[ผู้มาจากเมืองมืด] โดย ครูเหม เวชกร เรื่อง คนละทาง

เอนก สุนทรกิจ สุภาพบุรุษดนตรีสากล ผู้เพิ่งสำเร็จจากโรงเรียนที่ศึกษาวิชาดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและมาประจำอยู่วงดนตรีหนึ่งเพื่อยึดเอาเป็นอาชีพ เขาวางทรัมเป็ตคู่มือลงเมื่อเพลงที่ซ้อมได้จบลง สุภาพบุรุษของเราก็หวนคิดไปถึงสำนักศึกษาที่เคยศึกษามานานปีแล้วถอนใจ นับแต่ได้จากสำนักศึกษามาแล้ว ตัวเขาเองเหมือนคนที่ไม่มีความรู้สึกว่า อะไรคือความเบิกบาน อะไรคือความสุขใจ พูดน้อย กิริยาซึมๆ ดวงตาลอยเหม่อ ผิดกว่าเมื่อยังอยู่ในสำนักการศึกษาเป็นคนละคน

ภาพหนึ่งได้ลอยผุดขึ้นในห้วงคิด ภาพนั้นคือสุภาพสตรีนักร้องเพลงไทยเดิม ผู้มีความสวยเรียบๆ กิริยาสุภาพ ที่เคยร่วมการศึกษาอยู่ในที่เดียวกัน หากแต่เรียนวิชากันคนละทาง การที่เป็นสุภาพสตรีของเธอนั้น มิได้เกิดจากว่าเธอคือ นันทวัน ธรรมวินิจ ตระกูลขุนนาง ทั้งการเป็นสุภาพบุรุษของนายเอนก สุนทรกิจ ก็หาใช่ว่ามาจากเอนกมีตระกูลผู้ดีเก่าก็หาไม่

พวกนักศึกษาแห่งเดียวกันทั้งหมดเป็นผู้ตั้งให้ว่าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งสอง ก็เนื่องจากว่า เอนกกับนันทวันนั้นคบหาสมาคมกันอย่างสุภาพจริงๆ ควรแก่การเอาเป็นตัวอย่าง ใครๆ ก็รู้ว่าทั้งสองรักกัน แต่ทั้งสองก็รักษาขอบเขตของความรักไว้อย่างน่ายกย่อง ที่ต่างคนต่างยึดถือเอาตระกูลและวงศาแห่งตนเป็นเกียรติที่จะทำลายเสียมิได้ไม่ว่าทางใด เป็นการยับยั้งที่น่าบูชา จึงได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในวงการศึกษานั้น

ใครๆ ว่าความรักนั้นมีอำนาจเหนือสิ่งใด ทำให้คนดีๆ เสียไปเสียนักต่อนัก แต่ทั้งสองไม่ยอมใช้ความรักที่แท้จริงให้มาจบลงด้วยความใคร่ หากว่าความรักจะเลยขอบเขตไปแล้วไซร้ เอนกก็ได้เปรียบเพราะเขาเป็นชาย แม้หญิงจะร่ำรวยจนสู่ขอไม่ได้ ถ้าตัวหญิงปลงใจแล้ว ความสำเร็จก็เป็นของเขา แต่ตัวของเอนกน่ะสิ ก็เป็นคนเคารพในเหตุผล ตัวเขาจำเป็นจะต้องออกจากการศึกษาไปหาเงินเลี้ยงบิดามารดาก่อน เมื่อมีกำลังดีแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป การชิงสุกก่อนห่ามนั้นคือความเดือดร้อนอย่างมหันต์ หากินยังไม่พอท้องตนอยู่แล้ว กลับคิดจะแบกเอาภูเขาขึ้นไว้อีก มิพากันต่องแต่งไปด้วยกันหรือ แล้วนันทวันที่เขารักสุดชีวิตจะได้ผลอะไรในความรักจอมปลอมของเขา นอกจากเสื่อมเสีย

