“กลางดงดิบ” | นางรำหม่องส่วยยี! อาถรรพ์ป่าพม่า

เกริ่นก่อนอ่าน: ในเรื่องเล่าต่อไปนี้ อาจมีตัวอักษรภาษาอังกฤษหรืออักษรที่มีลักษณะใกล้เคียงแทรกเข้ามาผสมในบางคำ วัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงคำที่sุนแsง

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ของนายพรานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “พรานแดง” ต้องขอเท้าความไปในอดีต จากที่เคยเป็นเด็กวัยรุ่น ยิงนก ตกปลา ตามประสาชาวบ้านป่า แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ลุงแดง พรานรุ่นเยาว์กลายเป็น พรานแดง ผู้ช่ำชองเรื่องป่าและเป็นพรานประจำหมู่บ้านเหมือนอย่างในปัจจุบัน

ในขณะนั้นหมู่บ้านมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น โดยคนในหมู่บ้านทยอยกันล้มตๅยโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการก่อนตๅยคล้ายคนโดนผีเข้า ไม่นานนักก็มีการปรากฏตัวขึ้นของนายพรานคนหนึ่งซึ่งมาจากฝั่งพม่า ผู้อาสาเข้ามาจัดการกับสิ่งที่กำลังกัดกินคนในหมู่บ้าน สิ่งนั้นมันคือ ผีป่า! ซึ่งในตอนนั้นคนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าผีป่าคืออะไรและจะจัดการกับมันยังไง โดยชาวบ้านต่างเรียกนายพรานผู้มาจากต่างถิ่นคนนี้ว่า “ลุงหม่อง”

ลุงแดงพรานฝึกหัดเห็นนายพรานผู้เจนป่าก็เกิดความสนใจ จึงขอติดตามลุงหม่องเข้าป่าเพื่อขอดูวิธีการจัดการกับผีร้ายว่าเขาทำกันอย่างไร โดยที่ลุงหม่องได้บอกกับลุงแดงว่า

“เดี๋ยวข้าจะพาไปดูอะไร ถ้าเอ็งไม่เชื่อว่าผีป่ามีจริง เดี๋ยวข้าจะทำอะไรให้ดู”

สิ่งที่ลุงหม่องพูดถึง นั่นคือการนำร่างของคนตๅยศwล่าสุด ใช้เชือกผูกมัดขาแล้วนำร่างไปแขวนกับห้างสูงในลักษณะห้อยหัวลง จนความมืดมาเยือน วิธีการพิสูจน์อะไรบางอย่างก็ได้เริ่มขึ้น

“สิ่งที่เอ็งเห็นเป็นศwมันยังไม่ตๅย ผีป่ายังอยู่ในร่างมัน” ลุงหม่องว่า

จากนั้นลุงหม่องก็ให้ลุงแดงใช้ปืuกระหน่ำยิงไปยังร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่เบื้องหน้า สักพักก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นป่าและศwที่ห้อยหัวอยู่นั้นมันก็กระดิก! ซึ่งในขณะที่มันกระดิกตัวและส่งเสียงหัวเราะอยู่นั้น มันก็ถุยกระสุนที่โดนสาดยิงก่อนหน้านี้ออกทางปากอีกด้วย นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของลุงแดงที่ได้เห็นอะไรที่ชวนสะพรึงเช่นนี้

“แล้วจะจัดการมันยังไงล่ะลุงหม่อง” ลุงแดงว่าเสียงสั่น

ไม่ต้องรอให้ถามต่อ ลุงหม่องรีบปีนขึ้นห้างสูง จากนั้นก็บริกรรมคาถาใส่ปืuแล้วยิงแสกหน้าศwที่มีผีป่าสิงสู่ เสียงดัง ปัง! ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของผีร้ายที่ดังขึ้นแทรกฝ่าความมืดและหนีหายเข้าไปในป่าลึก

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ลุงแดงฝากตัวเป็นศิษย์ของลุงหม่องผู้มีฝีมือและเข้มขลังไปด้วยอาคม จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ลุงแดงจึงกลายเป็น พรานแดง พรานประจำหมู่บ้านเหมือนอย่างในปัจจุบัน

