เรื่องเล่าของปู่มี ตอนที่ 2 “ผีแขกขายมุ้ง”

ความเดิมตอนที่แล้ว เรื่องเล่าของปู่มี ตอนที่ 1

คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาบังคนหนึ่งเป็นแขกขาวครับ มีอาชีพขายมุ้ง ชื่อว่า คาลิบ ประมาณนั้นครับที่จำได้ เพราะฟังสำเนียงเขาไม่ออกเวลาพูดชื่อตัวเอง แต่แกพูดไทยชัด อยู่เมืองไทยหลายปีแล้วจากที่แกเล่าให้คนอื่นฟัง เมื่อก่อนแกอยู่ที่ไหนไม่ทราบได้ มาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ๆ ก็มาขออาศัยที่ห้องเช่าท้ายตลาดของยายประนอม เพื่อนในแก๊งของยายผมเอง ยายผมเรียกแขกคนนี้ว่าไอ้กระติ๊บ คนอื่นๆ ก็พากันเรียกตามยายผม

อย่างที่บอกครับบังกระติ๊บมีอาชีพขายมุ้ง แต่ไม่ได้ขายมุ้ง… ใช่ครับ แกขายมุ้งบังหน้า อาชีพหลักจริงๆ ของแกก็คือคนทำของ คนเล่นกลอะไรซักอย่าง ที่ชอบไปตามหมู่บ้านในต่างจังหวัดครับ ให้คนมาดูดวง ผมเคยเห็นตอนบังมาอยู่ใหม่ๆ เคยมาดูดวงที่บ้านยายผม ตอนบ่ายๆ ถ้ายายไม่ได้ไปวัดจะมีแก๊งยายๆ ในหมู่บ้านมาตั้งวงเคี้ยวหมากกัน เพราะบ้านยายผมปลูกพลู พวกคนแก่ก็จะหิ้วหมากมาเอง แล้วมากินพลูฟรีที่บ้านยาย แก๊งยายๆ ชอบเข้าวัดครับ ถือศีลวันพระอะไรแบบนี้ เรื่องดูดวงพวกแกจะไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก เพราะหลวงตาจะห้ามอยู่บ่อยๆ

บังมาอยู่ใหม่ก็มาดูดวงให้แก๊งยายๆ ครั้งแรกก็ว่าจะดูให้ฟรี จากที่ไม่ค่อยสนใจแก๊งยายๆ ได้ยินว่าฟรีก็เอาซิครับ เหมือนสาวๆ สมัยนี้เห็นของ SALE การดูดวงของบังกระติ๊บก็ไปเรื่อยครับ ขอวันเกิดมาทำนาย มีเล่นกลให้ยายฉีกกระดาษเป็นสามชิ้น แล้วก็รับไปร่ายมนต์ให้กระดาษติดกัน แล้วเอากระดาษมาเขียนเลขสิบตัวอย่าให้ใครเห็น แล้วบังแกจะทายโดยใช้ตาทิพย์ดูว่ายายเขียนเลขอะไรบ้าง เป็นต้น

ไปๆ มาๆ ก็หลอกยายว่าจะให้หวยให้เลขถ้ามีค่าครูค่าวิชา พวกยายๆ ก็สนใจถามไปว่าเท่าไร แกก็บอกยายว่า ห้าพันบาท! เท่านั้นแหละครับ ยายเอาตะไกรเชี่ยนหมากตีหัวแล้วด่า

“โคตรแม่มึงเอ้ย! กูซื้อหวยห้าบาท จะเอาค่าครูห้าพัน!”

ผมนั่งดูอยู่ขำจะเป็นจะตๅย ตั้งแต่วันนั้นมาบังกระติ๊บก็ไม่กล้ามาบ้านยายอีก แต่จะตระเวนหลอกคนไปเรื่อยๆ ตามหมู่บ้านหรือต่างจังหวัดไกลๆ ไม่มาดูให้คนในหมู่บ้านอีก

…หลังจากบังกระติ๊บมาอยู่ได้เกือบปีนึง แกก็ตๅย!

ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไร แต่นอนหลับแล้วตๅยไปเฉยๆ ยายผมบอกว่าไหลตๅย ทีนี้ก็มีปัญหาเพราะไม่รู้ว่าบังเป็นคนศาสนาอะไร คิดว่าไม่น่าจะใช่อิสลาม เพราะแกกินหมูด้วย บางทีก็ไปกระดกเหล้ๅตามซุ้มยาดอง ไม่มีใครรู้ประวัติแก ญาติพี่น้องแกก็ไม่รู้จัก สุดท้ายไปไหนไม่รอดก็ต้องเอามาที่วัด เผอิญว่าช่วงนั้นคนสำคัญในวัดไม่มีใครอยู่ ยายบอกว่าเจ้าอาวาสลงไปกรุงเทพไปรับสมณศักดิ์พระเปรียญ หลวงตาสีก็ไปด้วย และที่สำคัญปู่มีพระเอกของเรื่องก็ไปด้วยเพราะหลวงตาให้ไปถือเงิน การเดินทางก็คือ นั่งรถไฟไปครับ

ไม่รู้จะไปนานเท่าไร มีการเชิญลุงสัปเหร่อจากต่างอำเภอมาทำศwให้ แต่ลุงสัปเหร่อเมามาไม่ได้ เลยส่งหลานชายมาแทน หลานชายแกก็ดี๊ดี มาเอาบังกระติ๊บใส่โลงให้เฉยๆ แล้วก็กลับ พ่อใหญ่แม่ใหญ่คนเฒ่าคนแก่ก็ไม่รู้จะจัดการยังไง เลยเอาไปเผาที่เชิงตะกอนท้ายวัด (ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างเมรุ) บังตๅยเช้า เผาเย็น

เช้ามาไปดู ปรากฏว่า ไม่ไหม้ครับเป็นตัวดำๆ ทั้งตัว ก็เผาใหม่ เช้าวันที่สองมาดูไม่ไหม้อีก เขาก็เลยพูดว่าบังคงเป็นคนศาสนาอื่นเผาก็เลยไม่ยอมไหม้ งั้นฝังเลยแล้วกัน

เย็นวันที่สองเลยเอาบังไปฝังไว้ป่าช้าท้ายวัด ห่างจากกุฎีที่ปู่มีอยู่ไม่ไกลนัก วันที่สามหลังจากเอาบังกระติ๊บไปไว้วัด ยายประนอมเจ้าของห้องเช่าก็จำเป็นต้องขนของบังแกไปทิ้งเพื่อจัดการพื้นที่ คนในหมู่บ้านก็ไปช่วยกันหลายคน ทีนี้ของที่จะขนไปทิ้งมีมุ้งอยู่เกือบ 10 หลังที่บังแกขาย (แต่ก็ไม่ได้ขายอะนะ) สภาพยังดีอยู่จะทิ้งก็เสียดาย ชาวบ้านเลยไหว้บังแล้วบอกขอมุ้งไปใช้ แต่ยายผมไม่เอาแกว่ามุ้งเรายังดีอยู่ ผมน่ะอยากได้เพราะมุ้งที่ยายว่ายังดีอยู่ แกเอายางถุงแกงมามัด ผมนับได้เกือบ 30 จุกเห็นจะได้ แน่นอนครับทุกคนคงจะเดาต่อไปได้

…แล้วบังแกก็มาทวงมุ้งของแกคืน!

