“มึงใส่พระเหรอ!” อสุภะสยอง สภาพลำตัวบิดเบี้ยว

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน คุณปุ้ยนั้นอยู่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อาชีพคุณปุ้ยคือรับเล่นดนตรีเป็นแบ็คอัพให้กับศิลปิน เวลาเดินทางไปเล่นดนตรีก็จะเดินทางโดยรถตู้ มีทีมงานประจำอยู่ทั้งหมด 10 คน ซึ่งคุณปุ้ยและน้องอีกคนที่มีอายุน้อยสุดก็มักจะโดนให้นั่งข้างหลัง ทำให้เอนเบาะไปด้านหลังไม่ได้ จะค่อนข้างลำบากอยู่ไม่น้อยเวลาเดินทาง

เหตุการณ์ในครั้งนี้คุณปุ้ยต้องไปเล่นคอนเสิร์ตที่ภูเก็ต ออกเดินทางวันศุกร์ตอนเที่ยงๆ ระหว่างไป คุณปุ้ยก็นั่งหลังเอนหลังไม่ได้เหมือนอย่างเคย บวกกับนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนนั่งหลับไม่ได้ จะหลับไม่ค่อยลง

พอเดินทางถึงช่วงจังหวัด ตรัง-กระบี่ เวลาประมาณ 4 ทุ่มคุณปุ้ยเกิดปวดฉี่ คนขับรถตู้ก็จอดข้างทางให้ ตรงนั้นจะเป็นหญ้าเป็นป่า ไม่มีไฟ คุณปุ้ยก็ลงมาจากรถพร้อมกับคนอื่นๆ อีก 2-3 คน คุณปุ้ยก็เดินห่างออกจากตัวรถเข้าไปในพงหญ้า ด้วยความที่มันมืดมาก มองไม่เห็น คุณปุ้ยก็เหมือนจะเดินแล้วสะโพกไปชนอะไรเข้าสักอย่างจนหล่นเสียงดัง โครม! คุณปุ้ยรู้สึกว่าน่าจะเป็นไม้อะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมองไม่เห็น หลังจากเสร็จธุระก็กลับขึ้นรถไป

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง คุณปุ้ยก็สะลึมสะลือ ตรงนั้นเป็นถนนสองเลนสวนกัน คุณปุ้ยนั่งหลังสุดฝั่งขวา สายตาก็เหลือบไปเห็น… เห็นผู้หญิงนอนอยู่กลางถนน สภาพอุจาดเหมือนคนโดนรถชน คอหัก แขนหัก คุณปุ้ยตกใจมาก ชะโงกคอมองในรถก็เห็นคนอื่นๆ หลับกันไปหมดแล้ว คุณปุ้ยก็เลยถามพี่คนขับรถว่า

“พี่เอ! พี่เห็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่เห็นมีอะไรนะปุ้ย มีอะไรเหรอ?” พี่เอถามกลับ

คุณปุ้ยก็ตอบไปว่า ไม่มีๆ สงสัยตาฝาด แต่ก็ยังเก็บความสงสัยไว้ในใจอย่างเงียบๆ

ผ่านไปได้สักพักหนึ่งไม่ถึง 10 กิโลด้วยซ้ำ คุณปุ้ยก็เห็นอีก สภาพเธอที่อยู่กลางถนน ชุดเก่าๆ นอนอยู่ในสภาพเดิม คอหัก แขนบิดเบี้ยว คุณปุ้ยตกใจ สับสน งวยงงไปหมด เลยลองสะกิดน้องข้างๆ ที่นอนหลับอยู่แล้วบอกว่า

“เฮ้ย! เมื่อกี้พี่เห็นคนตๅยว่ะ”

“เฮ้ย! พี่พูดเป็นเล่น”

“จริงๆ เห็นสองครั้งแล้วเนี่ย”

“พี่นอนดีกว่าเชื่อผม พยายามข่มตาก็ได้ เห็นอะไรก็อย่าทักล่ะ”

“เออๆๆ”

จนเวลาผ่านไปอีกสักพัก ไม่ถึง 10 กิโลเหมือนเดิม คุณปุ้ยก็เห็นอีก แต่คราวนี้คุณปุ้ยเห็นจากระยะไกลเลยรีบสะกิดน้องให้ดู แต่น้องกลับมองไม่เห็นเหมือนอย่างที่คุณปุ้ยเห็น แต่รอบนี้ร่างนั้นกลับมองจ้องเขม็งผ่านกระจกเข้ามาหาคุณปุ้ย ในมือคุณปุ้ยตอนนี้กำหลวงปู่ทวดที่คล้องคออยู่ ปากสั่น มือสั่น สวดมนต์และภาวนาขอให้เดินทางปลอดภัย อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ ขอให้แคล้วคลาด หลังจากนั้นคุณปุ้ยก็ไม่เห็นเธอคนนั้นอีกเลยตลอดทาง