ถัดมาเมื่อลุงแดงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีอยู่วันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านก็มาบอกลุงแดงขอให้ช่วยนำทางเจ้าหน้าที่จากทางการเข้าไปยังป่า โดยเจ้าหน้าที่มากันทั้งหมด 4 คน ซึ่งจะขอแทนด้วยชื่อ นายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายสี่ ตามลำดับ

“เจ้านายจะไปไหนกันเหรอครับ” ลุงแดงถาม

“พวกฉันจะไปจุดนี้ พรานแดงช่วยพาพวกฉันเข้าไปหน่อยสิ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่า พร้อมทั้งกางแผนที่และชี้จุดให้ลุงแดงดู

เมื่อเห็นดังนั้น ลุงแดงถึงกับอุทานในใจ ‘โอ้…จุดนี้มันต้องเข้าไปลึกมาก ลึกกว่าที่เคยเข้าไปเป็นเท่าตัวเลย’ ลุงแดงไม่ได้เต็มใจจะรับงานนี้ แต่ด้วยเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ ลุงแดงจึงไม่กล้าปฏิเสธ

การจัดแจงแบกหามสัมภาระและพิธีเปิดป่าก็ได้เริ่มขึ้น โดยมีข้อบังคับกับทุกคนว่า ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ห้ามฆ่ๅสัตว์ป่า! นั่นคือกฎที่เคร่งครัดของผู้เป็นพรานป่าซึ่งจะไม่กระทำการใดๆ นอกเหนือจากที่กล่าวขอไว้ตอนทำพิธี เพราะจุดประสงค์ในครั้งนี้คือการเดินทางเท่านั้น

คนเมืองผู้ไม่เคารพกฎเกณฑ์ของป่า! ขณะเดินทางนายสามและนายสี่ขอตัวแยกไปถ่ายเบา แต่กลับมาด้วยการหิ้วงูจงอางตัวใหญ่กลับมาด้วยตัวนึง ในลักษณะตัดหัวมาแล้วด้วย! โอ้…มันคือเรื่องใหญ่แล้วกับการกระทำแบบนี้

“มื้อเย็นนี้เราได้อาหารกินกันแล้ว” เจ้านายผู้ฝ่าฝืนข้อตกลงคนหนึ่งพูดขึ้น

“ไม่ได้เด็ดขาด กินไม่ได้เด็ดขาด!” พรานแดงพูดขึ้นเสียงแข็ง

จากนั้นพรานแดงก็ทำพิธีขอขมาเจ้าป่าและพากันเดินต่อไปยังจุดหมาย โดยบอกย้ำกับคนทั้งหมดอีกครั้งว่า

“ยิ่งเข้าไปลึกยิ่งอันตราย ถ้ายังขืนฆ่ๅสัตว์อีก…กูจะไม่พาไปต่อแล้วนะ!”

ไม่ทันไร ทั้งหมดก็ได้ยินเสียงนายสี่ร้องดังลั่น เมื่อทุกคนหันกลับไปดู เห็นเป็นหางงูตัวใหญ่เลื้อยหนีออกไป เมื่อไปดูที่บาดแผลของนายสี่ปรากฏว่า โดนงูกด! โดยซากงูจงอางที่เอามาด้วยนั้นหายไป ทุกคนต่างตกใจแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ในขณะที่กำลังชลมุนกันอยู่นั้น นายหนึ่งผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าก็พูดเชิงสั่งขึ้นมา

“ทิ้งศwไว้ แล้วไปกันต่อ!”

ลุงแดงแปลกใจมากที่เพื่อนกำลังจะตๅยทั้งคน แต่กลับไม่สนใจใยดีแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่ที่จะคิดฝังศwให้ด้วยซ้ำ

เมื่อเดินทางมาถึงจุดๆ หนึ่ง พรานแดงก็พาเจ้าหน้าที่ขัดไม้ทำห้างตามจุดที่เหมาะสม เมื่อความมืดมาเยือนพรานแดงได้ยินเสียงนายสามเหมือนกำลังพูดกับใครอยู่จึงตะโกนถามไป

“นาย…คุยกับใครน่ะ”

“เฮ้ยพราน! นายสี่มันแค่สลบ มันยังไม่ตๅย มันตามมาแล้วนั่นไง เห็นไหม!”

