เจ้ากรรมนายเวร – เรื่องเล่าสยองขวัญ

สวัสดีครับแอดมินเพจคลังสยอง เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นกับตัวผมเองเมื่อประมาณ 7-8 ปีมาแล้ว ตอนนั้นผมเป็นเซลล์ขายมือถือประจำจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งบริษัทสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพ ดังนั้นผมจึงต้องมาเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่ในตัวเมืองเดือนละ 2,500 บาท แต่บอกเลยว่าห้องกว้างมาก มีที่จอดรถพร้อม ตัวตึกเองมีลิฟต์เพราะมีประมาณ 5-6 ชั้น แต่ที่นี่กลับไม่ค่อยมีคนอยู่ เหตุจากอยู่ในซอยลึกต้องเป็นคนที่มีรถส่วนตัวเท่านั้นถึงจะเดินทางได้สะดวก

ชั้นที่ผมอยู่รวมผมด้วยก็ประมาณ 3 ห้อง…ใช่ครับแค่สามห้อง อยู่ชั้น 4 เมื่อขึ้นบันไดมาแยกซ้ายขวา ผมอยู่ฝั่งขวาห้องเดียวอีกสองห้องที่มีคนอยู่ฝั่งซ้ายครับ ที่ผมต้องเท้าความนานหน่อยเพราะจุดเริ่มต้นมันมาจากการได้เริ่มต้นอาศัยที่นี่แหละครับ ลักษณะห้องจะเป็นกระจกบานใหญ่ริมทางเดิน ต้องปิดม่านถึงจะมองไม่เห็นภายในห้อง แต่ห้องตรงข้ามผมไม่มีคนอยู่จึงมองเห็นด้านในเต็มๆ ครับ แรกๆ ก็เสียวเหมือนกันเพราะขี้เกียจไปซื้อม่านมาติด แถมฝั่งผมก็ไม่มีคนอยู่เลยไม่ต้องกลัวอะไร ผมเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ครับ แต่แล้วอยู่มาคืนหนึ่งผมก็ฝัน…

ผมฝันว่า ผมอยู่ในห้องเดิมนี่แหละครับ แต่ได้ยินเสียงคนพูดจ้อกแจ้กจอแจเลยผงกหัวขึ้นดูผ่านหน้าต่าง เพราะเตียงผมอยู่ติดผนังฝั่งหน้าต่างริมทางเดินเลย ผมเห็นผู้หญิงคนนึงผมยาวสวยกำลังเล่นอยู่กับลูก แต่ไม่รู้ว่าชายหรือหญิงเพราะยังเด็ก พร้อมกับแม่เฒ่าผมขาวโพลนนั่งอยู่ ผมยืนดูอยู่พักใหญ่จนพวกเค้ารู้สึกตัวและหันมาทางผมแล้วยิ้มให้ จากรอยยิ้มธรรมดาก็กลายเป็นแสยะยิ้มพร้อมกับประตูห้องผมและห้องของพวกเค้าที่ค่อยๆเปิดออกพร้อมกัน

เท่านั้นแหละครับ ผมตกใจตื่นขึ้นมาเหงื่อท่วมตัวพร้อมกับเสียงแอร์ที่ดังครืนๆ กลางดึก เหลือบไปมองนาฬิกาก็ประมาณตีสองแต่นอนไม่หลับแล้วเลยออกไปยืนสูบบุหรี่ที่ริมระเบียง ระหว่างที่สูบตาก็มองฟ้ามองดาวไปเรื่อยๆ จนสายตาไปสะดุดอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ชั้นล่างสุด ในใจก็คิดดึกดื่นป่านนี้ สาวสวยมายืนคนเดียวคงพึ่งกลับจากเที่ยวล่ะมั้ง