สุภาพบุรุษทรัมเป็ตของเราจำได้ดีถึงวันที่ต่างคนต่างจะจากกันเมื่อสำเร็จการศึกษา วันนั้นทางดนตรีไทยเดิมได้มีการไว้อาลัยที่จะจากสำนักที่ร่วมกันมานานปีไป จึงมีการบรรเลงเพลงร่วมกันทั้งเพื่อความบันเทิงและการลาไปสองอย่างเลย ส่วนทางเอนกนั้นอยู่วงดนตรีสากลไม่มีการซ้อม จึงสมัครใจมานั่งฟังเพลงไทยเดิม เขารู้สึกเสียใจที่ว่า ทำไมเขาจึงมุ่งไปเรียนดนตรีสากลเสียเล่า น่าจะหัดดนตรีทางไทยเดิม เขาอาจจะได้พบกับนันทวันบ่อยๆ เมื่อมีงานที่จะบรรเลง เมื่อเขามามีวิชาดนตรีสากล ที่ไหนจะได้มีโอกาสใกล้คนรักพบคนรัก ซึ่งความจริงความรักนี้ก็มาทีหลัง

เพราะตอนแรกยังไม่คิดอะไรอื่นก็ตัดสินใจเรียนทางสากลเสียแล้ว ด้วยว่าวิชาสากลนั้นมองเห็นอาชีพอยู่แล้ว จะประจำตามวงใหญ่ๆ ตามกรมกองก็ได้ ตามไนท์คลับก็ได้ บาร์ก็ได้ ส่วนเครื่องสายไทยนั้นจะเอาเป็นอาชีพก็ ยากยิ่ง โดยเป็นวิชาของผู้ดีมีเงิน หรือไม่ก็เป็นดนตรีที่พระยาเลี้ยงจะบรรเลงให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินฟัง หรือเจ้านายที่เลี้ยงอยู่จะได้ฟัง เรื่องจะไปบรรเลงตามทั่วๆ ไปเป็นอาชีพนั้นมิต้องการจะเป็นไป

ส่วนนันทวันนั้น เธอเป็นลูกผู้มั่งคั่ง ก็เรียนไว้เป็นอาภรณ์ของผู้หญิง เอาไว้บรรเลงให้เพื่อนๆ บิดามารดาฟัง หรือเจ้านายที่ชอบพอกันฟัง ดังนี้ วิชาดนตรีของทั้งสองนี้จึงแยกไปเสียคนละทาง แต่ใจของเอนกนั้น ตั้งแต่รักนันทวันแล้วก็สมัครแอบมาฟังทางวงเพลงไทยเดิมเสมอๆ

วันนั้นเครื่องสายไทยที่บรรเลงร่วมลากัน ได้บรรเลงเพลงลาไปหลายเพลง แต่ผู้ควบคุมวงได้ขอร้องให้นันทวันร้องอีกเพลงหนึ่ง ชื่อ พสุธากรรแสง หรือธรณีร้องไห้ ซึ่งมีคำร้องเป็นวรรณกรรมตอนหนึ่งของ ขุนช้างขุนแผน นันทวันได้ปล่อยเสียงและทำนองโหยเยือกอย่างแบบเก่า สำนวนและลีลาเอื้อนอ้อนโหยไห้เคลื่อนไปอย่างช้า ในคำร้องนั้นมีความว่า

“รากไม้จะต่างหมอนนอนอนาถ ดาวดาษจะต่างไต้น่าใจหาย”

เที่ยวแรกของเพลงสามชั้นเพลงนี้มีอย่างสั้น แต่ว่าทำนองน่ะซี เชื่องช้าอิดเอื้อนสะอึกสะอื้นนัก เป็นคำรำพันถึงการจะจากบ้านไปสู่ป่านั้น ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง มีความรักอย่างเดียวเท่านั้นที่จะหนีบ้านอันสําราญไปสู่ป่ากับขุนแผน เมื่อจบคำร้องแล้วเครื่องสายก็บรรเลงรับ แม้จะมีลูกล้อลูกขัดบ้าง ก็เป็นลูกล้อชนิดเนิบๆ วังเวงใจ เหมือนเป็นคำถามคำตอบไปในตัวว่า ในป่าข้างหน้านั้นจะยากมากปานใดหนอ เมื่อจบเที่ยวแรกแล้ว เที่ยวสองก็ได้ร้องขึ้นอีก