“ห้ามลงไปเด็ดขาด อย่าลงไปเด็ดขาด”

พรานตะโกนกำชับ ในขณะที่นายสี่ยังคงเดินวนเวียนอยู่เบื้องล่าง พอตื่นเช้ามาทุกคนก็ไม่เห็นนายสี่แล้ว ต่างก็งงว่ามันมาแล้วมันหายไปไหน นายหนึ่งผู้เป็นหัวหน้ายังคงแสดงความมุ่งมั่น ไม่สนใจสิ่งใดและต้องการที่จะไปต่อ

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปจนเลยจุดที่ลึกที่สุดที่พรานแดงเคยเข้ามาและน่าจะเข้าเขตประเทศพม่าแล้ว เดินต่อไปจนไปเจอเข้ากับหมู่บ้านเล็กๆ มองไกลๆ น่าจะราว 5-6 หลังคาเรือนและมีเจดีย์โบราณตั้งอยู่ พรานแดงคิดในใจ ‘ลึกขนาดนี้ยังมีหมู่บ้านอีกหรือ รู้อย่างนี้ลองเข้ามาดูตั้งนานแล้ว’

สิ้นความคิดนั้น เสียงนายหนึ่งก็พูดขึ้นมา

“ทุกคนเตรียมตัว!”

พรานแดงหันไปดูก็ต้องฉงนระคนตกใจ เมื่อเห็นทั้งสามคนต่างก็นำของในเป้ที่แบกหามกันมา ประกอบเป็นอๅวุธปืu! ด้วยความคล่องแคล่ว

‘ต้องถึงขนาดนี้เลยหรือ!’ พรานแดงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ อยู่เงียบๆ น่าจะดีกว่า ลำพังปืuล่าสัตว์ของตนจะไปเทียบกับอๅวุธสงครๅมครบมือและจำนวนคนที่มากกว่าเช่นนั้น คงใช่ที่!

พอใกล้ค่ำทุกคนที่นั่งห้างอยู่บริเวณไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เห็นเป็นแสงไฟรำไรอยู่ไม่ห่าง พรานแดงก็บอกกับทุกคนว่า มืดค่ำแล้วให้ระวังตัว แล้วเห็นอะไรก็อย่าไปทัก

แต่ยังไม่ทันไร เบื้องล่างปรากฏเป็นสาวชาวพม่าคนหนึ่ง แสงสลัวทำให้พอมองออกว่าใบหน้าของเธอนั้นมีแป้งทานาคาปะอยู่ตรงแก้มทั้งสองข้าง ผิวเธอนวลผ่องเมื่อต้องแสงจันทร์ เมื่อนายสามเห็นอย่างนั้นจึงตะโกนแซวเป็นภาษาพม่าออกไป

พรานแดงรู้ทันทีว่าเธอไม่ใช่คน เมื่อจ้องมองดีๆ ใบหน้านั้นคือหน้าของผู้หญิงที่ใส่หน้ากาก เป็นหน้ากากของนางรำพม่าหม่องส่วยยี จากนั้นก็มีเสียงร้องรำเป็นเสียงกรีดแหลมเสียดหูดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงกลองตะโพน ฆ้องวง ที่ดังแว่วออกมาจากในหมู่บ้านนั้นด้วย เมื่อนายสามได้ยินแบบนั้นจึงร้องทักขึ้น

“เสียงอะไรวะ!”