ทันใดนั้นเธอก็แหงนหน้ามองขึ้นมาทางผม เชื่อหรือไม่ครับว่าบุหรี่ที่คาบอยู่แทบร่วงมาจากปาก… ‘เฮ้ยยยยย! นั่นมันผู้หญิงในฝันคนนั้นนี่หว่า’ ยังไม่ทันจะหายตกใจเธอก็แสยะยิ้มให้เหมือนในฝันเปี๊ยบ ผมตกใจตื่นอีกรอบนั่งหอบอยู่คนเดียวบนเตียง สักพักตั้งสติแล้วทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนผมอุทานออกมาเบาๆ ในใจว่า ‘ฉิบหายละ’ ฝันซ้อนฝัน ทั้งกลัวด้วยตื่นเต้นด้วยอย่างกับในหนังผีที่เราเคยดูๆ กัน สรุปคืนนั้นไม่นอนครับ เปิดไฟเปิดทีวีจนเช้า พร้อมกับเอาผ้าห่มมาพาดราวม่านปิดกระจกเพื่อไม่ให้เห็นห้องฝั่งตรงข้าม

จนผ่านมาเช้าอีกวัน ผมจึงตัดสินใจไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้น สักพักนึงก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเพื่อนสาวผมเอง เธอชื่อบุ๋ม เธออยู่สุโขทัยใกล้ๆ และเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคณะนิติศาสตร์ด้วยกัน เค้าชวนผมไปงานรับปริญญาน้องรหัสที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งก็เป็นน้องชมรมของผมด้วย บวกกับที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่อยากกลับไปนอนที่อพาร์ทเมนต์ตัวเองเพราะยังหลอนอยู่ จึงตอบตกลงไปและจะได้แวะไปหาเพื่อนสนิทของผมที่อยู่ลำพูนด้วยคิดถึงมันอยู่เหมือนกัน ผมจึงรีบเคลียร์งานลูกค้าให้เสร็จแล้วเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมเดินทางภายในคืนนั้นเลย

ผมขับรถคันเก่าของผม Toyota corolla KE70 ที่วางเครื่อง 3s 2000 cc ขับหลัง ไปไหนไปกันถึงจะเก่าแต่ก็เอาอยู่ ขึ้นเขาลงเนินไม่มีสะดุดแถมติดแก๊สด้วยนะ ไปรับเพื่อนบุ๋มที่บ้านเพื่อเดินทางในคืนนั้นแล้วไปพักนอนกันที่โรงแรมใกล้ๆ มหาวิทยาลัย

พอเช้ามาก็ไปงานรับปริญญาน้องรหัส ถ่ายรูปกันเสร็จเรียบร้อยตกบ่าย ผมก็พาบุ๋มไปสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในอำเภอแม่ข้าวต้ม ที่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมได้ฝึกนั่งสมาธิ ได้พบเจอรุ่นพี่รุ่นน้องมากมายและที่สำคัญพระอาจารย์ของผมที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “ตุ๊พ่อ” ตามประสาคนเหนือที่แทนพระว่าตุ๊ แต่ด้วยความรักและศรัทธาเลยใส่พ่อไปอีกคำเป็นตุ๊พ่อ

“กราบนมัสการครับตุ๊พ่อ คิดถึงเหลือเกิน นี่บุ๋มเพื่อนผมครับมางานรับปริญญาน้องรหัสด้วยกัน”

หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จก็พูดคุยกับท่านด้วยความคิดถึง ตามประสาพ่อลูกที่ไม่ได้เจอกันนาน ตั้งแต่เรียนจบแล้วแยกย้ายไปทำงานทำการกัน ท่านเป็นคนสอนให้ผมรู้จักการนั่งสมาธิ การเข้าฌาณและหลายสิ่งหลายอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปไม่เชื่อและลบหลู่ดูหมิ่นกัน ซึ่งจะได้เห็นได้สัมผัสจากสำนักสงฆ์แห่งนี้ (ที่พูดมาไม่ได้จะให้งมงายนะครับแล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจะพึงพิจารณา) เอาล่ะมาเข้าเรื่องต่อ ผมขอตัวเข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำใต้ภูเขาที่เป็นสถานที่ฝึกครั้งแรกด้วยความคิดถึงอยากรำลึกความหลัง หลังจากผ่านไปประมาณชั่วโมงนึงก็ออกมาพูดคุยกับตุ๊พ่อ ก่อนจะกราบลาท่านเพื่อไปหาเพื่อนผมที่ลำพูนต่อ

“ช่วงนี้มึงรักษาศีลปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดก็ดีแล้ว แต่อย่าให้ผิดพลาดล่ะมันจะไม่ดีเอา”

