“คุณไสยลุงดั่น” คนเล่นของที่นครนายก

สมัยเด็กผมอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ได้พบเห็นเรื่องแปลก ๆ ทางไสยศาสตร์ นอกจากพระเครื่องกับตะกรุดและผ้ายันต์แล้ว ยังมีการเคี้ยวว่านให้หนังเหนียวและการสักยันต์

ในหมู่บ้านมีชายชราอายุห้าสิบเศษชื่อลุงดั่น ทำสวนผักอยู่ใกล้ ๆ กัน ลูกเต้าแกล้วนเติบโตแยกย้ายไปหมดแล้ว อยู่กับเมียชื่อป้าแวว เป็นคนเล่าเรื่องของขลังต่าง ๆ ให้ผมฟังหลายเรื่อง โดยเฉพาะความเชื่อถือกฎเกณฑ์เก่า ๆ อย่างเคร่งครัดแทบไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำไป!

ลุงดั่นบอกว่าคนเล่นของจะไม่ยอมกินอาหารในงานศพ ถ้าไปงานศพกลับมาต้องล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ หรือน้ำแช่ใบทับทิม ไม่กินผลไม้ เช่น มะเฟืองและละมุดเด็ดขาด เพราะ ถือว่าคล้ายกับอวัยวะเพศสตรี แม้แต่น้ำเต้าก็ไม่ ยอมกิน เนื่องจากทั้งชื่อและลักษณะเหมือนทรวงอกผู้หญิง

ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้บันได เชื่อว่าจะทำให้ “ของเสื่อม” ถ้าเข้าส้วม (หรือเวจ) ข้างบ้าน แล้วมีใครมาตะโกนเรียกก็จะไม่ยอมขานรับเลย จนกว่าจะเสร็จธุระ โผล่ออกมาแล้ว

ทำน้ำมนต์เอาไว้กินเอง! เสกทั้งน้ำล้างหน้าและแป้งผัดหน้า จะไปไหนก็ดูเมฆ สังเกตลมหายใจว่าคล่องจมูกด้านซ้ายหรือด้านขวา จะได้ก้าวขาข้างนั้นออกไปก่อน

ลุงดั่นมีห้องพระเล็ก ๆ อยู่ข้างห้องนอน แกเคยพาผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งก็เห็นบรรยากาศทึบทึมน่ากลัว มีทั้งพระพุทธรูปกับเทวรูป ตุ๊กตาเด็กสูงราวหนึ่งศอกปิดทองแทบทั้งตัว…แกบอกว่าเลี้ยงกุมารทองไว้เฝ้าบ้านด้วย

“ถ้าใครคิดร้ายบุกเข้ามา กุมารทองของข้าก็จะจัดการมันเอง!”

แกบอกผมด้วยเสียงหัวเราะ แต่แววตาดูเหี้ยมเกรียมน่าขนลุก พ่อผมเล่าว่า เมื่อยังหนุ่ม ๆ ลุงดั่นเป็นนักเลงใหญ่ ก่อศัตรูไว้มากมาย แม้ว่าต่อมาแกจะวางมือหรือ “ถอดเขี้ยวถอดเล็บ” แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกศัตรูเก่า ๆ ยังจะตามอาฆาตจองเวรอยู่หรือเปล่า?

ด้วยเหตุนี้เอง ลุงดั่นจึงต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา!

วันหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงสัตว์ขู่คำราม กับเสียงเด็กแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงแช่งด่าของลุงดั่น…จนกระทั่งเสียงน่ากลัวต่าง ๆ เงียบหายไป พวกเราจึงจุดไฟออกไปดู ภาพที่เห็นทำให้ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน!

ลุงดั่นนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว หน้าอกกับแผ่นหลังพราวด้วยลายสักยันต์ มือถือดาบจังก้าอยู่ที่หัวบันได สายลมพัดยอดไม้ดังซู่ซ่าเกรียวกราว ฟังเหมือนเสียงใครกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะครืนอย่างเย้ยหยัน…ขบขันเต็มประดา

“มาฆ่ากูซีวะ ไอ้เดนนรก! เมียกูไปทำอะไรให้มึง ไอ้หน้าตัวเมีย…รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้”

เพื่อนบ้านช่วยกันปลอบโยน ลุงดั่นโยนดาบทิ้ง นั่งลงซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นฮัก…เมื่อคนอื่น ๆ เข้าไปในห้องนอนก็ผงะหน้าไปตาม ๆ กัน

ป้าแววนอนหงายลืมตาโพลง เลือดแดงฉานท่วมตัว ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งจนหลายคนเบือนหน้าหนี…ที่ใบหน้าและทรวงอกมีริ้วรอยเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ฉีกเหวอะหวะน่าสยดสยอง…ใกล้ ๆ กันนั้นมีร่างของตุ๊กตาที่เรียกว่ากุมารทอง คอขาด แขนขาหักรุ่งริ่ง แทบกลายเป็นเศษดินด้วยซ้ำไป!

ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีว่า ศัตรูเก่าของลุงดั่นตามอาฆาตจองเวรอย่างไม่ลดละ…แม้ว่าจะทำร้ายลุงดั่นไม่ได้ เมียของแกก็ต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อเผาศพป้าแววแล้ว ลุงดั่นก็เอาสายสิญจน์มาล้อมบ้านไว้ ตอนกลางคืนก็ถือดาบลงไปเดินวนเวียนรอบบ้าน ด้วยความหวาดระแวงว่าศัตรูยังไม่เลิกราที่จะล้างผลาญชีวิตแกให้จงได้

สิ่งที่ทำให้เพื่อนบ้านขนหัวลุกก็คือ ตอนดึก ๆ เมื่อลุงดั่นขึ้นไปนอนแล้ว มักมีเสียงหมาหอนโหยหวน ดังเยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ…หลาย ๆ คนโผล่หน้าต่างดูก็เห็นป้าแววเดินเลาะอยู่ริมรั้วที่มีสายสิญจน์ล้อมรอบ พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นน่าสะเทือนใจ…ก่อนจะลับหายไปทางป่าช้า

อีกราวเดือนเศษ ลุงดั่นก็นอนหลับไปตลอดกาล…

น่าประหลาดที่ตามร่างกายไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลใด ๆ เลย คนลือกันว่าป้าแววหาโอกาสเข้าไปในบ้านจนได้ แล้วเอาชีวิตลุงดั่นไปอยู่ด้วย! บางคนก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูเก่า ผู้ติดตามอาฆาตจองเวรอย่างไม่ยอมเลิกรา

เรื่องราวชีวิตคนเล่นของอย่างลุงดั่นจึงปิดตำนานลงเพียงนี้เองครับ!

ขอขอบคุณที่มา: คอลัมน์ขนหัวลุก ใบหนาด

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!