สิ้นคำพูด นายสามก็ลุกพรวดขึ้น จากนั้นก็ร่ายรำหม่องส่วยยีตามจังหวะกลองที่ดังมา ซึ่งในขณะร่ายรำนายสามก็ส่งเสียงกรีดแหลมออกมาจากในลำคอด้วย

พรานแดงมองไปยังห้างนายสามก็เห็นนายสามถอดเสื้อ แล้วนำผ้ามาพันหัว พันเอว ใบหน้าสีขาว ร่ายรำตามจังหวะ ลำตัวหักงอไปมา มันผิดวิสัยเอามากๆ พรานแดงมั่นใจว่าไม่มีทางที่นายสามจะรำเป็นหรือแม้กระทั่งจะรู้จักทำนองเพลงก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

ร่ายรำอยู่ได้ไม่นาน นายสามก็ทิ้งดิ่งลงมาจากห้างบนต้นไม้สูง ทุกคนตกใจร้องเสียงหลง คนที่เหลือพยายามจะลงไปช่วย แต่พรานแดงก็ตะโกนห้าม

“อย่าลงไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคืนนี้ไม่ได้มีแค่ศwเดียวแน่!”

ค่ำคืนที่แสนบีบคั้นได้ผ่านพ้นไป จนเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง ทุกคนจึงพากันลงจากห้างไปดูนายสาม ซึ่งแน่นอนว่านายสามตๅยแล้วในสภาพคอหักหมุนได้รอบ ไม่ทันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น นายหนึ่งก็พูดขึ้นมา

“ไปต่อ! ทิ้งศwมันไว้นี่แหละ”

นายหนึ่ง นายสอง และพรานแดง รวบรวมสัมภาระและพากันเดินต่อไป พรานแดงคิดในใจว่านี่มันเกินขอบเขตแล้ว อีกทั้งเส้นทางที่เดินเข้ามาในตอนนี้นั้น มันก็ลึกกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก เจ้านายทั้งสองเหมือนพยายามจะหาลานโล่งกลางป่าดงดิบ ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก

แต่ในที่สุดก็เจอจนได้ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ลานโล่งนั้น กลับพบว่ามีกองกำลังติดอๅวุธครบมืออยู่กลุ่มหนึ่ง ลำพังทั้งสามคนคงปะทะด้วยไม่ไหวเป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งอๅวุธและจำนานคน พรานแดงจึงบอกให้ทั้งหมดซุ่มรอดูสถานการณ์ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เจ้านายหนึ่งในสองคนก็หยิบนกหวีดขึ้นมาเป่าเป็นจังหวะ

“ปรี๊ด! ปรี๊ด! ปรี๊ด!”

พรานแดงตกใจมาก ว่าทำไมถึงต้องส่งเสียงเพื่อบอกตำแหน่งของตนเองด้วย ไม่กลัวตๅยเหรอ! แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อกองกำลังกลุ่มนั้นหันมาทางต้นเสียงและลดอๅวุธลง จากนั้นนายหนึ่งก็เดินออกไปคุยกับหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ลักษณะเหมือนเป็นหัวหน้า สักพักหนึ่งในนั้นก็ส่งเป้ใบใหญ่ให้นายหนึ่ง ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ ในเป้นั้นต้องเป็นสิ่งผิดกฎหมๅยอย่างแน่นอน

พรานแดงรู้ตัวแล้วว่าตนไม่ได้มากับเจ้าหน้าที่และอะไรบางอย่างในเป้นั้นก็เป็นสิ่งที่ตนไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลย แต่ก็ขัดขืนไม่ได้ อย่างว่า… อๅวุธนายพรานจะไปสู้อๅวุธสงครๅมได้อย่างไร

เมื่อนายหนึ่งเดินกลับมา กองกำลังนั้นก็สลายตัวไป นายหนึ่งก็พูดกับพรานแดงว่า

“มึงเก่งนัก มึงคงไม่มีคาถากันกระสุนสินะ!” นาทีนี้พรานแดงถึงกับพูดไม่ออก

“ถึงมึงมีคาถา ลูกเมียมึงก็คงไม่มีสินะ! พาพวกกูกลับไป แล้วมึงจะมีกินมีใช้!” นายหนึ่งพูดย้ำ

เหนือกว่าความกลัวใดๆ นั่นคือ กลัวตัวตๅย! พรานแดงจึงจำใจต้องนำทางทั้งสองกลับ โดยเดินทางกลับทางเก่า ซึ่งพรานแดงได้มีการทำสัญลักษณ์ตามจุดต่างๆ ไว้แล้ว

