบาเหมือนคนปกติคุยกัน

“ไม่รู้! วันนี้คันไปทั้งตัวเลย ลัดป่าข้าวไอ้บอมา คันไปทั้งตัวแล้ว!!!” ยายเราบอกงี้อ่ะทู๊กคนนนนนนน

เฮ้ยยยยย!!! ยายหูหนวกเว้ยยยย ตึงเว้ยยยย คุยเบาได้ยินที่ไหน แต่ยายกลับได้ยินที่แม่คุยด้วย แล้วประเด็นคือ! ไปลัดป่าข้าวมาตอนไหน ไปรู้ได้ยังไงว่าลุงบอเกี่ยวข้าว แล้วคันตัวคืออะไร? วันนี้ก็นอนอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ได้เดินไปไหนสักหน่อย ลุงยังนอนเฝ้าอยู่เลย เฮ้ยยย มันไม่ใช่แล้วเว้ย ด้วยความที่แม่เองก็กลัวค่ะ แต่ก็พยายามใจดีสู้ (ผี) เสือมั้ง แม่ก็ยังถามต่อไป

“ถามหน่อยสิ เป็นใครมาจากไหน อายุเท่าไหร่แล้ว”

“ฮ่าๆ กูมาจากดอนม่วง อายุร้อยกว่าปีแล้ว กูอยู่มานานแล้วไม่ต้องรู้หรอก!”

เชรดดดดแล้วไงคุณผู้ชมมม ดอนม่วงมันเป็นหมูบ้านที่ค่อนข้างกันดารมากๆ ที่อยู่ไกลจากบ้านเรามาก แล้วอะไรคือการที่มาจากดอนม่วง อายุร้อยกว่าปี แม่เราน่ะเหรอ แทบช็อคค่ะ! เพราะอยู่กับยายแค่สองคนบนเรือนไง ป้าลงไปดูตาอาบน้ำ เพราะต้องพาขึ้นบ้านก่อนที่จะมืด ดังนั้นแม่เป็นผู้โชคดีในค่ำคืนนี้ค่ะ ส่วนเรานั่งทำการบ้านไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย รู้อีกทีก็เช้าวันถัดมา

คืนนั้นยายก็เหมือนเดิมคือชอบต้มข้าวต้มกินตอนกลางคืน และกินเค็มเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความหลอนค่ะ แล้ววันนั้นเราก็ต้องไปนอนเฝ้ายายด้วยอีกคน เรียกว่าวันนั้นประชากรหนาแน่นมากค่ะ ลุงผู้ชายสองคน ป้า แม่
และก็ตาที่นอนในมุ้งของตัวเองโดยไม่สนใจใคร และก็เพิ่มเรามาอีกหนึ่งคนค่ะ ที่บ้านยายเราจะมีเสากลางบ้าน มีทีวีอยู่กลางบ้าน ยายจะมีมุ้งและที่นอนของเค้าอยู่ริมหน้าต่าง แล้วก็มุ้งของแม่กับป้าที่นอนติดกับยาย

กลางคืนเวลาที่ยายเรียกหาให้ใครต้มข้าวต้มให้แก จะต้องเปิดไฟตรงหัวมุมที่แกนอนเท่านั้น แล้วยายจะเลือกคนที่จะให้เข้ามุ้งด้วยนะ เอาสิ! มีเลือกด้วย กลางคืนยายจะใช้วิธีคลำหาเอา จะเริ่มจากหัวก่อน ลุงจะโดนไล่ออกไปคนแรก เวลาโดนปลุกและเอาข้าวต้มไปให้ยาย เพราะยายบอกว่า “หัวสั้นไม่ให้เข้า” ก็คือ ผมสั้น ก็ผู้ชายไง ฮ่าๆ แล้วทีนี้ใครล่ะผู้โชคดีคนต่อไป แม่เราเองค่ะ ถูกคลำหัวเหมือนเดิม ยายบอกว่า “หัวยาวเข้ามุ้งได้” ก็คือผมยาว ผู้หญิงไง

