ภาพฉายซ้ำ – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ภาพฉายซ้ำ เรื่องที่ 1 – ผมเห็นเขาถูกฆ่า!

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีมาแล้ว เมื่อตอนที่ครอบครัวผมอพยพไปทำมาหากินอยู่ที่เชียงใหม่ ตอนนั้นที่ดินไม่สู้จะแพงเท่าไร ไม่มีถนนซูปเปอร์ไฮเวย์ตัดผ่านเหมือนสมัยนี้ บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันมาก ไฟฟ้าก็ยังไม่มีใช้ เด็กโตอายุ 11-12 ปีอย่างผมจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ใช้กำลังขาตัวเองเป็นส่วนใหญ่

บ้านสวน 15 ไร่ที่พ่อกับแม่ผมซื้อไว้นั้นเก่าแก่มาก ตัวบ้านทึบทึมอย่างบ้านไม้สักโบราณ เสาแต่ละต้นดำเมี่ยม พื้นกระดานก็แสนจะกว้าง เจ้าของเดิมบอกว่าอายุถึง 100 ปี จริงเท็จแค่ไหนผมไม่รู้ รู้แต่ว่าสวนลำไยหลังบ้านเป็นสวนแบบเก่า ลำไยแต่ละต้นสูงลิบลิ่ว อายุอานามแก่กว่าผมเกิน 10 ปี

บางต้นแก่กว่าหลายรอบด้วยซ้ำ แค่โคนต้นก็โอบไม่รอบแล้ว เวลาแดดจัดถ้าหากเดินเข้าไปจะรู้สึกร่มครึ้มราวกับใครเอาผ้าผืนใหญ่สีเขียวทึบกางคลุมท้องฟ้าไว้ทีเดียว

โดยเฉพาะจากบ้านกว่าจะเดินไปถึงสวนต้องเลียบป่าช้าเก่าอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งบริเวณนั้นก็มีต้นไม้ใหญ่ ๆ อยู่มากพอสมควร ทั้งต้นสัก ต้นนุ่น มะขามป้อม และมะตูมขนาดใหญ่ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีใครอาศัยสวนเราเป็นทางผ่านมากนัก หากว่าใกล้พลบค่ำ ส่วนตัวผมเองนั้นเดินเสียจนชินก็เลยไม่เคยจะนึกกลัวอะไร

แต่แล้ววันหนึ่งในฤดูร้อน เป็นวันหยุด ผมไม่ได้ไปเรียนหนังสือ พ่อออกไปสวนแต่เช้า พอสายหน่อยแม้ใช้ให้ผมเอาปิ่นโตไปให้พ่อ ผมพร้อมด้วยปิ่นโตซึ่งบรรจุอาหารเต็มหนึ่งเถาและหนังสติ๊กอีกหนึ่งอัน ก็เดินออกทางหลังบ้านไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่คุ้นชิน สองข้างทางที่คล้ายป่าโปร่งมีนกบินไปมา บ้างจิกตีกันเอง บ้างก็ตกใจเสียงฝีเท้าผม ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ไปทำอะไรมัน สิ่งที่ผมสนใจก็คือมะขามป้อมและมะตูมสุก ๆ มากกว่า กะว่าขากลับจะเก็บไปฝากแม่สักหน่อย

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าไล่กวดกันมา ตอนนั้นผมยืนอยู่ใกล้ต้นนุ่น เสียงตวาดลั่น ๆ ทำให้ผมหน้าตาตื่น จับความไม่ได้หรอกว่าเขาพูดว่าอะไรกัน รู้แต่ว่าภาพเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเร็วมาก แม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดที่ผมยืนอยู่เกือบสิบเมตร แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนเนื่องจากเป็นกลางวันแสก ๆ

ชายสามคนวิ่งไล่กวดกันมา คนแรกรูปร่างสันทัด ผิวค่อนข้างคล้ำ สวมเชิ้ตลาย กางเกงขายาวสีดำ ส่วนอีกสองคนหลังสวมเสื้อยืด กางเกงสีเข้ม คนหนึ่งผอมสูงอีกคนหนึ่งค่อนข้างล่ำ พวกเขาไม่มีท่าที่ว่าจะมองมาที่ผม แม้ว่าผมจะยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในที่โล่งแจ้งอย่างนั้น คล้ายกับผมเป็นท่อนไม้ หรือวัตถุโปร่งใสอะไรสักอย่าง ที่พวกเขามองไม่เห็น

ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น! คนวิ่งนำหน้าสะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วก็ล้มคว่ำหน้าลงบนพื้นนิ่งแน่ไป ความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่าเขาตายแล้ว ผมเห็นเขาถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ความตกใจตอนนั้นมันไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไร ปิ่นโตข้างตัวตกลงไปอยู่ที่พื้น ตัวเองนั้นวิ่งเตลิดกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต

แม่ตกใจที่เด็กโตอย่างผมร้องไม่หยุด ปากคอสั่น ถามอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ต้องปลอบกันอยู่นาน จนพ่อหิ้วปิ่นโตสกปรกกลับมานั้นแหละจึงจะพูดจากันรู้เรื่อง พอพ่อได้ยินเหตุการณ์ที่ผมเล่าออกมาก็ขมวดคิ้ว