คืนวันที่สามที่บังตๅย ทุกคนได้สมบัติของบังกระติ๊บ คือมุ้งไปครอบครองคิดว่าจะได้นอนเป็นสุข แต่เปล่าเลย รายแรกที่โดนคือ ลุงอี๊ด ช่างตัดผม ก็มีหลายรายที่โดนแหละ แต่ผมจำได้แค่ลุงอี๊ดคนเดียว

ลุงอี๊ดเป็นหนุ่มโสดหนุ่มใหญ่ อาศัยอยู่คนเดียว แกเล่าว่าได้มุ้งใหม่มาแกก็ม้วนมุ้งเก่าเตรียมจะเผาไฟทิ้งตอนเช้า แล้วกางมุ้งใหม่ทันทีไม่ต้องซักเพราะอยู่ในถุงพลาสติก ตั้งใจนอนตั้งแต่หัวค่ำกับมุ้งใหม่ ซักเที่ยงคืนตีหนึ่งได้ รู้สึกว่ามีคนอยู่นอกมุ้งกระซิบเบาๆ ว่า

เล็มหนวดให้หน่อย…

แกนึกว่าแกฝันไปเลยตอบไปว่า “มาตัดอะไรตอนนี้ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” เสียงนั้นก็พูดซ้ำอยู่หลายครั้งว่า

เล็มหนวดหน่อย… ตัดหน่อยหนวดยาวแล้ว…

จนลุงอี๊ดรำคาญ เลยพูดไปว่า “งั้นเอาหนวดเข้ามาในมุ้ง กูจะตัดให้”

เท่านั้นแหละครับ แกสะดุ้งตื่นเพราะจำได้ว่าคนที่บอกว่า เล็มหนวดให้หน่อย ตัดหนวดให้หน่อย จะมีบังกระติ๊บคนเดียวที่มาใช้บริการ คนอื่นๆ เขาจะโกนหนวดกันเองมาตัดแต่ผม

พอแกรู้สึกตัว แกบอกว่ารูเล็กๆ ตามมุ้งด้านปลายเท้ามีเส้นหนวดยาวโผล่เข้ามาแทบทุกรู เข้ามาเกือบครึ่งมุ้ง พยายามจะมาสะกิดตัวแก แกก็แหกปากร้องลั่นเลย

“กลัวแล้วๆๆๆ!!”

พลางก็นึกถึงหลวงตาขอให้ช่วย พอนึกได้อย่างนั้นหนวดก็หดกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่จบแค่นั้นครับ แกบอกว่าบังกระติ๊บเอาหน้ามาแนบมุ้งแล้วดันหน้าเข้ามา แต่มาแค่หัวนะครับ แล้วแลบลิ้นยาวๆ เลียมุ้งไปรอบๆ ปากก็บอกว่า

“มุ้งฉัน… ถ้าไม่เอามาคืน หลวงตาก็ช่วยได้แค่คืนนี้แหละ…”

เช้ามาลุงอี๊ดเลยต้องเอามุ้งไปคืนที่ห้องเช่าท้ายตลาด

วันนั้นวันเสาร์ผมไปตลาดให้ยายพอดี เห็นลุงอี๊ดแกร้องไห้อยู่กลางตลาด แต่ไม่ได้สนใจนึกว่าแกเมา บ่ายๆ มาลุงอี๊ดก็มาหายายที่บ้านกับแก๊งคนเฒ่าคนแก่ ผมนึกขำแกในใจว่าเมื่อเช้าแกยังผมดกปกไหล่ ทำไมบ่ายมาลุงอี๊ดตัดผมทรงแปลกๆ จนยายบอกว่า “แหม่…หัวโกร๋นเลยนะ” แกเล่าเรื่องโดนผีหลอกให้ยายกับคนแก่ฟัง ผมถึงเข้าใจว่าลุงอี๊ดแกผมร่วงเพราะโดนผีหลอก

คืนที่สี่ที่ห้าก็มีคนโดนทำนองเดียวกันจนต้องเอามุ้งไปคืน แต่ไม่หยุดแค่นั้น มีคนบอกว่าบังกระติ๊บถึงกับมาเดินให้เห็นตัวเป็นๆ เลย มาซุ้มยาดอง มาขอแบบเดิมจนซุ้มยาดองต้องปิดหนี แต่ก็มีคนเจอไม่มากนัก คนเชื่อก็มีเพราะโดนกับตัวเอง คนไม่เชื่อก็มีเพราะไม่เห็น ผมก็ไม่เห็นเลยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ฟังๆ ไปเพราะสนุกดี