“มันจะไม่ดียังไงครับตุ๊พ่อ ตอนนี้ผมไม่แตะเหล้านั่งสมาธิทุกวันยังไม่ดีพออีกเหรอครับ”

“กูเตือนไว้ อย่าพลาดเอาช่วงนี้ล่ะ มันจะเปิดช่องให้เจ้ากรรมนายเวรเค้ายอกเอาได้” (ยอก ภาษาเหนือ แปลว่า โดนเล่นงาน)

“ได้ครับตุ๊พ่อ แล้วผมจะจำไว้ครับ”

ตุ๊พ่อท่านเป็นคนประเภทไม่บอกไม่พูดตรงๆ แต่จะบอกเป็นนัยๆ ให้คิดและทำตามจนเกิดผลท่านถึงจะมาเฉลยนั่นแหละ หลายเหตุการณ์ที่ท่านได้ช่วยเหลือผมทั้งทางโลกและทางธรรมจนทำให้ผมรักและเคารพท่านเสมอมา  หลังจากสนทนาพาทีกันเสร็จก็กราบลาท่านพร้อมมุ่งหน้าสู่ลำพูนกันในช่วงเย็นวันนั้นเลย

หลังจากเดินทางมาหาเพื่อนที่จังหวัดลำพูนแล้ว (อ้อลืมบอกไปเพื่อนผมคนนี้ชื่อจริงครับ) เพื่อนจริงก็ต้อนรับขับสู้ผมและเพื่อนบุ๋มอย่างดิบดี พาไปหาอะไรกินกันตามประสาเพื่อน โดยขับรถเข้าตัวเมืองเชียงใหม่กัน เพราะบ้านจริงนั้นอยู่ห่างกับตัวเมืองเชียงใหม่แค่สิบกิโลเท่านั้น

พอตกค่ำก็ไม่พ้นเรื่องสุรา มันพาผมและบุ๋มไปกินเหล้าถังครับ ตอนแรกก็ปฏิเสธมันเพราะรู้อยู่แก่ใจว่ารักษาศีลอยู่ แต่ก็ทนมันรบเร้าไม่ไหวด้วยที่นานๆ เจอกันทีเลยจัดไปตามคำเรียกร้อง ซึ่งบุ๋มเองก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร จนกินกันเสร็จแล้วก็กลับบ้านลำพูนกัน ซึ่งก็เป็นเวลาดึกมากแล้วประมาณเที่ยงคืน จึงตัดสินใจนอนค้างบ้านจริงนั่นแหละ แล้วเช้าค่อยขับกลับ แต่สักพักบุ๋มก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีงานส่งเจ้านายด่วนพรุ่งนี้เช้าจึงขอกลับด่วนเลย  ซึ่งทางผมเองก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะจะทิ้งให้เพื่อนผู้หญิงหารถทัวร์กลับเองคนเดียวก็ไม่ได้ จึงได้แต่ร่ำลาเพื่อนจริงเพื่อขอตัวกลับ ในตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี

ผมก็เตรียมตัวล้างหน้าล้างตา หาเครื่องดื่มจัดการตัวเองให้เรียบร้อย แวะปั๊มเคลียร์ตัวเองให้เสร็จแล้วขับยาวๆ ไปโดยมีบุ๋มคอยนั่งข้างๆ เป็นเพื่อนคุย ขับมาเรื่อยๆ มาทางลำปางจนถึงสี่แยกหนึ่ง ซึ่งมีอุบัติเหตุรถชนกันมีทั้งรถพยาบาล รถมูลนิธิและมีคนเจ็บนอนอยู่บนถนน เราเองขับรถกลางค่ำกลางคืนและเดินทางไกลพอมาเจอแบบนี้มันเหมือนเป็นลางไม่ดีใจเริ่มหวิวๆ ได้แต่คิดว่า ขออย่าให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเราเลย ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยแล้วก็พนมมือยกขึ้นไหว้ท่วมหัวก่อนจะขับผ่านแยกนั้นไป