“เป็นไปได้อย่างไง” พ่อสั่นหัว “ป้าสวนโน้นเพิ่งเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้เอง ว่าเช้าวานซืนมีคนไล่ยิงกันตายข้างป่าเห้ว (ป่าช้า) เหมือนที่แกเล่าไม่มีผิด”

“แล้ว…แล้ว เมื่อกี้พ่อกลับมาไม่เห็นอะไรหรอกหรือ” ผมยังปากคอสั่นไม่หาย

“ไม่เห็นมีอะไร จะมีก็แต่ปิ่นโตที่แกทำหล่นไว้”

“คน…คนตายนะพ่อ นอนเหยียดยาว ฮือ ๆ…” ผมเริ่มร้องไห้อีก แม่ต้องเข้ามาปลอบ

หลังจากนั้นผมจับไข้ไปโรงเรียนไม่ได้อีกหลายวัน มารู้ทีหลังว่าแม่เล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ทุกคนยืนยันว่าในตอนที่ผมพบเหตุการณ์นั้นไม่มีใครได้ยินเสียงปืน เสียงไล่กวด หรือแม้แต่เสียงตวาดใด ๆ แต่ก่อนหน้านั้นสองวันมีคนได้ยินเสียงเหล่านี้ แล้วก็มีเหตุการณ์ฆ่ากันตายกลางวันแสก ๆ จริง ๆ รูปพรรณของคนที่ถูกฆ่าก็ตรงกับที่ผมเห็นไม่มีผิด

น่าแปลกที่หลังจากหายไข้ ผมจำหน้าคนทั้งสามไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่ตอนเกิดเหตุการณ์นั้นรู้สึกว่าจำได้ติดหูติดตา เหล่าเพื่อนบ้านสรุปกันว่าผมถูกผีหลอก แต่พ่อผมสันนิษฐานเพื่อให้ผมสบายใจว่า นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีตที่ย้อนกลับมาให้ผมเห็นอีกครั้ง เหมือนว่าสถานที่แห่งนั้นได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้เอาไว้

แม้ว่าจะเป็นข้อสรุปเพื่อความสบายใจ ผมกลับเก็บเอามาคิดในอีกหลายปีต่อมาว่าอาจจะจริง ถ้าเปรียบตัวเองเป็นเครื่องรับสัญญาณชนิดหนึ่ง แล้วสถานที่แห่งนั้นเป็นเครื่องส่งสัญญาณ ในวันนั้นตัวผมอาจจะอยู่ในสภาพที่จูนตรงกับคลื่นนั้นเข้าพอดี จึงรับภาพที่สถานที่แห่งนั้นบันทึกไว้ได้ และผลจากการที่รับคลื่นอันผิดธรรมดาเข้ามาก็ทำให้ผมต้องป่วยเป็นไข้ไปหลายวัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ยังหาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้จนบัดนี้ ว่าคลื่นที่ถูกส่งออกมานั้น เกิดจากพลังงานชนิดใด!

ภาพฉายซ้ำ เรื่องที่ 2 – ซากมอเตอร์ไซค์

หลายปีมานี้ พ่อแม่ผมไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขที่บ้านชายหาดหัวหิน โดยมีคนรับใช้อยู่สองคน ส่วนผมมีธุรกิจและต้องดูแลบ้านที่กรุงเทพฯ แทบทุกสุดสัปดาห์ผมจะพาภรรยาและลูกสาวเล็ก ๆ สองคนไปหัวหินเป็นประจำ ก่อนสงกรานต์เราไปพบกับญาติ ๆ ที่มากราบขอพรจากพ่อแม่ผมพอดี

วันอาทิตย์นั้น แทนที่จะออกจากหัวหินบ่ายสามโมงตามปกติ เรากลับคุยกันเพลิน ต่อเวลาไปเกือบสามทุ่มไม่รู้ตัว…ถ้าไม่ติดประชุมพรุ่งนี้ผมอาจค้างคืนแล้วกลับมาเช้าก็ได้

เวลาขับรถทางไกล น้องเฟิร์น-คนโตชอบนั่งข้างหน้ากับผม ส่วนเฟมคนเล็กจะมีกองหมอนและผ้าห่ม นอนตักแม่อยู่ด้านหลัง คืนนั้นพอขึ้นรถ เด็ก ๆ ก็ง่วงและหลับไปอย่างรวดเร็ว…สองข้างทางมืดสนิท ไม่มีวิวทุ่งหญ้าและภูเขาให้ดูนี่ครับ

เราเดินทางผ่านเพชรบุรี โดยไม่ได้แวะซื้อขนมที่ไหน พอถึงวังมะนาวก็ขึ้นบายพาสกลับทางสมุทรสาคร เส้นทางสายนี้น่ากลัวไม่ใช่เล่น เพราะมืดและไม่มีไฟข้างถนน ถ้ามีใครข้ามหรือมีรถวกกลับตัดหน้าล่ะก็ เราจะเห็นเป็นแค่เงาวูบวาบเท่านั้น! เพื่อน ๆ หลายคนเล่าว่า เวลาดึก ๆ บางคนจะถูกปล้นก็มี ต้องระวังตัวให้มาก ๆ

ผมขับมาเรียบ ๆ น้องเฟิร์นลืมตาขึ้นมาคุย เช่นเดียวกับเฟมที่ลุกขึ้นมานั่งเล่นเหมือนจะพากันตาสว่างไปเสียแล้ว รถขึ้นสะพานข้ามแม่กลอง ตลอดถนนเกือบจะมีแต่รถของเราคันเดียวเท่านั้น!

