กระทงเซ่นผีตรงทางสามแพร่ง – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเราเรียนอยู่ชั้นมัธยม มันเป็นช่วงเวลาปิดเทอม พวกเราตกลงกันว่าจะไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม ที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พวกเราเดินทางกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ ทั้งหมด 12 คน เมื่อสะพายเป้เดินทางไปถึง ก็มีพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนชาวบ้านแถวนั้น ยืนยิ้มร่า พวกเขามาต้อนรับพวกเรามากพอสมควร พวกเราซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเมื่อต่างสัมผัสได้ถึงความรู้สึกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า… ความจริงใจ ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ เรายกมือไหว้ทักทายทุกคนราวกับรู้จักมักคุ้นกับมาแต่ปางบรรพ์

จากนั้นพวกเราก็นั่งล้อมวงบนเสื่อกินข้าว มีอาหารไม่กี่อย่าง พื้นๆ แต่รสชาติโคตรอร่อยเหาะ กินกันไปพูดคุยสัพเพเหระ ถามตอบกันครึกครื้น ทำให้พวกเราได้รู้ว่าคนต่างจังหวัดนั้นใสซื่อและเข้ากับคนต่างถิ่นอย่างพวกเราได้เป็นอย่างดี

เมื่อกินอิ่ม พวกเรารีบเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมผ้าขาวม้าคาดพุง มือถือเคียวและสวมงอบบังแสงแดด ออกไปร่วมกับชาวบ้านเกี่ยวข้าวกันอย่างไม่กลัวความร้อนและความลำบาก ทุกคนก้มๆ เงยๆ อยู่ในแปลงข้าว ส่งเสียงพูดคุยหัวเราะดังไปทั่วคุ้ง นานๆ จะเงยหน้าขึ้นสูดอากาศสะอาดๆ เข้าปอด เบื้องหน้าล้อมรอบไปด้วยทุ่งข้าวออกรวง สีทองเหลืองอร่ามพริ้วไสวไปมาด้วยสายลม

เพลินจนบ่ายสามโมง ทุกคนเริ่มมีอาการคันยุกยิกจากการเกี่ยวข้าว พวกเราจึงได้พัก จากนั้นก็ชวนกันไปเล่นน้ำในคลองเป็นที่เฮฮาสนุกสนาน จนเย็นจึงถูกผู้ใหญ่ต้อนให้ขึ้นจากน้ำ เพราะทุกคนเล่นน้ำเล่นโคลนกันจนขึ้นหนวดเครา เขียวครึ้มไปทั้งหน้าทั้งตัว จนดำเหมือนน้องควายนั่นเอง

เมื่อกลับถึงบ้านก็แย่งกันอาบน้ำโอ่ง ผลัดเปลี่ยนผ้าผ่อน ประแป้งหน้าขาววอก กินข้าวและเตรียมไปเที่ยวงานวัด พวกเราจะได้ดูหนังกลางแปลงที่ไม่ได้ดูมานานแล้ว เมื่อได้เวลาใกล้งานเริ่ม พวกเราช่วยกันแบกเสื่อสาดเดินตามกันไปวัด เดินกันเป็นกิโลๆ บรรยากาศตอนกลางคืนนั้นเงียบสงัด เย็น เสียงหริ่งหรีดเรไรดังระงมไปทั่ว

เราเดินกันไปตามเพื่อนเจ้าถิ่น ผ่านบ้านคนที่ตั้งอยู่ห่างๆ แสงไฟสลัวเลือนลาง มีค้างคาวบินผ่านหน้าไปมาเป็นระยะ พวกเราเดินผ่านป่ารกครึ้ม เดินกันอยู่ดีดีเรารู้สึกเหมือนเห็นความเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างสีดำๆ สองฝั่งทั้งซ้ายและขวา ขยับก้าวไปพร้อมๆ พวกเราทุกครั้งที่เดิน สรรพเสียงต่างๆ หายไป มีแต่ความเย็นยะเยือกจับใจเข้ามาเกาะกุมความรู้สึกแทน