ขับมาเรื่อยๆ จนใกล้จะออกจากลำปางเข้าเมืองแพร่ บุ๋มเองง่วงมากและเอ่ยปากบอกเองเลยว่าไม่ไหวจริงๆ ปกติกูไม่ง่วงขนาดนี้นะ ไม่นอนทั้งคืนก็ได้แต่ทำไมวันนี้มันง่วงจัง เหล้าก็แทบไม่ได้แตะ แล้วสักพักมันก็เงียบไป หันไปอีกทีมันหลับแล้วครับ หลับแบบสนิทมากเรียกมันก็ไม่ขยับ สุดท้ายผมก็ขับอยู่คนเดียวจนได้ และเรื่องราวความสยองก็ค่อยๆ เริ่มต้นขึ้น

ผมขับมาตามทางเรื่อยๆ เหมือนเดิมแต่ทำไมรู้สึกว่ารถที่สวนมามันไม่มีเลยวะ แล้วฟ้าก็มืดมากไม่มีแสงจันทร์เหมือนกับว่าเป็นคืนเดือนมืดยังไงก็ยังงั้น ผมรู้สึกผิดสังเกตจนหางตาข้างซ้ายผมไปเจอเข้ากับคนคนนึงใส่ชุดขาวยืนอยู่บนผาดินที่อยู่ข้างทาง ผมบอกกับตัวเองเลยว่าไม่ใช่คนแน่ๆ คนบ้าอะไรจะไปยืนใส่ชุดขาวอยู่บนผาดินข้างทางตรงหัวโค้งแบบนั้น

ยังไม่ทันที่ผมจะถอนหายใจก็เจอคนคนเดิมเลยครับมายืนอยู่ข้างทางเหมือนเดิม แต่รอบนี้จากที่อยู่บนผาดินด้านบนมันกลับลงมาอยู่ใกล้ขอบถนนมากขึ้น และเห็นชัดกว่าเดิมเลยว่าเป็นผู้หญิงผมยาว ก้มหน้าใส่ชุดขาวยาวลงมาถึงพื้น ผมรีบหันหน้ากลับมาจับพวงมาลัยแน่นและผ่อนความเร็วลงเพราะเริ่มมีอาการตกใจ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และผมก็กลั้นใจมองไปที่กระจกหลังปรากฏว่าหายไปแล้วครับ

ผมนึกในใจว่าลูกกลัวแล้ว ลูกผิดแล้วที่ไม่เชื่อคำตุ๊พ่อ ละเมิดศีลผิดคำพูดขอให้ลงโทษลูกเท่านี้ก็พอ ขอให้ลูกขับกลับโดยปลอดภัยด้วยเถอะ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไปพักใหญ่ๆ จนใกล้จะออกจากแพร่เข้าสู่อุตรดิตถ์ แต่แล้วมันก็มาอีกจนได้ครับแต่ไม่ใช่หญิงสาวคนเดิมอีกแล้ว คราวนี้สิ่งที่ผมเห็นเป็นกองทัพทหารโบราณกำลังขี่ช้างข้ามถนน

ผมได้แต่อุทานในใจว่า เฮ้ยยยยย! ไม่ใช่แล้วแบบนี้พร้อมกับยกมือขึ้นมาขยี้ตาเผื่อหวังว่ามันจะเป็นแค่อาการตาฝาด แต่เปล่าเลยครับ พวกเค้ายังคงเดินทัพข้ามถนนกันเหมือนเดิมและรถผมเองก็ใกล้จะชนแล้วด้วย ผมกลั้นหายใจเหยียบคันเร่งใส่เลยครับเพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่คนแน่ๆ จนสุดท้ายก็ขับฝ่าไปและกองทัพนั้นก็เป็นแค่หมอกจางหายไป

ผมได้แต่ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ผมจึงเรียกบุ๋มให้ตื่นขึ้นมานั่งเป็นเพื่อน แต่ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ตอบรับ มันหลับเป็นตายอยู่ข้างๆ โดยไม่รับรู้อะไรเลย ผมได้แต่ตั้งสติและคิดว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยความล้าเท่านั้น เพราะเราเองก็ดื่มมาบ้าง คงทำให้เกิดอาการประสาทหลอนจากความมืด เป็นการปลอบใจที่ค่อยๆ สลายยความกลัวออก

