“คุณไสยปอบลิ้นดำ” เจอดีตอนออกธุดงค์ จ.สุรินทร์

เรื่องราวและเหตุการณ์นี้เป็นประสบการณ์ตรงสมัยที่คุณพงษ์นั้นบวชเรียนเป็นพระและก็ได้ติดตามพระอาจารย์ออกเดินธุดงค์ เมื่อหลายสิบปีก่อนป่ายังมีอยู่เยอะมากไม่เหมือนกับสมัยนี้ พงษ์ได้เดินตั้งแต่จังหวัดฉะเชิงเทรามุ่งหน้าไปสู่อิสาน เดินแบบไปกันเรื่อยๆ ค่อยๆ ไป ค่ำไหนก็ปักกลดที่นั่น

เดินธุดงค์เป็นเวลาสองเดือนเห็นจะได้ จนกระทั่งไปถึงจังหวัดสุรินทร์ในช่วงเวลาค่ำ แล้วพระอาจารย์ท่านก็ได้เลือกทำเลปักกลดซึ่งเป็นวัดร้างแห่งหนึ่ง

พอตกค่ำหลังจากที่พระภิกษุทั้งสองรูปทำวัตรสวดมนต์กันเสร็จ ก็มีผู้ใหญ่บ้านมากับลูกบ้านอีกสี่ห้าคน เข้ามากราบนมัสการพระอาจารย์ แล้วก็พูดขึ้นว่า

“นมัสการครับพระอาจารย์ทั้งสอง ดีเหลือเกิน แถวนี้ไม่มีพระมาโปรดญาติโยมชาวบ้านนานมากแล้ว”

เนื่องจากสมัยนั้นทางภาคอีสาน วัดจะร้างกันเยอะ พระก็ไม่ค่อยจะมีเหมือนสมัยนี้ แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ถามต่อไปว่า พระอาจารย์นั้นจะมาปักกลดโปรดญาติโยมอยู่สักกี่วัน พระอาจารย์ก็ตอบไปว่า ถ้าสถานที่และบรรยากาศสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมก็จะอยู่สักสองสามวัน เนื่องจากเดินธุดงค์มานานมากแล้วก็อยากพักปฏิบัติสักที ผู้ใหญ่บ้านนั้นก็อนุโมทนาสาธุแล้วก็พูดอีกว่า

“เดี๋ยวผมกลับไปจะให้ลูกบ้านไปป่าวประกาศบอกกับชาวบ้านคนอื่นๆ ว่ามีพระมาปักกลดโปรดญาติโยมอยู่บริเวณนี้ จะได้มาทำบุญใส่บาตรกัน” ว่าแล้วชาวบ้านทั้งหมดก็ขอตัวกราบลากลับไป

พระทั้งสองรูปก็ปฏิบัติธรรมกันต่อ ทั้งนั่งสมาธิ แล้วก็เดินจงกรม จนกระทั่งเวลาถึงเที่ยงคืนก็เข้ากลดจำวัดกัน เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาตีสี่ก็จะต้องตื่นขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์

คืนแรกนั้นก็ผ่านไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนถึงตีสี่ก็ตื่นขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์และก็ปฏิบัติกันจนเกือบหกโมงเช้า พระภิกษุทั้งสองรูปก็เตรียมตัวที่จะออกบิณฑบาต แต่ว่าพระอาจารย์นั้นบอกว่า “วันนี้ไม่ต้องไปบิณฑบาตหรอก นั่งรออีกสักพัก ชาวบ้านก็จะมาทำบุญที่นี่เอง”

แล้วท่านพระอาจารย์ก็พูดต่อไปว่า “ท่านจำเอาไว้นะ เดี๋ยวตอนที่ชาวบ้านมาทำบุญใส่บาตรเรานั้น ท่านจงสังเกตเอาไว้ให้ดี จะมีหญิงวัยกลางคนอยู่สองคนที่จะแต่งตัวไม่เหมือนคนในพื้นที่นี้ และกับข้าวที่จะนำมาถวายเรานั้นก็จะไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปบริเวณนี้”

