เฮี้ยนกลางงานศพ – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

สวัสดีครับเพื่อน ๆ พี่น้องชาวสมาชิกและพี่ ๆ ทีมงาน Shock FM ทุกท่าน เรื่องที่ผมจะเล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ครับ เรื่องมีอยู่ว่า…

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสนิทกัน เนื่องจากบ้านเราอยู่ใกล้เคียงกันและเรียนห้องเดียวกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งจบประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากนั้นเราก็ต่างแยกย้ายกันไปศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาต่างโรงเรียนกัน

เพื่อนของผมคนนี้ชื่อเปิ้ลครับ เปิ้ลเป็นสาวน้อยที่ดูสดใส น่ารัก แต่ค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเองสักหน่อย เพราะว่าทางบ้านเปิ้ลนั้นเลี้ยงดูอย่างตามใจ ดังนั้นจึงทำให้เปิ้ลอารมณ์ค่อนข้างรุนแรงและจะทำอะไรแบบหุนหันพลันแล่น พอเราแยกย้ายกันเรียนระดับมัธยมกันแล้วก็เริ่มทำให้เราไม่ค่อยได้สนิทกันและไม่ได้เล่นกัน แต่ผมก็ยังเห็นเปิ้ลอยู่เรื่่อย ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งมาทราบข่าวอีกทีคือ เปิ้ลแต่งงานด้วยอายุเพียง 14 ปี ซึ่งทางบ้านเปิ้ลทั้งพ่อและแม่มีแต่คนห้ามแล้ว แต่เปิ้ลนั้นไม่ฟัง คือจะเป็นตายร้ายดียังไงก็จะต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ให้ได้ เมื่อเป็นดังนั้นพ่อแม่เปิ้ลจึงจำยอม เปิ้ลแต่งงานได้ไม่กี่เดือนก็มีเหตุทำให้เปิ้ลนั้นต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

วันนั้นผมจำได้ดีเลยว่า ผมช่วยทางบ้านขายของอยู่ที่หน้าตลาด จู่ ๆ แม่เปิ้ลรับโทรศัพท์แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ ซึ่งผมเองและผู้คนแถวนั้นก็ตกอกตกใจว่าแม่เปิ้ลเป็นอะไร จึงเข้าไปดูแล้วสอบถามจนได้ใจความว่า เปิ้ลโดนรถชนจนเสียชีวิต

วันนั้นเปิ้ลซ้อนมอเตอร์ไซค์์แฟนเพื่อที่จะมาเอาของขวัญที่แม่และพี่สาวเปิ้ลซื้อเตรียมไว้ให้ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คือแฟนเปิ้ลขี่รถมาด้วยความเร็วสูงจนกระทั่งมาถึงตรงสี่แยกนั้น พอดีเป็นสัญญาณไฟแดง แฟนเปิ้ลจึงเบรกกะทันหันทำให้ล้อรถปัดรถล้มลงกลางถนน

เปิ้ลไม่สามารถลุกขึ้นได้เนื่องจากถูกตัวถังรถมอเตอร์ไซค์ทับขาอยู่ ส่วนแฟนเปิ้ลกระเด็นขึ้นไปบนเกาะกลาง ขณะรถล้มนั้นถนนโล่งมากไม่ค่อยมีรถวิ่ง แต่แล้วในช่วงจังหวะที่รถล้มนั้นเปิ้ลกำลังจะลุกขึ้นมา บังเอิญเป็นช่วงจังหวะที่ไฟเขียวพอดี! แล้วมีรถไมโครบัสวิ่งมาด้วยความเร็วสูงและเห็นว่าไฟเขียวพอดีจึงเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่ โดยไม่ทันได้เห็นว่าเปิ้ลประสบอุบัติเหตุอยู่กลางถนน ทำให้รถไมโครบัสชนและทับหัวเปิ้ลสมองเละ หมวกกันน็อคแตกกระจายเสียชิวิตคาทีทันที

ผมและแม่เปิ้ลรีบนั่งรถไปดูยังที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากร้านที่ผมขายของไม่มากนัก แต่มันก็สายไปแล้ว เปิ้ลอำลาโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

จากนั้นแม่เปิ้ลจึงไปรับศพที่โรงพยาบาลแล้วนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแห่งหนึ่ง คืนแรกการสวดอภิธรรมศพนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนคืนที่สองนั้น ขณะที่พ่อเปิ้ลนั่งฟังพระสวดพระอภิธรรมอยู่นั้น อยู่ ๆพ่อเปิ้ลก็ตะโกนเรียกชื่อ “เปิ้ล” ออกมาด้วยเสียงอันดัง ผู้คนในงานต่างตกอกตกใจกันยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งพระสงฆ์ที่ลงสวดที่ศาลาด้วย ต่างพากันตกใจและกลัว