ย้อนกลับไปก่อนบังกระติ๊บตๅยได้ไม่นานนัก พอดีว่ายายผมเวลาอยู่ว่างๆ แกก็จะทำสวนทำไรครับ ปลูกข้าวโพด ปลูกสะระแหน่ ปลูกบวบ ก่อนที่จะปลูกบวบมันมีเหตุครับ คือยายลงข้าวโพดไว้กำลังขึ้นงามๆ ผมยังเด็กๆ ก็ไปโรงเรียน ครูสอนว่ากลับบ้านมาให้ช่วยผู้ปกครองทำงานบ้าน ผมก็กลับมาบอกยายว่าครูให้ช่วย ยายก็ยุ่งๆ ทำกับข้าวครับ ไม่มีเวลาสอนผมทำอะไร แกก็บอกว่าถ้าอยากช่วยก็ไปถอนหญ้าในไร่ให้หน่อย ผมก็ไป

พอดีด้วยความที่เป็นเด็ก แยกไม่ออกว่าอันไหนหญ้า อันไหนต้นข้าวโพดที่กำลังขึ้น ก็ถอนหมดเกือบสิบแปลงได้ ยายมาเห็นลมแทบจับ ไล่ตีผมแทบตๅย สรุปว่าข้าวโพดกำลังขึ้นงามๆ ก็บรรลัยหมด ยายเลยต้องลงบวบแทน พอบวบกำลังขึ้นงามๆ มันจะเป็นเถาๆ ใช่ไหมครับ ก็ต้องทำนั่งร้านให้เถาบวบขึ้นไปพัน พอมันออกลูกมันก็ห้อยลงมา ยายก็จะเอาถุงทราย ขวดกระทิงแดงไปผูกให้ลูกมันยาวๆ จะได้ขายได้ราคาดีๆ

บังกระติ๊บก็มาตๅยช่วงนั้นพอดี จำได้ไหมครับที่บอกว่าเอาไปฝังในป่าช้าท้ายวัด หลังจากลุงอี๊ดโดนดีมาสองสามวัน ยายก็จะทำนั่งร้านปลูกบวบก็ต้องตัดไม้ แกก็แบกอีโต้ไปตัดไม้ริ้มรั้วนอกเขตวัดแถวๆ ท้ายป่าช้าที่บังกระติ๊บถูกฝังไว้ ไม้ที่ตัดก็เป็นต้นกระถินที่ฝักเขียวๆ แบบยืนต้นนะครับ ไม่ใช่กระถินต้นเล็กๆ

ซักห้าโมงหกโมงได้ ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาวก็จะมืดไว แกตัดเสร็จก็ผูกเป็นมัดๆ กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาเอา ตอนที่แกเตรียมตัวจะกลับแกเล่าให้คนอื่นฟังว่า ต้นไม้ท้ายวัดมันจะสูงๆ แกอยู่นอกวัด ไม้ที่ตัดก็เป็นไม้ป่านอกเขตวัด (ไม้ในวัดเขาจะไม่เอา) มองข้ามรั้ววัดไปก็เป็นป่าช้า แกเห็นยอดไม้ต้นนึงใกล้ๆ หลุมบังกระติ๊บมันสั่นๆ ต้นอื่นไม่สั่น นึกแปลกใจก็เลยมองขึ้นไปนึกว่างู