แต่เหมือนเค้าเหล่านั้นได้ยินความคิดของผม พวกเค้าจึงปรากฏมาให้เห็นอีกรอบ แต่คราวนี้ขี่ม้าครับพร้อมกับทหารเดินเท้า สีที่ผมเห็นออกขาวๆ ดำๆ แต่รายละเอียดชัดมาก เป็นทหารโบราณแต่ไม่ใช่ของไทยครับ มีผ้าโพกหัวคล้ายกับพม่าแต่มองจริงๆ กลับคล้ายกับพวกล้านนาล้านช้างมากกว่า แต่ใครจะสนใจล่ะเหยียบคันเร่งใส่เลยครับ ทะลุตัวพวกเค้าเหล่านั้นไปเลย แล้วผมแอบมองกระจกข้างก็ยังเห็นอยู่ พวกเค้าเดินทัพกันอย่างเร่งรีบโดยไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ ภาพเหล่านั้นมันช่างติดตาผมเหลือเกิน

จนกระทั่งเข้าสู่อุตรดิตถ์และเจอด่านบนเนิน เขาก็เรียกให้ผมจอดและฉายไฟส่องเข้ามาพร้อมกับคำถามว่า “ไปไหนกันครับ” ผมจึงตอบไปว่าจะไปพิษณุโลก คุณตำรวจจึงบอกว่าขับระวังระวังนะครับ ประจวบกับบุ๋มตื่นขึ้นมาพอดีและถามผมว่าถึงไหนแล้ว เราเองไม่อยากให้เพื่อนกลัวจึงไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังและมันเองถามเสร็จก็หลับต่อซะงั้นไม่สนใจอะไรผมเลย

ในตอนนั้นเวลาตีสามกว่าเห็นจะได้ ผมจึงจอดปั๊มเข้าห้องน้ำซัดกระทิงแดง น้ำเปล่าเย็นๆ ทั้งกินทั้งล้างหน้าพร้อมกับตั้งสติกับสิ่งที่ได้เจอมา กลับเข้ามาในรถสวดมนต์ทำสมาธิสักพักแล้วขับออกไป เส้นทางในอุตรดิตถ์มันเป็นเนินเขาขึ้นๆ ลงๆ มันก็ยิ่งทำให้ผมตื่นตัวมากขึ้น แต่คุณพระอะไรดลใจก็ไม่รู้ ผมรู้สึกง่วงมากๆ อย่างที่แบบว่าพร้อมจะทิ้งตัวลงนอนเลยทีเดียว ผมฝืนแล้วฝืนอีกจนสุดท้ายหลับในจนได้ แต่เดชะบุญครับ เหมือนมีอะไรมากระชากผมให้เด้งออกมา

ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าผมเป็นท้ายรถพ่วงไฟแดงสาดเข้ามาเข้าตาผมอย่างจัง ผมรีบเบรกพร้อมหักพวงมาลัยออกด้านขวาบวกกับรถพ่วงให้สัญญาณไฟตบซ้ายว่าแซงไปได้ จึงรอดมาได้แบบหวุดหวิดผมนี่เหงื่อแตกมือเปียกไปหมดทั้งๆ ที่อากาศช่างแสนเย็นยะเยือก ผมพูดกับตัวเองว่านี่เราหลับในจริงๆ เหรอเนี่ย ตั้งแต่ขับรถมาไม่เคยเป็นเลยจริงๆ จึงตบหน้าตัวเองเบาๆ แล้วตั้งสติขับต่อไป แต่เหมือนสิ่งที่มองไม่เห็นอยากเล่นผมเอาให้ถึงตายก็เป็นได้ จึงไม่ยอมลดละความพยายามเพราะว่าภาพเบื้องหน้าจากที่เป็นถนนอยู่ดีๆ ก็กลับอันตรธานหายไป

หายไปจริงๆ ครับ แบบว่าไม่เห็นอะไรเลย ผมตกใจมากจึงรีบลดความเร็วและค่อยๆ แตะเบรกจนความเร็วรถเหลือแค่ 20-30 เท่านั้น ผมเรียกบุ๋มทันทีเลยครับทั้งจับเขย่าตะโกนเรียกแต่มันก็ไม่ตื่น จนผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง เฮ้ยยย! บ้านคนแต่ไม่ใช่บ้านแบบปัจจุบันนะครับ ภาพที่ผมเห็นเป็นเพิงกระต๊อบเก่าๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางแบบห่างๆ จากกัน แล้วรถผมกำลังวิ่งผ่านเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้