จนไปถึงโรงแรมที่ภูเก็ตประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ทีมงาน 10 คนก็แบ่งกัน 5 ห้อง ทั้งหมดอยู่ชั้น 3 คนอื่นๆ ระหว่างทางเขาก็ได้นอนกันหมดแล้ว พวกเขาเลยไปรวมตัวกันกินเหล้ๅอยู่ที่ห้องๆ หนึ่ง แต่คุณปุ้ยที่ไม่ได้นอนจึงมีอาการอ่อนเพลียเลยขอตัวไปนอนก่อน พอเปิดประตูห้องเข้าไปฝั่งซ้ายเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวาตู้เสื้อผ้า มีเตียง 2 เตียง ตามปกติห้องทั่วไป คุณปุ้ยก็เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปวางที่อีกเตียงหนึ่ง เพราะน้องคนนั้นก็ไปกินเหล้ๅด้วย พออาบน้ำเสร็จก็เข้านอน

พอจังหวะเคลิ้มๆ คุณปุ้ยได้ยินเสียงเหมือนคนมาเคาะห้อง ก๊อกๆ แต่เดินออกไปเปิดก็ไม่เจอใคร ระหว่างที่กำลังเดินกลับเตียง ก็ได้ยินเสียงเคาะอีก ก๊อกๆ

ตอนนั้นคุณปุ้ยคิดว่าเคาะห้องเราหรือเคาะห้องอื่น คุณปุ้ยจึงยืนรอฟัง แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ ประตู เสียงเคาะประตูก็ดังมา ก๊อกๆ เป็นห้องคุณปุ้ยแน่นอน ขนเริ่มลุก คุณปุ้ยเลยตัดสินใจส่องไปในตาแมว แต่คุณปุ้ยถึงกับต้องถอยผงะออกมา เพราะภาพที่เห็นคือ มีลูกตาแดงๆ มองในตาแมวสวนกลับมาเช่นกัน คุณปุ้ยเลยเปิดประตูสวนออกไป แต่ว่าไม่มีใครยืนอยู่ข้างนอก เงียบกริบ ตอนนั้นใจนึงก็อยากจะไปบอกพี่ๆ อีกใจก็กลัวบอกไปเขาจะว่าอะไรเราหรือเปล่า ก็เลยปิดประตู สวดมนต์ ขอเจ้าที่เจ้าทางแล้วล้มตัวลงนอน

พอเคลิ้มๆ กำลังจะหลับ ก็เริ่มหายใจไม่ออก ตัวเริ่มแข็ง พลัน! ก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตูเข้ามา เอี๊ยดดดด ซึ่งคุณปุ้ยมั่นใจว่าตัวเองล็อคประตูแล้ว ใส่สายยูด้วย คุณปุ้ยหรี่ตามองนิดนึงเหมือนแกล้งหลับ จะดูว่าใคร และภาพที่เห็นคือ ตรงมุมห้องน้ำ เห็นเป็นเงาผู้หญิงที่ร่างกายบิดเบี้ยว คอเบี้ยว แขนก็เบี้ยว โผล่ออกมาครึ่งตัว ซึ่งเหมือนกับที่คุณปุ้ยเห็นบนถนนตอนระหว่างทางไม่มีผิด สักพักก็มีเสียงพูดออกมาว่า

“มึงใส่พระเหรอ!!!”

พอพูดจบ ร่างนั้นก็ค่อยๆ ถอยกลับเข้าไปในมุมแล้วก็หายไป คุณปุ้ยรู้สึกตัวขยับได้ก็วิ่งไปห้องที่เขานั่งกินเหล้ๅกันอยู่ ก็ไปเล่าให้เขาฟัง แต่เขาไม่เชื่อ คิดว่าคุณปุ้ยเหนื่อย นอนน้อยเลยตาฝาด คิดไปเองหรือเปล่า ซึ่งคุณปุ้ยก็พูดอะไรมากไม่ได้ ก็เลยนั่งอยู่ในห้องนั้นจนตี 4 กว่าก็แยกย้ายกันไปนอน คุณปุ้ยเองนอนไม่หลับเลยเล่าให้น้องฟังถึงเหตุการณ์ที่พบเจอมา น้องก็บอกว่า “อย่าพูดอย่างนี้สิพี่ แล้วผมจะหลับลงได้ยังไงล่ะทีนี้” สุดท้ายทั้งสองก็นั่งคุยกันจนถึงตี 5

พอเที่ยงอีกวันก็ไปทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่วางแผนกันไว้ ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อย แต่เรื่องมันยังไม่จบ!