เราหยุดยืนทิ้งระยะห่าง เพื่อจะได้มองภาพในมุมที่กว้างขึ้น เฮ้ย! ขนหัวเราลุกพรึ่บและลามเลยจนทั่วร่าง ภาพที่เห็นคือ กลุ่มเพื่อนที่กำลังเดินอยู่เบื้องหน้านั้น กำลังเดินอยู่ตรงกลางระหว่างบางสิ่ง มันคือขา! และเจ้าของร่างนั้นต้องสูงมากๆ เราพยายามเพ่งมองอย่างหนัก ไล่จากขาดำๆ ด้านล่าง แหงนคอขึ้นไปมองฝ่าความมืด เรามองไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย นอกจากความดำมืด แต่เรารู้แก่ใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นคือ ผีเปรต! อย่างแน่นอน

ขาเราสั่นหมดแรงแทบเดินต่อไม่ไหว เพื่อนบางคนหันมาเรียก กวักมือให้เราเดินตามไวๆ เราจึงต้องฝืนเดินช้าๆ ทอดระยะห่าง หน้าตาเลิกลั่ก เหงื่อแตกซิกจนชุ่มโชกแผ่นหลัง ร้อนสลับหนาวอย่างคนเป็นไข้ แต่เราก็ไม่ได้เล่าหรือบอกอะไรใคร ฝืนลากสังขารจนมาถึงงานวัด ขาสูงๆ คู่นั้นก็อันตรธานหายไปอย่างเงียบๆ

เพื่อนๆ ต่างก็สนุกกันเต็มที่ ทั้งดูหนัง ปาโป่ง มหรสพต่างๆ มีแต่เราที่ไม่อยากเล่น ไม่อยากพูดคุย รู้สึกหมดสนุกไปตั้งนานแล้ว

เวลาล่วงเลยไปจนดึกราวตีสองกว่าๆ ทุกคนจึงชวนกันเดินกลับทางเดิม ชาวบ้านต่างแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ด้วยความง่วง เราไม่อยากเดินกลับทางเก่าจึงถามเพื่อนเจ้าถิ่นถึงเส้นทางกลับทางอื่น พวกเราตกลงใจกลับเส้นทางใหม่ซึ่งมันไกลกว่าเส้นตัดป่าเมื่อตอนขามา

พวกเราเดินตัดจากวัดออกถนนลูกรังแทน ถนนสายนั้นเปลี่ยว มืดสลัว ไร้รถรา มีบ้านคนตั้งเรียงรายในระยะห่างๆ ซึ่งดับไฟนอนกันหมดแล้ว มีเสาไฟฟ้าเก่าๆ ไฟดับบ้างติดบ้างตั้งอยู่ห่างๆ กัน พวกเราเดินกันไป เพื่อนเจ้าถิ่นก็เล่าเรื่องน่ากลัวที่เกิดในหมู่บ้านให้ฟัง ช่างเข้ากับบรรยากาศในตอนนั้นเสียจริงๆ คนที่ไม่อยากฟังก็จำเป็นจะต้องฟังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เดินกันไปสักพัก อยู่ๆ หมาเจ้ากรรมก็ส่งเสียงหอนอย่างน่าขนลุก ส่งประสานสอดรับกันมาเป็นทอดๆ ไล่ตั้งแต่ไกลจนมาถึงข้างทางตรงที่กลุ่มพวกเราเดินอยู่ ทุกคนหยุดเดินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็รีบจ้ำอ้าว แทบไม่มีใครพูดคุยอะไรกันหลังจากนั้น จะมีก็แต่เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่ตะโกนด่าหมาด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัด เพื่อนๆ บอกให้มันเงียบปากมันก็ไม่ฟัง กลับยิ่งตะโกนด่าท้าทายลามปามไปถึงสิ่งลี้ลับ จนพวกเราเริ่มหวาดกลัว ถึงอย่างนั้นเพื่อนชายคนนี้ก็ยังคงบ่นพึมพำพลางสลับตะโกนด่าอย่างไม่หยุดปาก

จนใกล้ถึงทางสามแยก เรามองไปเห็นมีคนจำนวนหนึ่งแต่งกายชุดสีดำ นั่งๆ ยืนๆ สุมหัวกันเป็นกลุ่ม เราแปลกใจจึงเอ่ยถามเพื่อนเจ้าถิ่นไปว่า คนกลุ่มนั้นเค้าทำอะไรกันดึกๆ ดื่นๆ เพื่อนเราทุกคนจึงหันไปมองตามทิศทางที่มือเราชี้ไป และทุกคนก็หันกลับมามองหน้าเราด้วยสีหน้างวยงง แล้วถามเรากลับมาว่า ใครที่ไหนเหรอ? ตอนนี้กลับเป็นเราที่งงแทน เหมือนทุกคนกำลังแสดงออกว่า ไม่มีใครเห็นอะไรเหมือนอย่างที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า