แต่ไม่ใช่แน่ๆ ผมไม่ได้หลงทาง ผมหลุดเข้ามาในเมืองอะไรก็ไม่รู้ บ้าไปแล้ว ในหัวผมสับสนไปหมดจนเริ่มนึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์และคนที่ผมนับถือต่างๆ มันหมดเรี่ยวแรงไปเองเลยครับจนผมเริ่มจะถอดใจปล่อยมือออกจากพวงมาลัยแล้วเอนตัวพร้อมที่จะหลับไป แต่จู่ๆ ก็เหมือนมีอะไรมาแทงเข้าที่หัวจนผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์แต่ภาพที่เห็นก็ยังเหมือนเดิม

ผมเริ่มตั้งสติอีกครั้งเอนตัวไปเปิดเก๊ะด้านข้าง แล้วเอามือควานหาอะไรก็ได้ที่แหลมพอจะแทงเข้าเนื้อผม จนไปเจอกับปากกาด้ามนึง ผมไม่รอช้ารีบกดปากกาแล้วกระหน่ำแทงขาตัวเองแบบไม่ยั้งจนหน้าขาผมเป็นรูเลือดไหลซิบออกมา แต่ให้ตายเถอะหมู่บ้านข้างหน้าผมก็ไม่หายไปสักที จนมีภาพแว๊บเข้ามาในหัว ใช่แล้วเรากำลังจะกลับพิษณุโลกที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระพุทธชินราชและข้างๆ กันก็มีพระนเรศประดิษฐานอยู่  ผมได้แต่ทรงภาพขององค์พระและองค์ท่านไว้พร้อมกับอธิษฐานขอให้หลุดจากภาพลวงตาเดี๋ยวนี้ด้วยเทอญ

ไม่น่าเชื่อครับผมเหมือนคนที่กำลังจมน้ำแล้วผุดขึ้นมาหายใจเฮือกใหญ่เหนือผิวน้ำ ภาพลวงตาหายไปแต่เป็นเหวไหล่ทางแทน ผมรีบเหยียบเบรกแล้วหันพวงมาลัยกลับเข้าโค้งทันที ผมเหมือนตายแล้วฟื้นใหม่ มันเป็นความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ครับ จนหูตาผมสว่างไปหมดจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีห้ากว่าๆ ก็เข้ามาถึงพิษณุโลกจนได้ และผมก็ขับไปส่งบุ๋มที่สุโขทัยใกล้ๆ กัน

มันตื่นตอนถึงพอดีหกโมงเช้าครับและไม่รับรู้อะไรใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากส่งมันเสร็จผมรีบตรงดิ่งไปวัดใหญ่เลยครับ ไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อพุทธชินราชและองค์พ่อนเรศวร พร้อมกับนั่งสมาธิแผ่ส่วนบุญให้กับดวงวิญญาณและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของผมเพื่อขอขมาลาโทษ หลังจากทำอะไรเสร็จผมก็โทรไปหาตุ๊พ่อพร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ท่านจึงบอกกับผมว่า

“กูเตือนมึงแล้วนะ แต่กูบอกมึงตรงๆ ไม่ได้มันเป็นกรรมของมึง บวกกับมึงดวงตกแล้วเสือกไปทำผิดศีลพอดี เค้าเลยตามยอกมึงจนได้ แต่รอดมาได้ก็ดีแล้ว แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เค้ายังเห็นประโยชน์ในตัวเอ็งอยู่ เค้าเลยไม่ให้เอ็งตายง่ายๆ หรอก” แล้วแกก็หัวเราะยกใหญ่… ผมก็ได้แต่ครับๆ แล้วก็จบการสนทนาไป

สุดท้ายนี้ผมจึงอยากเตือนเพื่อนๆ ที่ขับรถต่างจังหวัด ขอให้มีสติกันให้มากๆ และดื่มแล้วไม่ขับนะครับเพราะมันอันตรายมาก อาจจะไม่รอดมาเล่าเรื่องราวแบบผมก็เป็นได้ สวัสดีครับ

เรื่องโดยคุณ นวริณ ปริณชร

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!