“ลงบันไดเจียนใจจะขาดตาย น้ำตาหลั่งพรั่งพรายกระจายลง”

ทำนองก็ไปอย่างเที่ยวแรก โอดโอยโหยไห้กว่าจะหมดคำร้อง เหมือนใจจะขาดไปอย่างที่ร้อง ทั้งๆ ก็รู้อยู่ว่าคำร้องนั้นเป็นเรื่องของแม่วันทอง แต่ใจของสุภาพบุรุษเอนกนั้นปักเอาว่า นั่นคือคำร่ำลาของนันทวัน ตลอดเวลาที่เธอเอื้อนอ้อนนั้นเหมือนเธอกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาของเอนกก็มีน้ำขังหล่อจนเต็มเบ้า นันทวันเอ๋ย เธอกำลังจะจากฉันไปแล้ว และไปอย่างที่ไม่มีกำหนดว่าเมื่อใดจะได้มาพบ เอนกทนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหว รีบลุกไปจากที่นั้น แล้วรีบเช็ดน้ำตา อาการอย่างนี้แม้ใครจะแลเห็น มันก็เป็นเรื่องของนักศึกษาที่อยู่ในกำแพงเดียวกันจะเริ่มจากกันไปไกล

พ้นจากวันที่ต่างคนต่างแยกพ้นสำนักศึกษาไปแล้ว การพบปะของทั้งสองก็ไม่มี เพราะต่างคนต่างเคร่งในเกียรติ อีกฝ่ายไม่ยอมเสียเกียรติที่จะถูกทำลาย และอีกฝ่ายก็ไม่ยอมเสียเกียรติในการเป็นผู้ทำลายผู้อื่น การจะนัดพบกันก็อีรังจะเป็นขี้ปากคนทั่วๆ ไป จดหมายมีถึงกันบ้างเพียงห่างๆ ต่อเมื่อทนความคิดถึงไม่ไหวจริงๆ

สุภาพบุรุษเอนกของเราเดินย่ำฝุ่นหางานทำ ส่วนนันทวันยังอยู่บ้านเฉยๆ เพราะไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าจะไปธุระไหนเธอก็ไปรถส่วนตัว และมีหญิงคนใช้ตามไปด้วย เธอรักษาตัวให้อยู่ในขอบเขตจริงๆ ทั้งๆ ที่หัวใจจะคิดถึงเอนกอย่างระทมขมขื่น บางคราวก็บังเอิญได้พบกันโดยนันทวันนั่งรถไป เอนกเดินเตะลมมาตามริมถนน ต่างคนต่างยิ้มให้กันอย่างแห้งแล้ง แม้ใจนั้นจะแสนดีใจเพียงใด มันก็ยิ้มได้เท่านั้น รถเลยไปแล้วสุภาพบุรุษของเราก็หน้าหมอง สุภาพสตรีที่ผ่านเลยไปก็มีดวงตาเศร้า พยายามปิดบังกิริยามิให้สาวใช้ที่ติดตามไปสังเกตเห็น

นานเดือนเข้า แล้วก็เลยเป็นปี สิ่งที่นันทวันรอคอยก็คือ วันที่เอนกจะมีโชคและได้จัดคนไปสู่ขอเธอตามระเบียบ แต่ก็หายไป คอยหายแลหาย ทั้งนี้ก็เพราะทางเอนกยังไม่ดีขึ้น เพียงแต่ทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่กับเลี้ยงตัวเองก็ยังกลั้วเกลี้ย นานๆ ก็มีจดหมายมาถึงเธอบ้าง แต่ก็เป็นคำของคนยากที่พูดคิดถึงมาอย่างจะสิ้นใจ และก็ขอพรพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยดลบันดาลให้เขาและเธอได้ผลสมประสงค์ด้วยเถิด

เวลาอันแสนเศร้าสลดของเขาทั้งสองได้ผ่านอีกปีกว่า ก็มีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจสุภาพบุรุษอนาถาของเรา คือข่าวหมั้นทางหน้าหนังสือพิมพ์ ระหว่างนายนิกร อุดมเวทย์ ข้าราชการหนุ่มที่อยู่ในตำแหน่งสูง กับ นางสาวนันทวัน ธรรมวินิจ