พอลงสะพาน น้องเฟิร์นชี้มือไปข้างหน้า แล้วถามว่าพวกเขามองดูอะไรกัน? ผมเหลือบมองก็เห็นเงาของฝูงชนจำนวนมากยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างถนน คงมีอุบัติเหตุมั้ง? แม่ของเฟิร์นชะเง้อตัวขึ้นมอง แสดงว่าเธอก็มองเห็นด้วยเหมือนกัน

ทันใดนั้นเอง แสงไฟหน้ารถเราก็ส่องจ้าไปกระทบกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ล้มบิดเบี้ยวอยู่เกือบกลางถนน บ่งบอกว่าคนขับคงจะไม่รอดแน่ อย่างเบาะ ๆ ก็สาหัส…ดีนะครับที่ผมขับรถไม่เร็วนักจึงหักหลบทัน และพอดีกับเราทุกคนเห็นรถ เห็นศพ…ต้องเป็นศพที่เพิ่งสิ้นลมหายใจหยก ๆ แน่เลย!

เป็นผู้ชายอายุราว 30 เตี้ยล่ำ นุ่งกางเกงสีดำ เสื้อลายทางสีน้ำเงิน ที่เห็นชัดเพราะแสงไฟหน้ารถเราสว่างพอ…เขานอนบิดกลางอย่างน่ากลัว คือส่วนศีรษะถึงเอวอยู่ในท่าหงาย ส่วนเอวลงไปทั้งท่อนล่างกลับนอนคว่ำ เลือดไหลนองทั้งถนน นัยน์ตาเหลือกลาน เบิกโพลง ลืมค้าง บ่งบอกความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนจะสิ้นใจ!

ผมคิดว่าคนกลุ่มใหญ่นั้นมามุงดูเหตุการณ์นั่นเอง…แต่พอเข้าไปใกล้กลับปรากฏว่าไม่มีใครสักคนครับ…พวกเราพ่อแม่ลูกเงียบกริบเหมือนถูกสาป กลายเป็นเบื้อใบ้ ไม่มีปากลิ้นไปตาม ๆ กัน เหลือบมองกระจกหลัง มีรถตู้คันหนึ่งแล่นตามมาห่าง ๆ ไฟจากรถตู้ทำให้เราเห็นชัด ๆ ว่าบนถนนไม่มีทั้งมอเตอร์ไซค์และศพ ที่เราเพิ่งเห็นไม่กี่วินาทีนี้เอง ถนนว่างเปล่า โล่งสะอาดตลอดทางเลยครับ!

เฟมร้องเรียกแม่เสียงสั่น แล้วซุกเข้ากอดแม่แน่น ผมหนาวเยือกไปทั้งตัว หน้าชาเห่อ ส่วนเฟิร์นนั่งตัวแข็ง ภรรยาผมเอาผ้าห่มผืนเล็กอ้อมมาห่มให้ลูกสาว โดยไม่ยอมพูดจาอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

อึดใจนั้นเอง ผมเห็นมอเตอร์ไซค์วิ่งแซงขึ้นมาทางซ้าย คือด้านที่น้องเฟิร์นนั่ง คนขี่ไม่ได้สวมหมวกกันน็อก เขานุ่งกางเกงดำ เสื้อลายทางสีน้ำเงิน เฟิร์นครางเบา ๆ ขณะที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นพุ่งแซงหายไปในความมืด แล้วเราก็ไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เมื่อกลับถึงบ้านเกือบตีหนึ่ง เราให้ลูก ๆ มานอนบนเตียงระหว่างเราสองคน แล้วพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มันคงไม่ใช่ผีหรอก แต่อาจเป็นคลื่นพลังงานที่ยังคงค้างอยู่เหมือนเราอัดเทปไว้ไงล่ะครับ… ที่พวกเรามองเห็นก็เหมือนกับภาพที่ฉายซ้ำน่ะแหละ

ลูก ๆ คงไม่เข้าใจหรอก ผมกับภรรยาต้องแสดงความมั่นคง ไม่หวาดกลัวอะไรเลย ลูก ๆ จะได้หายจากอาการขวัญเสียครับ แต่สำหรับตัวเองน่ะ ยอมรับว่าขนหัวลุกไปเลย!

ขอขอบคุณที่มา: ผมเห็นเขาถูกฆ่า! – นิตยาสารต่วย’ตูน (ไม่ทราบฉบับและวันที่) | ซากมอเตอร์ไซค์ – ขนหัวลุก โดย ใบหนาด

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!