เดินทางมาถึงจุดที่เป็นหมู่บ้านก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างก็ต้องฉงน เมื่อบริเวณดังกล่าวไร้ซึ่งวี่แววของบ้านเรือน ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยการรื้อถอน ซากเจดีย์เก่าแก่ที่ถูกต้นไม้เลื้อยปกคลุม อารยธรรมโบราณนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวก็ทำให้มั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว พรานแดงสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของพื้นที่บริเวณนี้

“เราเหลือกันอยู่แค่นี้ จากนี้ไปถ้าฉันพูดอะไรก็ขอให้เชื่อฟังกันหน่อยนะ ถ้าอยากจะกลับออกไป เจออะไรอย่าไปทัก ขึ้นห้างแล้วห้ามลงมาเด็ดขาด” พรานแดงพูดขอร้องแกมบังคับ

เมื่อใกล้มืดทุกคนต่างก็ช่วยกันขัดห้างขึ้นมาเหมือนเช่นเคย ตรงจุดที่ไม่ห่างจากซากเจดีย์โบราณมากนัก เมื่อราตรีมาเยือน ทั้งหมดต่างก็ต้องพบเจอกับสิ่งที่ชวนขนลุกอีกครั้ง!

ตุ๊ม ตุม ตุ่ม ตุ๊ม ตุม ตุ่ม ตุ๊ม ตม…

เสียงตะโพน ฆ้องวง! ทั้งหมดผวามองไปยังต้นเสียง ตรงเจดีย์นั้น… ปรากฎแสงไฟขึ้นมาอีกแล้ว พร้อมทั้งเสียงเคาะจังหวะและเสียงขับร้องที่แหลมจนเสียดหู พลัน! ก็ปรากฎเป็นร่างนางรำหม่องส่วยยีที่เดินร่ายรำจากหมู่บ้านตรงเข้ามาหาทั้งสามคน การร่ายรำดูแล้วช่างน่าขนลุก บิดย่อลำตัว บิดแขน บิดขา ไป-มา เดินร่ายรำวนรอบต้นไม้ที่ทั้งสามนั่งห้างอยู่ เสียงกรีดแหลมนั้นก็ยังคงดังหลอนประสาทอยู่ไม่ขาด ผสานกับจังหวะกลองที่ดังอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งสามต่างพากันผวา พรานแดงพยายามท่องมนต์สะกดทุกบทเท่าที่ตนจะมี แต่ก็ไม่เป็นผล นางรำหม่องส่วยยียังคงร่ายรำและวนเวียนอยู่เบื้องล่าง เมื่อหมดหนทางพรานแดงจึงหยิบเหรียญตราครุฑขึ้นมาภาวนาขอให้รอดปลอดภัย อย่างน้อยก็คืนนี้ เพราะคืนถัดไปคงต้องอาศัยห้างที่ชายผา ตรงจุดที่อาจารย์หม่องเคยสะกดคาถาอาคมเอาไว้ ไปตรงนั้นน่าจะปลอดภัยที่สุด

ทันใดนั้น นายสองก็ชักตาเหลือก พร้อมทั้งส่งเสียงกรีดร้องออกมา!

“ไอ้แดง! ช่วยน้องกูด้วย!” นายหนึ่งตะโกนเสียงหลง

ผีนางรำหม่องส่วยยีที่อยู่เบื้องล่าง ขณะนี้ส่งเสียงร้องตรงขึ้นมาที่ทั้งสามคนเป็นภาษาพม่า ซึ่งมีเพียงพรานแดงเท่านั้นที่ฟังออก จับใจความได้ว่า

“มันเป็นของกู!”