ช่วงนั้นใกล้มืดพอดี แกว่าเห็นเป็นร่างคนเอาขาเกี่ยวกิ่งไม้ห้อยหัวลงมา! แล้วขย่มๆ ใบไม้ก็ร่วงเต็ม เห็นแค่นั้นก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คน แต่ยายเป็นคนไม่กลัวผี แกก็ยืนดูซิว่ามันจะทำอะไร พอร่างนั้นเหมือนจะเห็นว่ายายยืนดู มันก็กระโดดแบบห้อยหัว แต่เอาขาเกี่ยวแทนมือ ข้ามต้นไม้มาทีละต้นๆ ใกล้ๆ เกือบจะใกล้ยาย แต่มันกระโดดข้ามเขตกำแพงวัดไม่ได้เลยหล่นลงมาที่พื้น ยายจากที่ไม่ค่อยกลัวก็หวั่นๆ อยู่บ้าง (ฟังจากน้ำเสียงที่แกเล่า) แล้วไอ้เงาที่ว่ามันก็ปีนกลับขึ้นไปใหม่ แต่มันไม่ได้ปีนแบบคนปกติปีนต้นไม่กัน ยายว่ามันเดินเอาเท้าเหยียบลำต้นต้นไม้ กางแขนออกแล้วเดินตั้งฉากขึ้นต้นไม้ไป แกเห็นมันโชว์ขนาดนั้นแกก็รีบกลับบ้านเลยครับ

วันต่อมาแกก็เล่าให้เพื่อนๆ แกฟัง ผมก็นั่งฟังด้วย แกว่าไอ้กระติ๊บมันหลอกแก! ผมฟังดูอาจไม่ใช่บังกระติ๊บก็ได้ ป่าช้าฝังคนมาเท่าไรๆ บังกระติ๊บอาจเป็นแพะรับบาป อีกอย่างบังกระติ๊บกลัวยายยังกะอะไรดี ไม่น่ากล้ามาหลอกยาย พอเล่าเสร็จผมก็เป็นคนปากไว ก็เลยถามยายไปว่า (ผมเรียกยายว่าแม่)

“แม่ๆ แล้วมีดอีโต้ไม่ได้เอากลับมาหรือ”

คนแก่ทั้งวงเงียบกริบ… ยายหันมามองผมช้าๆ เช็ดน้ำหมากนิดๆ ผมเห็นยายแมวเพื่อนยายยกมือจุ๊ๆ อยู่ข้างหลังยาย รู้สึกแปลกๆ นิดๆ แล้วยายก็บอกว่า

“เออ…กูลืม ไปเอาให้หน่อย”

บรรลัยเกิด! ความซวยมาตกที่ผมทันใด แต่ผมมันเป็นคนกลัวผีชนิดกลัวสุดๆ ผมก็ไม่ยอมไป ผมก็เลยไปจ้างไอ้โทนเพื่อนกันที่เป็นเด็กวัดให้ไปเอาให้ มันก็ดี๊ดี 5 บาทก็ไปเอาให้

สรุปว่าวันต่อมาไอ้โทนก็โดนบังกระติ๊บหลอก เขาเล่าว่าบังกระติ๊บลุกมาจากหลุมวิ่งไล่จับไอ้โทน แต่ผมก็ฟังเขาเล่ามา ไม่ได้ฟังจากปากมันเองว่าจริงขนาดนั้นไหม ชาวบ้านก็งี้แหละครับ เรื่องบางเรื่องเริ่มต้น 10 เล่าต่อกันไปๆ มาๆ 100 ถ้าไม่ได้ฟังจากเจ้าตัวก็เชื่อยาก แต่กรณีนี้น่าจะจริงอยู่บ้าง เพราะไอ้โทนมันไม่คุยกับผมนานเลย (ตอนหลังก็มาเล่นด้วยกันเหมือนเดิมแต่ก็ลืมถามมัน) สรุปมีดอีโต้ยายก็ไม่ได้กลับคืน เพราะยายก็ไม่ยอมไปเอาเหมือนกัน นั่งร้านบวบก็เลยต้องใช้ท่อ PVC แทนไม้กระถิน

สองอาทิตย์ผ่านไป เหตุการณ์ก็น่าจะบานปลายกว่านี้ แต่ปู่มีดันกลับมาซะก่อน หลวงตาบอกให้แกกลับมาคนเดียว เจ้าอาวาสกับหลวงตาไม่ได้กลับมาด้วยเพราะมีงานต้องทำอยู่กรุงเทพฯ