พระพงษ์ซึ่งตอนนั้นก็บวชได้แค่เดือนเดียว ได้แต่รับฟังในสิ่งที่พระอาจารย์นั้นบอก และท่านก็ได้บอกต่อไปว่า “ถ้าหญิงวัยกลางคนสองคนนี้ เขานำข้าวหรือกับข้าวเข้ามาประเคน เราก็ต้องรับนะท่าน ไม่ว่าเขาจะมาดีหรือว่ามาร้าย เราก็ต้องรับประเคนเอาไว้ก่อน” พระพงษ์ได้ฟังแบบนั้นก็ตกปากรับคำอาจารย์ไป

เวลาผ่านไปล่วงเข้าเจ็ดโมงเช้า ก็เริ่มมีชาวบ้านทยอยกันหิ้วกระติ๊บบ้าง ถือปิ่นโตบ้าง เข้ามาใส่บาตร สมัยนั้นทางภาคอีสานชาวบ้านส่วนใหญ่จะแต่งตัวคล้ายกันหมด และตามที่พระอาจารย์ได้ให้ข้อสังเกตุเอาไว้ว่าจะมีหญิงสองคนที่แต่งกายไม่เหมือนชาวบ้าน

พระพงษ์ก็ได้สังเกตเห็นมีผู้หญิงอยู่สองคนซึ่งแต่งกายดูดีมาก จากการประมาณอายุไม่น่าจะเกินห้าสิบปี เธอทั้งสองใส่กางเกงผ้าคล้ายกางเกงสแล็ค เสื้อยืดคอกลมธรรมดา ผิดกับหญิงชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่นุ่งผ้าถุงกันแทบทุกคน ดูแล้วเธอทั้งคู่น่าจะเป็นคนที่ท่านพระอาจารย์ได้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้

พระพงษ์ก็ได้แต่เก็บความคิดนี้เอาไว้ในใจ เนื่องจากชาวบ้านมากันพร้อมแล้วและผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มการอาราธนาศีลเพื่อที่จะรับศีลกันต่อไป พอเสร็จจากการให้ศีลให้พรชาวบ้าน กล่าวถวายภัตตาหารเสร็จ ถึงตอนเข้ามาประเคนข้าว กับข้าวที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรทำบุญกัน ส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นข้าวเหนียวและปลาที่หาได้ตามท้องนา

พอถึงคราวของผู้หญิงสองคนที่แต่งตัวไม่เหมือนคนแถวนี้ ได้เข้ามาประเคนกับพระพงษ์คนหนึ่ง เข้าไปประเคนกับพระอาจารย์อีกคนหนึ่ง พระพงษ์ได้สังเกตอาหารที่เธอนำมาถวายนั้นเป็นข้าวสวยธรรมดาที่ยังมีควันขึ้นอยู่เหมือนกับว่าเพิ่งหุงมาใหม่ๆ ส่วนกับข้าวก็เป็นผัดกะเพราหมู ต้มจืดวุ้นเส้นและก็ไก่ทอดกระเทียม ซึ่งอาหารนั้นไม่เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นเลย

แล้วหญิงคนที่ประเคนให้กับพระอาจารย์นั้นก็พูดขึ้นมาว่า “พระอาจารย์ไม่ใช่พระพื้นที่นี้ คงจะฉันข้าวเหนียวกันไม่ค่อยชิน ดิฉันก็เลยทำอาหารภาคกลางมาถวาย” พระอาจารย์ท่านก็ได้ตอบกลับไปว่า “อาหารที่ญาติโยมนำมาถวายนั้น อาตมาเป็นพระ เลือกฉันไม่ได้หรอกโยม ใครประเคนหรือว่าใส่บาตรอะไรมาก็ต้องฉันไปตามนั้น..”

ว่าแล้วพระอาจารย์ก็เอ่ยกับชาวบ้านว่า “อ้าวโยมทั้งหลาย เสร็จแล้วก็มารับพรกันก่อนเลย จะได้ไม่ต้องรอพระฉันเสร็จ” หลังจากให้พรแล้วญาติโยมทั้งหลายก็ต่างลากลับไป พระอาจารย์ก็เริ่มฉันข้าว แต่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า

“ท่านอย่าได้ไปฉันกับข้าวที่สีกาสองคนนั้นนำมาถวายเด็ดขาด”

พระพงษ์ก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมครับ”

พระอาจารย์ท่านก็ตอบว่า “คอยดูไปแล้วกัน เราจะถ่ายกับข้าวของสีกาสองคนนั้นเอาไว้ในบาตร แล้วจะนำไปตั้งไว้ตรงลานหน้าที่ปักกลดกลางแจ้ง พอตอนค่ำๆ ทำวัตรเสร็จ ท่านก็จงไปดูที่บาตรว่ามีอะไร”