แล้วสรรพเสียงต่างๆ ก็ค่อยๆ เงียบหายไป ในขณะที่นายสองยังคงชักตาตั้ง โดยที่ข้างกายมีนายหนึ่งที่ร้องไห้และกอดผู้เป็นน้องไว้แน่น

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสามพากันเดินทางต่อ โดยที่นายสองยังคงมีอาการชักอยู่ พรานแดงจะมุ่งหน้าไปยังห้างชายผาของอาจารย์หม่อง แต่เนื่องด้วยการเดินทางที่มีภาระเป็นคนหนึ่งคน การเดินทางจึงล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้ จนในคืนนั้นทั้งสามจึงต้องทำห้างและขึ้นไปอยู่ชั่วคราวก่อน เพื่อให้ผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไป ด้วยความข้องใจมาตลอดการเดินทาง พรานแดงจึงเอ่ยถามนายหนึ่งไป

“นาย…ในเป้นั้นมีอะไร”

“จะรู้ไปทำไม อยากเป็นผีเฝ้าป่าเหรอ” นายหนึ่งขู่

ดูเหมือนว่าทั้งสองต่างฝ่ายต่างไม่ยอม นายหนึ่งไม่ยอมบอก ฝ่ายพรานแดงก็จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าในเป้นั้นมีอะไร เพราะถ้าออกจากป่าไปแล้วกลายเป็นเรื่องไม่ดี พรานแดงก็จะพาลเดือดร้อนเอาเหมือนกัน

จากนั้นนายสองก็กรีดร้องขึ้นมา นายหนึ่งเองกลับตัวแข็งทื่อ ตาขวาง แล้วมองมาที่พรานแดง จากนั้นนายหนึ่งก็ใช้มือดึงเข็มขัดของตัวเองออกมา แล้วรัดไปที่คอของนายสองผู้เป็นน้อง พรานแดงเห็นแบบนั้นก็พยายามช่วย ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนห้าง พรานแดงรู้ดีว่าคนที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่นายหนึ่ง นัยน์ตาที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คน อีกทั้งความพยายามที่จะรัดคอน้องตนเอง ทั้งที่ตนนั้นพยายามจะช่วยชีวิตมาตลอดการเดินทาง

พรานแดงพยายามจะช่วย ในขณะที่รัดคอน้องชายตัวเองอยู่นั้น นายหนึ่งก็หันมาพูดกับพรานแดงเป็นภาษาพม่า จับใจความได้ว่า “มึงอยากเป็นผีเฝ้าป่าเหรอ!”

“ไม่ ไม่ ไม่เอา ไม่เอา!” พรานแดงยกมือไหว้พร้อมกับส่ายหัวด้วยความกลัว

สิ้นคำพูดของพรานแดง นายหนึ่งก็ได้สติกลับมา เมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็รีบปล่อยมือ แต่ไม่ทันการเสียแล้ว นายสองขาดใจตๅย ลิ้นจุกปากอย่างน่าเวทนา

นายหนึ่งกอดศwน้องชายตนเองแล้วร้องไห้อย่างคนเสียสติ พรานแดงได้แต่มองแล้วปลงตกในชะตากรรมของคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ลืมที่จะไขข้อข้องใจของตน ว่าตกลงแล้วในกระเป๋าเป้นั้นมีอะไร… ก็เป็นไปตามคาด มันคือสิ่งผิดกฎหมๅย แถมเป็นล็อตใหญ่มากๆ ด้วย พรานแดงจึงนำกระเป๋าเป้ใบนั้นไปฝังดินโดยการจำจุดไว้ จากนั้นก็พาตัวนายหนึ่งออกมาจากป่า ซึ่งบัดนี้เขากลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว

เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้าน พรานแดงก็ตรงเข้าไปต่อว่าผู้ใหญ่บ้านที่เป็นคนชักนำเรื่องนี้มาสู่ตน จากนั้นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ทางการ มอบตัวนายหนึ่งให้ พาไปยังจุดที่มีศwและพาเจ้าหน้าที่ไปยังจุดที่ตนฝังเป้ใบนั้นไว้

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้จบลง พรานแดงก็ไม่รับงานในลักษณะนี้อีกเลย

ถอดความจากเรื่อง กลางดงดิบ – ครูเบิร์ด รายการ The Ghost Radio

ภาพประกอบ:  The Ghost Radio

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!