ปู่มีกลับมาแบบเงียบๆ แกกลับมาก็ทำกิจวัตรตามปกติของแก แต่ว่าวัดทั้งวัดเกือบไม่มีคนอยู่ พระหลวงน้า หลวงพี่ รวมถึงพระบวชใหม่ที่อยู่ในวัดก็กลับไปอยู่บ้านญาติบ้างหรือไปอยู่วัดอื่นที่ไกลออกไป เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงเข้าพรรษา ไม่งั้นท่านคงจะแย่เพราะไปค้างคืนที่อื่นไม่ได้ ถ้ามองตามความเป็นจริงพระในวัดก็เป็นคนเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ ท่านคงจะกลัวอยู่บ้างเนื่องจากพระผู้ใหญ่ในวัดที่คอยอบรมสั่งสอนดูแลไม่อยู่ทั้งสองรูป

ปู่มีตื่นตีห้าเตรียมรถเข็นตามพระไปบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ตามปกติ แต่แกมาคนเดียว เพราะพระท่านต่างก็กลับไปอยู่ไปฉันที่บ้านญาติของท่าน ปู่คงคิดว่าตัวเองสายตามพระไม่ทัน แกก็เข็นรถมาในหมู่บ้านคนเดียว พอชาวบ้านเห็นแกเท่านั้นแหละ ก็มารุมมาฟ้องแกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วย ดูท่าทางแกขำๆ อยู่ไม่น้อย

“มิน่าล่ะ พระถึงหายทั้งวัด หมาก็หายหมด” เมื่อสืบสาวราวเรื่องเสร็จแล้ว เที่ยงๆ แกก็พาคนในหมู่บ้านไปที่หลุมของบังกระติ๊บ

ปู่มีว่าที่ชาวบ้านเอาบังกระติ๊บมาฝังในป่าช้าโดยไม่ได้ทำพิธีให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น เพราะไม่มีสัปเหร่อมาฝังให้ ชาวบ้านเลยต้องทำกันเอง บังกระติ๊บจึงไม่ได้อยู่ในความดูแลของนายป่าช้าที่จะคอยควบคุมดูแลได้ ต้องให้ญาติมาบอกกับคุณตาคุณยายด้วย (คือใครก็ไม่รู้ขอข้ามจำไม่ได้) แล้วถึงฝังจึงจะถูกต้องตามหลักการ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า บังกระติ๊บไม่มีญาติ ปู่แกก็ไม่ว่าอะไรให้ชาวบ้านช่วยกันขุดโลงขึ้นมา แล้วบอกว่าถ้าบังกระติ๊บมันลุกขึ้นมาเพ่นพ่านง่ายๆ ก็จับมันฝังคว่ำหน้าซะก็สิ้นเรื่อง

…สรุปก็คือ เอาโลงบังกระติ๊บฝังคว่ำหน้าลงดิน รอจนกว่าจะหาญาติมาทำพิธีได้

คืนนั้นบังก็ทำเรื่องครับ ไม่ได้เกรงกลัวบารมีของปู่เลย คือหลุมที่ฝังบังอยู่ไม่ห่างจากกุฏิพระที่ปู่มีแกอยู่นัก ประมาณ 50 เมตรได้ เป็นกุฏิไม้เก่าๆ ลุงอี๊ดเจ้าเก่า มาเรียกยายผมแต่เช้าให้ไปดูปู่มี ยายก็คิดว่าปู่เป็นอะไรเลยรีบพาผมไปดู พากันไปป่าช้าท้ายวัดที่ปู่มีอยู่

สภาพที่เจอนะครับ ปู่ไม่เป็นอะไรนั่งกินหมากที่แคร่สบายใจ แต่ที่ลุงอี๊ดตกใจจนต้องมาเรียกยายผมไปดูก็คือ กุฏิที่ปู่อยู่มันพังลงมาแถบนึง พังยับเลย มีโลงศwอยู่ข้างๆ เอาเสื่อแดงๆ ของวัดคลุมไว้สองผืน แต่พอมองเห็นว่าเป็นโลงศw (ตอนแรกผมนึกว่าคนตๅยมาใหม่) ยายก็ถามปู่ว่าเป็นอะไรยังไง ปู่บอกว่า