คุณปุ้ยต้องเล่นคอนเสิร์ตตอนกลางคืนและต้องนอนต่อที่โรงแรมอีกคืน ตอนเช้าถึงจะตีรถกลับหาดใหญ่ ระหว่างที่เล่นดนตรีอยู่บนเวทีนั้น คุณปุ้ยเห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่ในกลุ่มคนดู เห็นในสภาพเดิม คอหัก แขนหัก แว๊บไปแว๊บมา ซึ่งคุณปุ้ยก็เห็นอยู่คนเดียว

คืนนั้นคุณปุ้ยโดนตำหนิเยอะมาก เล่นผิดเล่นถูกเพราะไม่มีสมาธิ และเพราะเห็นเธอคนนั้นอยู่ตลอด เวลาชั่วโมงกว่าที่เล่นดนตรีอยู่คุณปุ้ยเห็นอยู่ 6-7 ครั้ง แต่คุณปุ้ยก็ไม่กล้าพูด เพราะเขาไม่เชื่อเดี๋ยวเขาจะพาลตำหนิเราเรื่องงานหาว่าอ้างอีก

คืนนั้นก็กลับถึงโรงแรมเที่ยงคืนกว่าๆ คุณปุ้ยก็บอกน้องไปว่า คืนนี้ไม่ต้องไปกินเหล้ๅนะ นอนเป็นเพื่อนหน่อย

“ได้พี่…แต่พี่มีของให้ผมบ้างไหม”

ที่ตัวคุณปุ้ยนั้นก็มีหลวงปู่ทวดกับเขี้ยวเสือ เลยแบ่งเขี้ยวเสือให้น้องนำไปไว้ใต้หมอนหนุน พอสวดมนต์เสร็จก็นอน ทุกอย่างเหมือนจะปกติ แต่ช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับของแต่ละคน จะได้ยินเสียงในห้อง ประมาณว่ารีโมทหล่นบ้าง แชมพูในห้องน้ำหล่นบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่หลายชั่วโมง เหมือนว่ามีบางสิ่งมารบกวนการนอนของพวกเขา

จนตี 3 คุณปุ้ยเผลอวูบหลับไปก่อน แต่ก็ต้องตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงน้องที่นอนอยู่เตียงข้างๆ มันตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “เฮ้ย!” หน้าน้องนั้นซีด เหงื่อแตกพลั่ก คุณปุ้ยก็ถามว่าเป็นไร น้องมันก็บอกว่า “พี่ลุกขึ้นเลย!” แล้วน้องก็จูงมือคุณปุ้ยเดินออกจากห้องลงไปนั่งที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง แล้วน้องก็ไปถามพนักงานตรงๆ เลยว่าโรงแรงนี้มีผีมั้ย เขาก็ยืนยันว่าไม่มี แต่ในใจคุณปุ้ยนั้นก็รู้ว่าวิญญาณตนนี้ไม่ได้อยู่ที่โรงแรมนี้หรอก…

คุณปุ้ยนั่งคุยกับน้องถามว่าเห็นอะไร น้องก็เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่คุณปุ้ยหลับไปแล้ว น้องเขาก็เคลิ้มกำลังจะหลับ แต่ก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาเลยลืมตาขึ้นมา คิดว่าคุณปุ้ยเดินไปเข้าห้องน้ำ พอลืมตาปุ๊บ เขากลับเห็นผู้หญิงมาอยู่ที่ปลายเตียงคุณปุ้ยแล้วยืนชี้ด้วยมือที่เบี้ยวๆ ผิดรูป แล้วพูดว่า

“มึงทำกู!! มึงทำกู!!”