แต่เปล่าเลย สุภาพบุรุษของเรามิได้เป็นลมล้มพับไปอย่างที่คาดคะเนกัน เขานั่งดูหนังสือพิมพ์อย่างเลื่อนลอย เพราะว่าก่อนที่เขาจะเห็นข่าวนี้ในหนังสือพิมพ์ เขาเองก็รู้ข่าวอยู่ก่อนแล้วตั้งเกือบ เดือนเต็ม ด้วยนันทวันแจ้งให้ทราบแล้วทางจดหมายที่มีสำนวนของคนจะขาดใจ

และต่อมาอีกหน่อยเดียว ข่าวการวิวาห์ก็กระจายตามมาอีก เอนกไม่มีอาการอะไรผิดแปลกไปอีก ด้วยว่าเขาผิดจากเดิมมานานแล้ว เป็นมนุษย์เพียงร่างกาย ไม่มีหวังอะไรๆ ในชีวิต เขาไม่ใช่คนเดิม หัวใจมันตายไปนานแล้ว ไม่มีทางอะไรเลยสำหรับคนที่มั่นคงอย่างเขา จะเปลี่ยนหัวใจให้เป็นไปอย่างโน้นอย่างนี้ได้อีก

การติดต่อทางจดหมายของเอนกได้หยุดโดยเด็ดขาด และทางนันทวันก็หยุดเด็ดขาด แม้จะคิดถึงใจจะขาดก็ต้องงด มิให้ผิดวินัยของภรรยาที่ดีไปได้ ถือเอาเวรกรรมเป็นที่ตัดสิน ไม่กล้าจะทำอะไรเอาเองตามชอบตามสมัคร พระไม่โปรดแล้วก็ก้มหน้าไป

อีกหลายเดือนต่อมา มีงานลีลาศที่สวนลุมพินี นันทวันเธอไปกับนิกรสามีของเธอ เพลงหนึ่งนิกรได้นำร่างของภรรยาร่อนไปตามแนวทางของฟลอร์ และไปหักเลี้ยวหน้าวงดนตรี เสียงทรัมเป็ตแปร๋นกระชั้นชิดยั่วจังหวะ นันทวันรู้สึกผิดหู เพราะเสียงนี้เคยฟังติดหู เธอจึงหันหน้ามองฝ่าแสงไฟสลัวเข้าไปที่วงดนตรีนั้น และก็จะเป็นใครไม่ได้ เขาผู้เป่าเครื่องมือนั้นก็คือสุภาพบุรุษของเรา ทั้งสองฝ่ายตามองตรงกันพอดี เอนกสะดุ้งทั้งตัว บอกไม่ถูกว่าเขาควรจะได้พบตาคู่นี้หรือไม่ เหมือนจะเป็นลม หัวใจเสียวปลาบ อะไรเล่า? โกรธเกลียด? อาลัย? หรือว่าอยากจะสบดวงตาแสนเศร้าคู่นั้นนานๆ

คุณนิกร สามีเธอไม่เคยรู้เรื่องใดๆ ของเอนกและภรรยาที่รักของเขาเลย เขามีหน้าที่วาดสเต็ปฉวัดเฉวียนเลี้ยวเลยมุมนั้นไป เมื่อนันทวันและนิกรเลยไปแล้ว ทรัมเป็ตที่เคยเจิดจ้าก็ผ่อนผิดหูลง เสมือนเป็นเครื่องมือที่ไม่มีความหมายอะไรในวงดนตรีนั้น และก็ไม่มีใครรู้อีกว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงเพลงก็เดินไป เสียงฝีเท้าของนักลีลาศก็เสียดแผ่วเบาไปตามพื้น