“มันเล่นกูแล้ว กูประมาทไป ดูนั่นซี! ไอ้ห่ๅบังมันขุดดินมาถอดเสาเรือนกู” แกว่าพลางชี้นิ้วไปที่หลุมศwบังกระติ๊บห่างไปหน่อยๆ

ผมมองไปตามที่แกชี้ จริงอย่างว่า มันเป็นรอยคล้ายทางเดินตามป่าที่รกๆ อะครับ แล้วถ้าเราเดินบ่อยๆ หญ้ามันจะตๅย จะแหวกเป็นทางเดินให้ แต่รอยมันใหม่ๆ เหมือนรอยถางหญ้ามากกว่า มีดินกระจุยกระจายรอบๆ ทาง แต่เหมือนถูกกลบๆ ฝังๆ ไปบ้างแล้ว ยายถามว่ามันขนาดนี้แล้วปู่ทำยังไงต่อดีละ ปู่บอกว่าขอนอนคิดซักคืน ไม่รีบไม่ร้อนเพราะต้องทำให้เรียบร้อย ยายก็บอกว่ากุฏิพังให้ปู่ไปนอนที่บ้านลุงอี๊ดก็ได้ ปู่ตอบทันทีเลย

“มันพังเรือนกู กูก็จะนอนที่เรือนมัน”

ผมไม่ได้อยู่ฟังต่อเพราะไปโรงเรียนซะก่อน ลุงอี๊ดขี่มอไซค์ออกมาส่งที่บ้าน ให้แต่งตัวแล้วไปส่งที่โรงเรียน ตอนเย็นๆ ยายมาเล่าให้แก๊งคนแก่ที่มาชุมนุมกันที่บ้านยายฟังถึงเรื่องเมื่อเช้า พอเล่าจบก็มีคนถามว่า แล้วคืนนี้ปู่มีแกจะไปอยู่ไหน อยู่ที่ศาลาเหรอ ยายตอบว่าปู่แกเอาเสื่อมาปูแล้วก็ “นอนบนโลงของบังกระติ๊บ” ผมนึกย้อนไปเมื่อเช้าวันนั้น เหตุการณ์มันปะติดปะต่อกันพอดี มันพังเรือนกู กูก็จะนอนที่เรือนมัน โลงศwที่เห็นนั่นก็คงเป็นโลงของบังกระติ๊บ ปู่มีแกคงไปขุดขึ้นมา มิน่าล่ะ…

เช้าวันต่อมา คนก็พากันไปวัดแต่เช้า ฟังปู่มีจัดการเรื่อง มีคนถามว่าปู่นอนบนโลงมัน มันไม่หลอกเอาเหรอ

“ประสาอะไรแค่นี้ หนักกว่านี้ยังเคย” ปู่แกว่า “ต้องหาญาติมันบอกกล่าวนายป่าช้าวิธีเดียว แต่ญาติมันไม่มีนี่ซี งั้นมีใครอาสาเป็นญาติมันไหมล่ะ ใครที่มันสนิทด้วยที่สุด”

พอปู่มีพูดจบ ทุกคนก็มองไปที่ยายประนอม เจ้าของห้องเช่าที่บังกระติ๊บเคยอยู่ ปู่แกหัวเราะลั่น

“เออ อีนอมก็ดีเหมือนกัน บ้านก็ให้มันอยู่ ข้าวก็ให้มันกิน คงเหมือนญาติมันนั่นแหละ”

ยายประนอมเลยได้เป็นญาติของบังกระติ๊บไปโดยปริยาย ได้ยินแกบ่นหน่อยๆ ว่าผีก็โดนหลอก เสียตังก็ต้องเสียอีก ซวยจริงๆ