น้องเลยตะโกน เฮ้ย! คุณปุ้ยเลยสะดุ้งตื่น ร่างนั้นก็หายไป จากนั้นทั้งสองเลยวิ่งลงมาที่เคาน์เตอร์ ตอนนั้นคุณปุ้ยงงมากๆ ว่าไปทำอะไรตอนไหน แต่คุณปุ้ยก็นั่งคุยกับน้องอยู่ตรงนั้นจนเช้าและตีรถตู้กลับหาดใหญ่ ระหว่างทางที่กลับมาก็ไม่เจออะไร อาจจะเพราะว่าเป็นตอนกลางวัน

ตอนขากลับนั้นมีการจอดพักรถแล้วแวะกินข้าว ห่างจากบริเวณที่จอดรถลงไปฉี่ตอนขามาไม่มากนัก แล้วด้วยความสงสัย คุณปุ้ยจึงถามคนแถวนั้นว่าแถบนี้เคยเกิดอุบัติเหตุผู้หญิงถูกรถชนอะไรแบบนี้ไหม ป้าขายข้าวแกงแกก็บอกว่า วันก่อนตรงศาลเพียงตาเล็กๆ ไม่รู้ว่าใครไปชนศาลนั้นจนหักโค่น คุณปุ้ยคิดในใจ

‘โอ้โห ฉิบหายแล้ว!’

คุณปุ้ยก็ถามว่าเขาตั้งศาลไว้ทำไม ป้าก็เล่าให้ฟังว่า เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอรถแล้วโดนรถชนตๅย ชนแล้วหนี จับตัวไม่ได้ วิญญาณเธอเลยเฮี้ยน คนละแวกนี้เจอกันบ่อย ชาวบ้านเลยตั้งศาลให้

ตอนนั้นคุณปุ้ยก็คิดว่า เพราะเหตุนี้แน่ๆ แต่คุณปุ้ยก็ไม่ได้บอกใครว่าเขานั่นแหละเป็นคนทำศาลล้ม กลัวโดนเขาว่า จะกลับไปตั้งศาลตอนนี้เลยก็ไม่ได้เพราะทุกคนก็ต้องรีบเดินทางกลับบ้าน เลยคิดว่ากลับไปก่อนค่อยว่ากัน พอกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย พ่อก็ทักขึ้นมา

“อย่าเพิ่งเข้ามา มึงพาใครมาด้วย พรุ่งนี้ไปวัดซะนะ เขาตามมึงมาแต่เขาเข้ามาไม่ได้เพราะบ้านเรามีเจ้าที่อยู่ นั่นน่ะ…เขายืนอยู่หน้าบ้านน่ะ”

คุณปุ้ยตกใจมากกับสิ่งที่พ่อทัก แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปโดยที่คุณปุ้ยไม่พบเจออะไร แต่กลับเป็นแม่คุณปุ้ยที่เห็นว่ามีผู้หญิงท่าทางแปลกๆ เดินไปมาอยู่หน้าบ้าน

เช้าวันถัดไปคุณปุ้ยก็ไปทำบุญที่วัด คุณปุ้ยเล่าให้หลวงพ่อฟังและปรึกษาท่าน หลวงพ่อได้ฟังท่านก็นิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะพูดว่า

“เอาอย่างนี้นะ ไปทำศาลให้เขา ต้องกลับไปทำให้เขาให้ได้เพราะเขาไม่ยอม ที่เขาทำอะไรโยมไม่ได้ส่วนหนึ่งเพราะพระที่โยมห้อยอยู่ เขาเลยมาปรากฏเป็นอสุภะให้โยมได้เห็น”

สุดท้ายคุณปุ้ยก็ต้องไปตามคำแนะนำของพระท่าน โดยเดินทางไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่งในวันนั้นเลย

พอไปถึง สภาพศาลที่เห็น เป็นไม้เก่าๆ มีบ้านเล็กๆ แผ่นรองตัวบ้าน เสาเล็กๆ มีกระถางธูป ซึ่งคุณปุ้ยก็เดินชนจนหล่นและแตกหักไป จากนั้นคุณปุ้ยก็ตั้งศาลให้เขาใหม่ นิมนต์พระมาทำพิธี ทำบุญให้จนเสร็จสรรพ

หลังจากนั้นมาคุณปุ้ยก็ไม่พบเจอวิญญาณดวงนั้นอีกเลย แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้ฝันเห็น ในฝันคุณปุ้ยกำลังเดินเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่หลังหนึ่ง และเห็นผู้หญิงคนนี้ เธอยืนอยู่ในบ้านในรูปลักษณ์ที่ดี แต่งตัวสวย นั่นอาจแสดงได้ว่า เธอคงให้อภัยคุณปุ้ยแล้ว จากสิ่งที่กระทำไปโดยไม่ตั้งใจ

ถอดความจากเดอะช็อคเรื่อง ทั้งไปทั้งกลับ

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!