ไม่มีใครจะทราบว่าหัวใจของทั้งสองที่ไม่เคยพบกันเลย และได้มาพบกันอย่างไม่ควรพบ และก็เกิดเรื่องประหลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเมื่อหลังจากวันนั้นแล้ว เสมือนว่าวงดนตรีใหญ่ที่เอนกประจำอยู่นี้จะเป็นที่เกิดภัยสำหรับ สุภาพบุรุษของเรา เขาได้ลาออกไปจากวงนี้อย่างไม่มีเหตุผล และไปสมัครเข้าประจำอยู่ที่บาร์บาร์หนึ่งที่ต่ำช้า จนคนอย่างนิกรสามีของนันทวัน จะไม่พาภรรยาของเขาไปเยี่ยมกรายได้ ไม่มีหวังจะได้พบกันอีก บาร์นี้คือบาร์ท่าเรือ ที่ต้อนรับคนชั้นกะลาสีเรือและคนงานต่ำๆ เอนกทนไปอยู่เพราะการเงิน เขาจำเป็นต้องทำ เงินจะน้อยจะมากขอให้พอส่งเสียบิดามารดาเท่านั้น

พอนานวันนานเดือนเข้า เอนกของเราก็กลายเป็นคนหยำเปด้วยการดื่มหนัก ไม่เคยคิดว่าคนเรานี่ควรจะหาความดีและทำความดีหรือไม่ มีแรงก็ทำงานไป มีปากก็กินไป เอนกมีวิชาภาษาอังกฤษพอใช้ได้ จึงเป็นทางได้เงินค่าเหล้าเพิ่มขึ้น ฝรั่งลูกเรือที่มาเที่ยวที่นั่นไม่ใช่ชาติอังกฤษอเมริกา จึงพูดอังกฤษลำบาก และยิ่งทางหนังสือก็ไม่ได้เรื่อง เอนกจึงเป็นผู้รับเขียนหนังสือเบิกเงินหรือยืมเงินจากนายเรือให้ฝรั่งเหล่านั้น ฝรั่งได้เงินมาก็จ่ายค่าเขียนใบยืมฉบับละ ๑๐ บาท

วันหนึ่งๆ ก็หลายคนหลายฉบับ เอนกของเราก็มีเงินหยำเปมากเข้าอีก ฝรั่งพวกนี้ไม่มีเงินติดตัวมากนัก มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด ทั้งไม่ยอมเข้าไปสนุกตามบาร์ในเมือง ไม่มีเงินจะจ่ายแพงๆ มาก จึงนิยมอยู่ที่ท่าเรือนั่นเองใกล้ๆ และมีทุกอย่างที่ชอบใจ เหล้าถูก อาหารถูก ผู้หญิงก็ถูกกว่าในเมืองมากมาย ฟลอร์โชว์ก็มีขนาดหนักได้เท่ากับไนท์คลับสูงๆ แต่ตัวโชว์นั้นจะสูงหรือต่ำไม่มีใครว่าอะไร แม่พาร์ตเนอร์ทั้งหลายเฉลียวฉลาดเอาใจลูกค้า จะเต้นรำเป็นหรือไม่อย่าห่วง นายฝรั่งที่เต้นไปตามจังหวะนั้นไม่ได้เหยียบเท้าของเธอได้ เธอหลบหลีกรู้ท่าทางชวนให้เขาสำราญได้เต็มที่ บาร์ย่านนี้จึงมีแขกลูกค้ามากมายนัก

ทุกสิ่งทุกอย่างที่บาร์นี้ก็ทำให้เอนกเพลิดเพลินไปอย่างคนครึ่งคน หนักเข้าก็เริ่มจับคู่และชอบพอเข้ากับแม่ฟองสวาท ผู้มีหน้าที่เป็นเพื่อนคุยตามโต๊ะกับลูกค้าทั่วไป ทั้งเต้นรำและอื่นๆ ก็ได้ตามใจลูกค้า พ่อพระเอกอนาถาของเราก็เกิดเสน่ห์เป็นที่จับใจแม่ฟองสวาทเข้า โดยที่ทั้งบาร์นั้นไม่มีใครกล้าจะทานฝีปากที่หยาบคายของแม่ได้ แต่ก็เป็นที่สบอารมณ์ของเอนก เสมือนจะเป็นคู่สร้างกันมา

