ประสบการณ์หลอน | “ปอบผีฟ้า” ที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

เรื่องของผีปอบ เราเคยได้ยินเรื่องราวและกลัวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ครั้งหนึ่งเราเคยไปเที่ยวช่วงปิดเทอมบ้านแม่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ด้วยความซุกซนไปถึงก็วิ่งเล่นตามประสาเด็กสิบกว่าขวบ ตะลอนๆ ไปทั่วด้วยความที่เป็นหลานผู้ใหญ่บ้านมาจากเมืองกรุง จึงยิ่งทำให้ฮึกเหิมไม่กลัวอะไร มีลูกสมุนที่เห่อเด็กกรุงเดินตามกันเป็นพรวน คุยกันไปเล่นกันไปเพลินๆ

จนเมื่อเดินเที่ยวผ่านไปแถวท้ายๆ หมู่บ้าน บ้านเรือนที่แลเห็นอยู่ดาษดื่นก็เริ่มหายไปจากสายตา นานๆ จึงจะเจอสักหลัง ซึ่งตั้งห่างกันพอสมควร แต่ใครจะสน ได้เดินเล่นกับเพื่อนใหม่ๆ อู้ภาษากำเมืองแปลกๆ และทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นเคย มันน่าสนใจกว่ารายละเอียดรอบข้างอื่นๆ ตั้งเยอะ

จนได้มาเห็นบ้านไม้แบบล้านนาหลังหนึ่งตั้งทะมึนอยู่โดดเดี่ยว ไม่ต้องชะเง้อให้เมื่อยคอก็มองเห็นกาแลลอยเด่นในหมู่แมกไม้ เราถามลูกสมุนที่เดินไปด้วยกันว่าบ้านใคร ก็ได้รับคำตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ ว่าเป็นบ้านอุ้ยคนหนึ่ง (อุ้ย คือคำที่ใช้เรียกคนแก่) แล้วเจ้าลูกสมุนพวกนั้นก็ชักชวนกันพาเราเดินย้อนกลับไปทางเก่าที่เดินกันมา แต่เรายืนยันจะเดินผ่านบ้านหลังนั้น อยากเห็นชัดๆ ว่าตัวบ้านใกล้ๆ จะขลังขนาดไหน เพราะมองจากจุดที่ยืนอยู่บรรยากาศบริเวณรอบๆบ้านน่ากลัวมาก เป็นบ้านไม้เก่าๆ ดูดำๆ อาจเพราะด้วยแสงเงา รกครึ้มไปด้วยพันธ์ุไม้ บ้านทั้งหลังเงียบสงบเหมือนไม่มีคนอยู่มานานปี

ยังไม่ทันจะเดินผ่าน ท่ามกลางเสียงร้องห้ามว่าอย่าไปดังเซ็งแซ่ อยู่ๆ ไอ้ความรู้สึกว่าเหมือนโดนจ้องมองก็ก้าวเข้ามาในความคิด เรายืนนิ่งเกร็งเหมือนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นบางอย่าง ที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เหมือนมีบางสิ่งบังคับให้สายตาเราจ้องมองไปที่บ้านหลังนั้น…

‘ไม่เห็นมีอะไร’ ในใจคิด

แต่…มองดีๆ สิ (ใจเรามันสั่งให้เขม้นมองอีกครั้ง) คุณพระ! มีคนยืนอยู่ตรงพุ่มไม้นั้น และจ้องมาที่เรากับเพื่อนๆ ทั้งกลุ่ม ภาพที่เห็นเป็นหญิงชราแก่หง่อม ผมหงอกยาวรกรุงรัง ใส่เสื้อแขนยาว หน้าตาน่ากลัว หญิงชราคนนั้นยืนกลืนไปกับหมู่ไม้ ไม่รู้เลยว่ายืนอยู่นานเท่าไหร่แล้ว ถ้าไม่สังเกตหรือมองจ้องดีๆ ไม่มีทางจะรู้แน่นอน เราและเพื่อนขนหัวลุกพร้อมกับค่อยๆ ก้าวเดินแบบถอยหลัง จนห่างพอสมควรก็เผ่นโกยแนบ เราเห็นจากหางตาว่า อุ้ยคนนั้นยังยืนจ้องพวกเราจนลับสายตา จากนั้นเด็กซนขนาดเรากลางวันก็ไม่กล้าเฉียดไปแถวบ้านหลังนั้นอีกเลย