ปู่ให้ยายประนอมจัดเครื่องไหว้ในแบบที่เขาทำพิธี แล้วมาบอกกล่าวที่วัด ผมก็ไปดูด้วยตอนเขาทำ พิธีไหว้ก็เรียบร้อยไม่มีอะไร หลังไหว้เสร็จบอกกล่าวเสร็จก็มีการเปิดโลง แต่ศwไม่น่ากลัวเพราะศwแห้งๆ และเป็นสีดำ เนื่องจากการเผามาก่อน แต่ก็พอมองออกว่าเป็นรูปร่างคน แล้วปู่แกก็เอาสิ่วกับค้อนเจาะส่วนหัวของบังกระติ๊บออกมา นึกภาพเหมือนหนังแม่นาคอ่ะครับ แต่ไม่ได้เจาะหน้าผาก แกเจาะเอาตรงกลางกระหม่อมออกมา แล้วเก็บใส่ย่ามไว้ แกจะเอาไปทำอะไรอันนี้ผมไม่ทราบเพราะไม่ได้ติดตามต่อ ด้วยความเป็นเด็กก็ลืมไป พึ่งนึกได้ก็ตอนที่มาเล่านี่แหละครับ จากนั้นก็ฝังโลงบังกระติ๊บตามปกติ

ปู่มีแกเอาของไหว้ไปกินเฉย ไอ้พวกผมเด็กๆ ก็รอกิน หัวหมู ขนมต้ม ขนมถ้วยฟู อะไรงี้ แต่สุดท้ายก็อดกิน ซึ่งปกติปู่แกจะใจดีแบ่งขนมให้เด็กๆ หลังพระฉันเสร็จ แต่คราวนี้ไม่แบ่ง เรื่องราวของบังกระติ๊บก็เงียบหายไป พระก็กลับมาอยู่ที่วัดเหมือนเดิม

สักระยะหนึ่ง ผมนึกถึงวันนั้นได้ว่าโมโหปู่ที่แกไม่แบ่งขนมให้ ก็เลยเปรยๆ บ่นให้ยายฟัง ยายก็บอกว่าของนั้นเขาให้นายป่าช้ากิน ผมก็ว่าแล้วไง ทำไมปู่ได้กิน ยายด่าเลย

“อย่าเสียงดังไปซีไอ่นาย ก็ปู่มีนั่นแหละนายป่าช้า!”

ผมไม่เข้าใจความหมายหรอกตอนนั้นว่านายป่าช้าคืออะไร นึกว่านายป่าช้าคือเจ้าของป่าช้าเหมือนนายทุนเป็นเจ้าของเงินเยอะๆ ไรงี้ พอมาทราบตอนหลังเขาเล่าให้ฟังว่า นายป่าช้าหมายถึงหัวหน้าผี แล้วต้องเป็นผีด้วย ผมก็ขนลุกพอสมควร แต่ปู่มีไม่ใช่ผีหนิ จะเป็นนายป่าช้าได้ไง หรือแกอาจเป็นจริงๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้…

เรื่องราวในครั้งนี้ถึงจะผ่านมาสิบกว่าปีเกือบยี่สิบปี ผมขออุทิศให้ปู่มีทั้งหมด หากจำผิดพลาดไม่ตรงกับความจริงหรือล่วงเกินปู่ ผมต้องขอขมาปู่ด้วยครับ ภาพของปู่ที่ใจดีกับเด็กๆ ผมยังจำได้ไม่ลืม ขอบคุณปู่ที่ดูแลเด็กๆตลอดมา ขอบคุณครับ จากไอ่นายของปู่

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ หากท่านใดไม่เชื่อหรือคิดว่าเป็นเรื่องงมงายก็ต้องขออภัย ขอให้รับฟังเพื่อความสนุกความบันเทิงก็ได้ครับ หากมีโอกาสผมจะนำเรื่องแปลกๆ จากประสบการณ์จริงมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ ขอบคุณครับ

ขอขอบคุณที่มา: พันทิปดอทคอม

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!