พระพงษ์ก็ตอบรับคำ พร้อมกับเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ แล้วก็นั่งฉันภัตตาหารไป เสร็จแล้วก็เห็นพระอาจารย์เทกับข้าวของสองคนนั้นลงไปในบาตรของพระอาจารย์เอง แล้วท่านก็นำเอาไปวางไว้กลางแจ้ง

ตกเย็นถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์เสร็จ เวลาประมาณสักเกือบๆ จะหนึ่งทุ่ม พระพงษ์ก็ได้เดินไปดูพร้อมกับไฟฉายส่องไปที่บาตร พระพงษ์ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากในบาตรของพระอาจารย์ที่เมื่อเช้าเทกับข้าวของหญิงทั้งสองคนนั้นทิ้งไว้ โดยที่ตลอดทั้งวันก็ไม่ได้มีใครเดินเข้าไปใกล้ที่บาตรเลย ในเวลานี้เต็มไปด้วยเม็ดทรายและตะปูตัวเล็กๆ เต็มไปหมด

พระพงษ์นั้นถึงกับอึ้งรีบเดินกลับไปหาพระอาจารย์ที่ตอนนี้กำลังนั่งสมาธิอยู่ในกลด พระพงษ์นั้นยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร พระอาจารย์ก็กล่าวออกมาก่อนว่า

“เขาไม่ชอบเราน่ะท่าน เขากลัวว่าเราจะมาทำร้ายหรือว่าทำลายการทำมาหากินของเค้า เข้ากลดได้แล้วท่าน คืนนี้ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร หรือว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นก็ตาม ท่านห้ามออกมานอกกลดเด็ดขาด” พระพงษ์ได้ฟังคำที่พระอาจารย์พูดก็รีบตอบรับคำ แล้วเดินเข้ากลดของตัวเอง ซึ่งอยู่ห่างจากกลดของพระอาจารย์ประมาณสักยี่สิบเมตรได้

พอเข้ามานั่งในกลดแล้วพระพงษ์ก็เห็นพระอาจารย์เดินออกมาจากกลดของท่าน ถือด้ามกลดของท่านออกมาด้วย (กลดจะมีแบบถอดด้ามได้ด้วยนะครับ ที่ปลายด้ามของกลดนั้นจะหมุนเกลียวออกได้ เพื่อการที่จะพกพาได้สั้นลง ด้ามกลดจะเป็นแบบนั้น) พระอาจารย์ถือด้ามกลดออกมาแล้วเดินมาทางพระพงษ์ พร้อมกับยืนนิ่งๆ พนมมือ โดยมีด้ามกลดนั้นอยู่ระหว่างมือ

สักครู่เดียวเท่านั้น ท่านก็ก้มลงแล้วใช้ด้ามกลดจรดไปกับพื้นดินเรื่อยๆ เป็นวงกลมรอบกลดของพระพงษ์ พอท่านขีดเส้นจบแล้ว ก่อนที่จะเดินกลับไปที่กลดของท่านเองนั้น ท่านก็ได้กำชับว่า “อย่าลืมนะท่าน คืนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือว่าได้ยินเสียงอะไร ก็ห้ามออกมานอกกลดเด็ดขาด” พระพงษ์ได้ยินคำกำชับแบบนั้นก็ตอบรับคำอาจารย์ แล้วท่านก็เดินกลับไปที่กลดของท่านเอง

พระพงษ์ได้นั่งสมาธิต่อไปอีกพักใหญ่ๆ เวลานั้นจู่ๆ ก็มีลมพัดแรงมาก ลมนั้นพักแรงขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ตอนค่ำก็ไม่มีลมเลย ลมพัดอยู่ได้พักใหญ่ๆ แล้วพระพงษ์ก็ได้ยินเสียงเหมือนสุนัขกำลังขู่ ก็เลยค่อยๆ ลืมตาขึ้นออกจากสมาธิเพื่อหันไปดูช้าๆ แต่พอหันไปดูเท่านั้นพระพงษ์ก็ต้องตกใจกลัวจนขนลุกซู่