หมาเริ่มเห่าหอนส่งเสียงโหยหวนหนักยิ่งกว่าเดิม เรามองไปในทิศทางเดิม เฮ้ย! คนทั้งกลุ่มที่เห็นอยู่เป็นสิบหายไปไหน? วิ่งเร็วชะมัด! เรากวาดตามองไปมาซ้ำทั่วทั้งถนนสามแพร่ง เราไม่เห็นใครจริงๆ

พอเดินเข้าไปใกล้ตำแหน่งที่แรกเห็นคนทั้งกลุ่มเคยยืนอยู่ เราและเพื่อนๆ กลับเห็นกระทงเซ่นผีหลายใบ วางเรียงรายอยู่ตรงริมทางสามเเพร่ง กระทงแต่ละใบมีธูปสั้นยาวที่ดับสนิทแล้วปักอยู่บนกองอาหารคาวหวาน สภาพเก่าใหม่แตกต่างกันไป มีทั้งมดแมลงหนอนชอนไช ไต่ยั้วเยี้ยไปทั่ว

ไม่ทันไรก็ได้กลิ่นเหม็นบูดเน่าโชยมาเตะจมูก เรามั่นใจในสิ่งที่เห็น เราหันไปสบตาเพื่อนเจ้าถิ่นที่กำลังมองกลับมาที่เราด้วยสายตากังวล แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร อยู่ๆ ไอ้เพื่อนคนที่ด่าหมามันก็วิ่งตรงดิ่งเข้าไปเตะกระทงเซ่นผีและเหยียบจนแตกกระจายอย่างคึกคะนอง อาจเพราะโมโหหมาที่ส่งเสียงเห่าหอนด้วย

ทันใดนั้น! เราก็เห็นเป็นเงาสีดำทะมึนปรากฎขึ้นรายล้อมเพื่อนคนนั้นไว้ เราสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นเกินให้อภัยของเงาดำปริศนาเหล่านั้น เพื่อนคนอื่นพากันส่งเสียงห้ามปรามบอกให้มันหยุดและวิ่งเข้าไปห้าม… แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเห็นเหมือนอย่างที่เราเห็นเลยสักคน

เราพากันจ้ำอ้าวกลับบ้าน เมื่อถึงที่หมาย ต่างคนก็ต่างอาบน้ำเข้านอน เรานั่งสวดมนต์จนถึงบทพาหุงมหากา หมาเจ้ากรรมก็ส่งเสียงเห่าหอนขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงมันอยู่รอบบ้าน! เรารีบสวดมนต์ แผ่เมตตา จากนั้นก็รีบคลุมโปงเข้านอนในทันที แล้วก็ผล็อยหลับไปในที่สุด

ตอนเช้าเราตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเอะอะก็ลุกวิ่งไปดู เห็นสภาพเพื่อนผู้ชายที่เตะกระทงเมื่อคืนนี้ ดิ้นไปมาตาเหลือกอยู่ใต้ถุนบ้าน ที่หลับที่นอนกระจัดกระจายเป็นทาง พ่อแม่เพื่อนบอกว่าคงนอนดิ้นจนกลิ้งตกลงไปใต้ถุนบ้าน

พวกเพื่อนๆ ช่วยกันประคองมันขึ้นมา มันมีอาการจับไข้ตัวร้อนผะผ่าว น่าจะมีไข้สูงและเจ็บบริเวณขาทั้งสองข้างจนเดินเป๋ไปมา พอเปิดเสื้อมันขึ้นทุกคนเห็นรอยช้ำสีคล้ำม่วง ลักษณะคล้ายคนโดนกระทืบเต็มตัวมันไปหมด พวกเราตัดสินใจกลับบ้าน ไม่อยู่เที่ยวต่อเพราะห่วงอาการป่วยของเพื่อน

พวกเราพามันกลับบ้าน เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่มันฟังและก็ช่วยพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนอาการมันเริ่มดีขึ้น ทุกคนก็สบายใจที่อาการมันไม่หนักหนาสาหัสอย่างที่กลัว

เราใส่บาตรทุกเช้า กรวดน้ำให้ผีเปรตและเงาดำปริศนากลุ่มนั้น และไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลแทบทุกวัน วันนี้เราขอพระจากแม่ ลักษณะเป็นเข็มกลัดเอาไปให้เพื่อนที่โรงพยาบาล บอกให้มันกลัดเสื้อเอาไว้ พระจะได้คุ้มครอง มันยิ้มหน้าตาสดใส

เราคุยกับมันอีกพักใหญ่ จากนั้นก็ขอตัวกลับ ก่อนกลับเรายังบอกมันว่า วันที่มันจะออกจากโรงพยาบาลเราจะมารับมันด้วย เรารู้สึกละล้าละลังแปลกๆ แต่ยังหันไปยิ้มให้มันแล้วทำท่ามือบอกให้มัน สู้สู้!