ส่วนเราก็นอนฟังค่ะ เหยียดขาตรงเก็บผ้าห่มให้มิด ลืมตาค่ะ ไม่คลุมโปง กลัวโผล่มาในผ้าห่ม กลัวมากอ่ะตอนนั้น

คือวันนั้นเราเข้านอนคนสุดท้ายเพราะมัวแต่คุยโทรศัพท์เล่าเรื่องยายให้เพื่อนฟัง เลยขึ้นบ้านยายมาช้ามาก ทั้งบ้านปิดไฟนอนหมดแล้ว หลอนมาก นอนไม่หลับเลยคืนนั้น รู้แค่ว่าหลับตานะ แต่คือยังรู้สึกตัวตื่นอยู่ แล้วคืนนั้นคือประมาณตีสองได้ ยายออกจากมุ่งมา ปกติยายจะมีเบาะที่รองก้นไว้รองเวลานั่งตลอด เรารู้แค่ว่าตอนนั้นได้ยินเสียงเหมือนอะไรลากๆ อยู่บนพื้นบ้าน แบบค่อยๆ ลากมา เราก็ลืมตามองว่ามันคืออะไร

ปรากฏว่าเป็นยายค่ะ เสียงที่ดังคือยายแกไม่ได้เดินมา แต่อาศัยนั่งบนเบาะและกระเถิบมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ปลายมุ้งของเรา เข้าใจอารมณ์หนังผีป่ะ! แบบมองไปที่ปลายเตียงอ่ะ แบบนั้นเลย! ลุงนอนกรนข้างๆ ไม่ช่วยอะไรเลย คือเงาของยายอ่ะ บ้านมันก็มืดๆ มีแสงจันทร์ลอดเข้ามาตามหน้าต่าง บอกเลยว่าโคตรหลอน!

เราเลยตะโกนแหกปากเรียกแม่เลยค่ะ

“แม่!!! ยายออกมาจากมุ้ง”

ทั้งบ้านตื่นกันหมดค่ะ เวลานั้นเสียงลุกจากที่นอนกันให้พรึ่บพรั่บ สักพักไฟในบ้านเปิดสว่างค่ะ เราค่อยโล่งอกหน่อย มองเห็นยายอยู่ที่ปลายมุ้งจริงๆ คิดว่าโดนซะแล้ว ทีนี้แม่ก็มาพายายกลับเข้าไปนอนเหมือนเดิมแล้วยังแกล้งแม่เราอีก ยายบอกกับแม่ว่า

“ผีอ่ะ ไม่มีจริงร๊อกกก” (เสียงสู๊งงงงง)

คืนนั้นผ่านพ้นไป กว่าจะหลับตาลงได้คือไก่ขันอ่ะ คิดดูแล้วกัน วันรุ่งขึ้นไปเรียนค่ะ สภาพย่ำแย่มากบอกเลย

คืนต่อมาค่ะ ยายมาสะกิดแม่เราผ่านมุ้ง ให้เข้าไปหาเหมือนเดิม แต่ทีนี้หนักกว่าเดิม คือหันมาอ้าปาก แลบลิ้นใส่แม่เราค่ะ หลอกเป็นผีเลย แม่บอกลิ้นยาวมาก ปากพองๆ เพราะกินแต่ของร้อนๆ ลวกจนปากสีแดง แล้วก็หัวเราะเสียงดังใส่อีกต่างหาก แม่เรากรี๊ดเลยค่ะ เขย่าป้าที่นอนข้างๆ ให้มาดู แม่บอกว่า “ผีหลอกกูอีกแล้ว!”