เพราะสิ่งที่เห็นเบื้องหน้านั้นเป็นหมาดำตัวใหญ่มากๆ หมาดำตัวนี้กะขนาดได้ตัวประมาณควาย กำลังยืนขู่อยู่ ดวงตานั้นเป็นสีแดงก่ำ และหมาดำตัวนี้กำลังทำท่าพยายามจะเข้ามาในกลดของพระพงษ์ แต่พอมันเดินมาถึงตรงรอยที่พระอาจารย์ขีดไว้ ก็ต้องถอยห่างออกไปด้วยความกลัว มันจึงได้แต่ส่งเสียงขู่ต่อไปแบบเดิม พลางเดินวนเวียนรอบกลด เหมือนกับพยายามที่จะหาทางเข้ามาให้ได้

หมาดำใหญ่ยักษ์ตัวนั้นเดินเวียนรอบกลดประมาณสามรอบ สิ่งที่พระพงษ์เห็นก็คือ พระอาจารย์ได้เดินมาที่กลดของพระพงษ์ แล้วใช้ด้ามกลดตีไปที่หมาดำตัวนั้นหนึ่งที จนมันส่งเสียงร้องโหยหวน แต่สิ่งที่ทำให้พระพงษ์นั้นแปลกใจมากก็คือ เสียงร้องโหยหวนจากหมาดำกลับกลายเป็นเสียงผู้หญิง

แล้วจู่ๆ พระพงษ์ก็ต้องอึ้งตกใจกลัวแบบสุดๆ เนื่องจากหมาดำตัวนั้นหลังจากโดนตีแล้ว ได้หมอบนอนลงแล้วกลายร่างเป็นผู้หญิงคนที่เมื่อเช้าได้นำกับข้าวมาถวาย ที่แต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นนั่นเอง

แล้วพระอาจารย์ท่านก็พูดขึ้นว่า “ต่างคนก็ต่างอยู่ อาตมามาธุดงค์กันสองรูปเพื่อปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาทำร้ายใคร ขอให้โยมจงกลับไปเถิด แล้วจงอย่าได้มากวนอาตมาอีกเลย”

สิ้นคำของพระอาจารย์ หมาดำตัวใหญ่ที่ขณะนี้กลายร่างเป็นผู้หญิงและกำลังร้องอย่างโหยหวนอยู่นั้น ก็ค่อยๆ อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาของพระพงษ์ ที่ได้แต่อึ้งกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า จากนั้นพระอาจารย์ก็บอกว่า “ท่านจงอยู่แต่ในกลด ห้ามออกมาเด็ดขาดจนกว่าฟ้าจะสว่าง” พระพงษ์ก็ตอบรับด้วยควาามกลัว จากนั้นก็นั่งสมาธิจนสว่าง

พอรุ่งเช้าพระอาจารย์ก็เดินมาแล้วบอกกับพระพงษ์ว่า “ท่านรีบออกมาพร้อมเก็บสัมภาระพร้อมออกเดินทางธุดงค์ต่อจะดีกว่า เนื่องจากเมื่อคืนน้องสาวมา อาตมาก็สั่งสอนไปแล้ว คืนนี้พี่สาวคงน่าจะมาหาเราเพื่อแก้แค้นให้น้องสาวแน่นอน”

พระอาจารย์พูดต่อไปว่า ไม่อยากทำร้ายใคร เพราะว่าปอบพวกนี้เป็นปอบที่มีวิชาอาคมแก่กล้า เล่นอาคมจนมีลิ้นเป็นสีดำ ของเข้าตัวเองเพราะผิดครู และจะเลี้ยงหมาดำเอาไว้ออกล่าเหยื่อเวลาหากิน เมื่อใดหมาดำที่เลี้ยงไว้อิ่ม คนเลี้ยงก็จะอิ่มไปด้วย เมื่อไหร่ที่หมาดำเจ็บ โดนคนที่มีวิชาอาคมทำร้าย เจ้าของคนเลี้ยงก็จะเจ็บไปด้วย

พระพงษ์ได้ยินเรื่องราวแบบนั้นก็ถึงกับอึ้ง ไม่นึกว่าในยุคสมัยนี้จะยังมีเรื่องพวกนี้อยู่อีก แต่ว่าก็ต้องเชื่อเพราะเมื่อคืนได้เห็นมากับตาของตัวเอง และได้ยินเสียงโหยหวนด้วยหูของตัวเองเช่นกัน

เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงเพียงเท่านี้

error: Content is protected !!