คืนนั้นเราเข้านอนตามปกติ แล้วอยู่ๆ เราก็ได้ยินเหมือนเสียงคนเรียกชื่อ หมาที่เลี้ยงไว้เฝ้าสวนหอนดังขึ้นพร้อมกันเสียงดังขรม เราลืมตาตื่น ตั้งใจฟังให้แน่ใจอีกครั้ง ไม่ผิดแน่! เสียงเรียกชื่อเรา ช้าๆ ซ้ำๆ เราเหลือบตามองนาฬิกาตรงผนัง เป็นเวลาล่วงเข้าตีสามแล้ว

เราตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูระเบียงจากชั้นสอง เพื่อมองออกไปนอกบ้าน เราเห็นเพื่อนคนที่ป่วยยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ใบหน้ามันขาวซีด ถึงเรายืนอยู่ชั้นสองแต่ก็ยังเห็นหน้ามันและจำได้ชัดเจน เราตะโกนถามไปว่ามาได้ไง? ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมไม่รอเรากับเพื่อนๆ จะไปรับ? มันยืนนิ่งๆ จ้องมองมาทางเราแล้วยิ้ม จากนั้นก็โบกมือให้ มันพูดว่าขอบใจนะเพื่อน เราต้องไปก่อนแล้ว เรายืนงง แต่ถึงกระนั้นก็ยังยกมือโบกลาตอบกลับไป แถมยังบอกให้มันเดินทางดีๆ นะ

แล้วเราก็สะดุ้งตื่น! เพราะเสียงกริ่งโทรศัพท์ เราลุกขึ้นแล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ยังคงสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่?

เสียงแม่เรียกให้ไปรับโทรศัพท์ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มโทรมาว่า เพื่อนผู้ชายที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลเสียแล้ว ตอนราวๆ ตีสาม ได้ยินเขาบอกว่ามันนอนดิ้นทุรนทุรายไปมา ส่งเสียงโหยหวน ยกมือไหว้ขอชีวิตกับบางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น จนพ่อแม่ที่นอนเฝ้าไข้ตื่นขึ้นมา เห็นเหตุการณ์จึงรีบพุ่งเข้าไปรั้งตัวไว้ แต่ไม่ทัน… มันวิ่งพุ่งหลาวกระโดดลงมาจากตึกชั้นสาม ร่างกระแทกพื้น ขาทั้งสองข้างหักจนกระดูกแตกทะลุออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตรงลำตัวมีแต่รอยสีม่วงคล้ำเหมือนอย่างที่มันเคยเป็นเต็มไปหมด

เราและเพื่อนในกลุ่มรีบรุดไปโรงพยาบาล จัดแจงช่วยงานศพจนวันเผา ตอนที่ต้องเปิดโลงดูหน้าครั้งสุดท้ายเราไม่ได้ขึ้นไปเพราะกลัว ในขณะที่สัปเหร่อเข็นโลงศพเข้าไปในเมรุเผา เราเห็นเงาดำจำนวนมากยืนรายล้อมอยู่หน้าเตาเผานั้น ใจเรากลับคิดไปถึงกระทงเซ่นผีในคืนนั้น เพื่อนเราตๅยอย่างทรมๅนเพราะทำผิดพลาดไปล่วงเกินสิ่งที่มองไม่เห็น

เราขออุทิศเรื่องราวนี้ให้เป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน หากมีสิ่งใดที่เป็นบุญเป็นกุศล เราขออุทิศแด่เพื่อนที่จากไป ส่วนพวกคุณที่ยังอยู่ หากคุณไม่เชื่อ…ก็ขอจงอย่าลบหลู่

เรื่องเล่าจากคุณ อัศรัสกร ทางอินบ็อกซ์แฟนเพจ คลังสยอง ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!