อีกอย่างที่เราจะเล่า คือเราไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม ที่ทำให้ยายเป็นแบบนี้เฉพาะเวลาตอนกลางคืนเท่านั้น ตอนกลางวันยายคือยายของเรา น่ารัก พูดจาเพราะ เบาๆ คุยกันเหมือนปกติ แต่กลางคืนกลับกลายเป็นคนละคนไปได้

ในที่นอนของยาย จะมีของที่อยู่ใต้หมอน ที่คนรู้จักเอามาให้ มีทั้งใบหนาด เล็บเสือ หนังเสือ มีดวิชาอาคมอะไรไม่รู้มากมาย ซ่อนไว้ใต้หมอนไม่ให้ยายรู้ และมันทำให้เวลากลางคืนยายไม่เคยนอนเลย อย่างมากก็งีบหลับอยู่ที่ปลายที่นอน โดยไม่ได้ทิ้งตัวลงนอนเหมือนปกติ แต่เป็นการฟุบหลับตรงปลายที่นอน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งอยู่แท้ๆ แต่พอเวลากลางวัน แม่จะเอาของพวกนี้ออกจากใต้หมอน ยายถึงจะนอนได้ เพราะกลางคืนไม่ได้นอน อย่างน้อยตอนกลางวันก็ขอให้ได้พัก

ตอนกลางวันยายเคยพูดกับตาว่า มีใครก็ไม่รู้มาเต็มบ้านไปหมด ใส่โจงกระเบนสีแดง มาชวนให้เค้าไปอยู่ด้วย เราได้ยินเรายังตกใจเลย แล้วมีอยู่วันหนึ่งเราไปซื้อขนมมานั่งกินกับยายตอนกลางวัน เรากำลังจะเดินขึ้นบ้านไป ยายเห็นเราโบกมือไล่เราอ่ะ บอกว่า

“ไม่ไป กูไม่ไปกูจะอยู่ที่นี่!”

แล้วยายก็โบกมือไล่ให้ออกไป ซึ่งตอนนั้นเราเชื่อว่าที่พูดอยู่คือยายจริงๆ ไม่ใช่คนแก่ขี้หลอกเหมือนตอนกลางคืน บางครั้งเราก็เชื่อว่าคือยาย บางคืนเราก็ว่าไม่ใช่ เราโตมากับยายตั้งแต่เกิด ความรู้สึกมันจะบอกเอง ว่าคนนี้ในเวลานี้คือยายของเราจริงๆ

แต่ละวันยายจะไม่เหมือนกัน เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวปกติ เป็นแบบนี้วนๆ กันไปอยู่ประมาณสองเดือน แล้วยายเราก็เสียค่ะ

เราจำได้ว่าวันนั้นประมาณห้าทุ่ม เราได้ยินเสียงนกแสกร้องผ่านบ้านเราไป ซึ่งตอนนั้นยายเราก็หายใจไม่ค่อยออกแล้วด้วย และไม่กี่นาทีต่อมา ยายก็จากเราไป หลานที่ว่าเข้มแข็งแค่ไหน อย่างลูกพี่ลูกน้องของเรา ปล่อยโฮกันทั้งบ้านเลย เรานี่ร้องไห้หนักเลย ตอนพิมพ์เล่าอยู่ตอนนี้ก็ยังน้ำตาคลอเบ้า ภาพวันนั้นมันหวนกลับคืนมาอีกครั้ง

หลังจากที่เริ่มทำใจได้ เราก็ลองไปถามคนบนบ้านเกือบทุกคนว่าได้ยินเสียงนกแสกมั้ย ทุกคนตอบว่าไม่ได้ยิน เราเตรียมใจตั้งแต่ได้ยินเสียงนกแล้วล่ะ ทุกวันนี้พอได้ยินเสียงนกนี้ทีไร ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่เสียน้ำตา

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ ขอบคุณที่มาฟังเรื่องราวแปลกๆ ด้วยกันในคืนนี้นะคะ รักและคิดถึงยายเสมอ

ขอขอบคุณที่มา: พันทิปดอทคอม

error: Content is protected !!