จนวันหนึ่งมีคนป่วยอะไรสักอย่าง ตัวสั่นมือหงิกงอชักดิ้นทุรนทุรายไปมา ชาวบ้านช่วยแบกคนป่วยไปหาอุ้ยที่บ้านหลังนั้น เราเลยได้มีโอกาสตามผู้ใหญ่ไปดูด้วย อุ้ยวันนี้แตกต่างจากหญิงชราซอมซ่อในวันนั้น อุ้ยเเต่งตัวสวย พิถีพิถัน ผมเกล้ามวยสูง แซมดอกไม้ ปากแดงคล้ำ แต่กลับดูแข็งแรงคล่องแคล่ว ผิดกับคนแก่ทั่วไป

เราเห็นอุ้ยสวมเล็บสีทอง (เหมือนฟ้อนเล็บ) สายตานิ่ง ลึก ดูลึกลับน่ากลัวพิกล อุ้ยเดินออกมาประกอบพิธีกรรมอะไรหลายอย่าง โดยไม่ต้องมีคนประคอง ชวนให้เราแปลกใจอย่างแรง พิธีกรรมทั้งหลายผ่านตาเราไป แต่ที่เราจำติดตาติดใจและกลัวอุ้ยคนนี้มากก็คือ เค้าฆ่ๅไก่เป็นๆ โดยเอามือหักคoแล้วกระชากออก เลืoดไก่พุ่งกระจายทั่วลานพิธี อุ้ยยกลำตัวไก่ขึ้นแล้วเงยหน้า พร้อมกับอ้าปากรองรับเลืoดไก่สดๆ ดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยมือที่สั่นเทา เลืoดสดๆ เลอะเต็มปาก กระเด็นเลอะเทอะจนชวนแหวะ

อุ้ยเเลบลิ้นยาวๆ ออกมาเลียรอบปาก ดูกระชุ่มกระชวยขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้นเพราะเลืoดไก่ จากนั้นก็เริ่มร่ายรำฟ้อนไปมาเดินรอบคนป่วย ตาแกดูดำโตแทบมองไม่เห็นเนื้อตาขาวและลึกจนเห็นเป็นเบ้ากระดูก บนใบหน้าเหี่ยวย่น ร่ายรำไปก็มองคนป่วยแลบลิ้นเลียรอบปากตลอดเวลา ส่วนคนป่วยก็มีอาการกลัวจนลนลาน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดผวา

ตลอดการร่ายรำ ผู้เฒ่าใช้สายตาหันมามองผู้คนที่นั่งรายล้อมรอบคนป่วย สลับกับมองคนป่วยไปมา แต่ที่ทำให้เรายืนอยู่ต่อไปไม่ได้คือ แกร่ายรำฟ้อนแล้วหันมาสบตากับเด็กอย่างเราแบบจ้องเขม็ง แล้วแสยะยิ้มโดยที่ปากและฟันแดงไปด้วยคราบเลืoดไก่ เรารีบหลบตาหนี ตัวสั่นขาสั่นด้วยความกลัวสุดขีด รีบกระตุกแขนพี่ๆ ที่พามาให้พากลับทันที

เรารีบจ้ำกลับบ้านโดยไม่พูดอะไรกับใคร พร้อมกับภาพที่ติดตาและนอนฝันร้ายทั้งคืนจนจับไข้อยู่หลายวัน เรากลัวป้ากับลุงจะพาไปรักษากับปอบผีฟ้า เราลงทุนอ้อนวอนและขอร้องให้แม่พากลับบ้านที่กรุงเทพฯ

เราเพิ่งมารู้ตอนจะกลับว่า อุ้ยนางนั้นเป็น ปอบผีฟ้า แกมีหน้าที่ประมาณว่าติดต่อเบื้องบนได้ มีพลังอำนาจวิเศษสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้านสมัยนั้นได้แบบครอบจักรวาล ในการรักษาแต่ละครั้งชาวบ้านต้องมีเครื่องเซ่นสังเวยเป็นของสดๆ ดิบๆ ซึ่งปอบผีฟ้าชอบ วันดีคืนดีก็มีสัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ล้มตๅย เครื่องในหายเกลี้ยง แต่ชาวบ้านก็รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร กลางค่ำกลางคืนจึงรีบพากันเข้านอนแต่หัววัน ห้ามไม่ให้ลูกหลานออกไปไหน ส่วนเราไม่ได้สนใจติดตามต่อว่าคนเจ็บคนป่วยจะหายหรือจะโดนควักไส้ควักตับกิน เพราะกลัวและก็เด็กมาก แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นมันทำให้เรากลัวผี โดยเฉพาะ “ผีปอบ” แบบฝังใจจนถึงทุกวันนี้

เรื่องเล่าจากคุณ อัศรัสกร ทางอินบ็อกซ์แฟนเพจ คลังสยอง ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!