พ่อเปิ้ลเห็นดังนั้นจึงบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะคิดมากไปเอง แต่จริง ๆ แล้วพ่อเปิ้ลเห็นเปิ้ลยืนอยู่บนโลงศพ แล้วยิ้มให้พ่อ ซึ่งพ่อเปิ้ลเองยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาดเพราะว่าเห็นอยู่นานมากจนแน่ใจ

พอคืนที่สามเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก ระหว่างที่พระสวดอยู่นั้น ป้าของเปิ้ลและแม่เปิ้ลก็พากันเข้าไปช่วยดูแลกับข้าวในครัว เพื่อจะนำมาเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ระหว่างที่จัดเตรียมอาหารอยู่นั้น ป้าก็บอกว่าทำไมรู้สึกวูบ ๆ หนัก ๆ หัว สักพักก็ล้มลงไปนอน แม่เปิ้ลเห็นดังนั้นก็ตกใจคิดว่าป้าเป็นลมจึงเข้าไปดูอาการ และแล้วป้าก็ลุกขึ้นมาแล้วกระโดดกอดแม่เปิ้ลและร้องเรียก “แหมะ…” (เปิ้ลจะเรียกแม่ว่า “แหมะ” เนื่องจากครอบครัวเปิ้ลเป็นคนจีน)

บัดนี้ร่างของป้าหลวย (ป้าของเปิ้ล) ก็ลุกขึ้นมาแล้วกระโจนโผลเข้ากอดแม่ แล้วร้องไห้บอกว่าเปิ้ลเอง เปิ้ลร้องไห้และพรรณาต่าง ๆ มากมาย จับใจความได้ว่า

“แหมะ…เปิ้ลยังไม่อยากตาย ทำไมมันต้องมาเอาชีวิตเปิ้ลด้วย เปิ้ลเจ็บไปหมดเลย ปวดระบมไปทั้งตัวเลย…”

ทั้งสองแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็พากันตกใจกรูเข้ามาดู บ้างก็หดหู่เวทนา บ้างก็กลัวจนตัวสั่น จะไม่ให้กลัวได้ยังไงล่ะครับ ตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตผมเองก็ยังไม่เคยเจอวิญญาณที่ไหนเฮี้ยนจัดถึงขนาดมาเข้าร่างคนอื่นกลางงานศพแบบนี้ เปิ้ลบอกว่า

“แหมะกับป๊าไม่ต้องห่วง เปิ้ลสบายดี แต่เปิ้ลต้องใช้หนี้กรรม ตอนมีชีวิตอยู่เปิ้ลชอบต่อว่าป๊ากับแหมะเอาไว้…” แล้วตั้งแต่นั้นมาเปิ้ลก็มาเข้าร่างป้าหลวยอยู่ทุกวัน

จนกระทั่งวันเผา ก่อนเผาเปิ้ลก็เข้าร่างป้าหลวยแล้วร้องห่มร้องไห้ รำพันว่ายังไม่อยากตาย แล้วสั่งเสียให้พี่สาวดูแลแหมะกับป๊าดี ๆ จนกระทั่งหลังเผาไปแล้วเปิ้ลก็ยังมาเข้าร่างป้าหลวยอีกเรื่อย ๆ แล้วร่ำไห้ว่า

“เปิ้ลต้องใช้กรรมอีกยาวนานเลย เปิ้ลยังไม่อยากตาย”

จากนั้นครอบครัวของเปิ้ลก็ไปทำบุญและกล่าวอโหสิกรรมให้กับสิ่งที่เปิ้ลเคยทำและล่วงเกินเอาไว้ จากนั้นเปิ้ลก็ไม่มาปรากฏให้เห็นอีกเลย…

เรื่องก็มีอยู่ประมาณนี้ครับ ความจริงแล้วถ้าเล่าน่ะมันคงมีรายละเอียดอีกเยอะ แต่การเล่าผ่านทางภาษาเขียนมันเลยไม่ค่อยอำนวยสักเท่าไหร่ครับ

ป.ล.หากวิญญาณเปิ้ลยังคงอยู่และรับรู้ได้ ผมก็ต้องขออโหสิแก่เปิ้ล ที่นำเอาเรื่องเปิ้ลมาเผยแผ่ต่อสาธารณชน ผมเองไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่แต่ประการใด เพียงแต่ต้องการแชร์ประสบการณ์สยองให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้รับฟังเท่านั้นเอง ขอให้เปิ้ลจงมีแต่ความสุขและอยู่ในภพภูมิที่ดีนะครับ

เพื่อนคนนี้ยังอาลัยเสมอ…

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!