เขาได้ไปอยู่กับแม่ฟองสวาทที่บ้านพักของเธอ ในตรอกข้างถนนคลองเตยใกล้ๆ กับท่าเรือนั้นเอง ตกลงไม่กลับบ้านพ่อบ้านแม่ เพียงส่งเงินไปให้ทางธนาณัติเท่านั้น และความที่เป็นคนหมดหัวใจจะใฝ่ดีใฝ่ต่ำของเอนก เขาจึงหมดระเบียบหมดวินัยไปทุกอย่าง จะอย่างไรเขาก็ยอมทุกๆ อย่าง หมดแง่หมดงอน จึงเป็นที่รักของแม่เมียกลางเมืองของเขายิ่งนัก แม่ฟองสวาทด่าโขกเล่นขี่คอเล่นได้ก็ยิ่งชอบใจ รักสามีของแม่สุดหัวใจ แม่เธอนิยมชายที่หมดระเบียบหมดวินัยในตัวเอง

เธอทำอะไรทำได้ตามใจ ฟองสวาทก็ยอมถกหนังหัวให้ ไปนอนค้างกับลูกค้าได้เงินมาก็แบ่งส่งพ่อแม่เอนกอย่างไม่มีแง่มีงอน

บางวันตอนเช้าที่แม่เมียแสนเลวกลับมาสู่ที่พักห้องเก่าๆ ในตรอกสกปรกนั้น พ่อสุภาพบุรุษเก่าของเราแกล้งล้อเลียนเมียเล่นในเชิงทำหึงหวงที่ไปนอนกับใครมา แม่เมียก็ด่าแปร๋นลำเลิกถึงเงินทองที่ไปหามาจุนเจือพ่อผัวแม่ผัว แล้วก็ควักเงินขว้างโครมลงบนหัวสามี พร้อมกับถามด้วยคำหยาบ ที่ประชดประชันว่า

“นี่แน่ะ สะหัวเข้าไป แล้วเอาไปสะหัวพ่อแม่”

แทนที่เอนกจะผุดลุกขึ้นใช้ของแข็งป้อนแม่เมียที่ล่วงเกินหยาบคายถึงพ่อถึงแม่ตัว เขากลับหัวเราะชอบใจ เก็บเงินที่กระจายแล้วลุกไปรินเหล้ากิน แม่เมียมองดูแล้วใจอ่อน กลับสงสารโดดเข้ากอดจูบลูบหัวเล่น พูดปลอบโยนคล้ายเด็กๆ หรือลูกของตัวที่แม่ผิดไปแล้วโกรธลูกมากไป อย่าโกรธแม่เลย

แม่ฟองสวาทกอดจูบและลูบหัวผัวเล่นอย่างแสนรัก ทั้งๆ ที่รูปร่างของเอนกเวลานั้นไม่มีอะไรจะน่ารัก ผอมดำ แต่ข้อใหญ่ของแม่ปาก ปลาร้าด่าได้ทุบตีเอาได้อย่างลูกก็สุดสวาทขาดใจ เพราะเป็นมนุษย์ที่ไม่ต้องการความสวยของชายเสียแล้ว ชายอื่นจะสวยไม่สวยหรือกักขฬะปานใดถ้ามีเงินให้ก็แล้วกัน จะรักและชื่นใจอยู่ก็เฉพาะชายผู้เป็นตัวที่ไม่มีปากมีเสียงเท่านั้น

ชีวิตของเอนกทางนันทวันไม่เคยรู้ข่าวเลย ความรู้สึกของเธอนั้นยังมีเพียงความห่วงอยู่บ้างที่รู้ดีว่าเขายากจน เธอภาวนาขอให้เขาได้ภรรยาเสียเถิดจะได้มีสุขเสียบ้าง ส่วนเรื่องอะไรๆ ระหว่างเขากับเธอต้องมีอะไรอีกไม่ได้ คงเหลือไว้ในใจว่าเอนกคือญาติที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนทางนิกรสามีของเธอนั้นเขาก็เป็นคนดีขนาดหนึ่งเหมือนกัน ตั้งแต่แต่งงานกันมาแล้วก็พบว่าเขาคือสุภาพบุรุษอีกคนหนึ่ง

อ่านต่อ คนละทาง ตอนที่ ๒ (ตอนจบ)

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!