“มันอยู่ในลาซาล!” สยองขวัญซอยย่านบางนา

สมัยหนุ่ม ๆ ผมยึดอาชีพขับแท็กซี่เลี้ยงครอบครัว วัน ๆ ก็ตะลอน ๆ หาผู้โดยสารไปตามถิ่นเดิมที่ชำนาญทาง คือย่านวังบูรพากับหน้าตลาดบำเพ็ญบุญ ตรงข้ามโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง แถวสามแพร่ง เสาชิงช้า บำรุงเมือง เฟื่องนคร หรือว่าเจริญกรุงกับเยาวราชก็คล่องแคล่วได้การครับ

บางวันก็ไปถึงสยามสแควร์ เพลินจิต สมคิด ชิดชม ร่วมฤดี อะไรพวกนี้ก็คือว่าทะลุปรุโปร่งได้การ

อ้อ! สี่พระยา สุรวงศ์ สีลม โดยเฉพาะพัฒน์พงศ์ที่มีนักเที่ยวคึ่ก ๆ ไม่ผิดกับย่านรัชดาฯ สมัยนี้ก็ไปบ่อย…จะมีแตกต่างกันก็ตรงที่ตอนนั้นทหาร จีไอ.เต็มบ้านเต็มเมือง

แหม…ก็สงครามเวียดนามกำลังดุเดือดเลือดพล่านนี่ครับ!

พูดถึงย่านสุขุมวิทน่ะ ส่วนมากผมจะไปแค่ขนส่งเอกมัยหรือไม่ก็พระโขนง นาน ๆ ถึงจะไปบางนา จนถึงบางปูบางปิ้งซะที… ส่วนมากเป็นตอนกลางวันครับ ยามค่ำคืนผมไม่อยากเสี่ยงกับไอ้พวกโจรห้าร้อยหรอกคุณ ได้ไม่คุ้มเสีย

แต่แล้วคืนหนึ่ง ผมก็ต้องควบอีแก่คู่ยากไปถึงซอยลาซาลบางนาเข้าจนได้

สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก ผมไปส่งผู้โดยสารที่คลองตัน ตอนตีรถย้อนกลับเข้าเมืองก็เจอะเจอสาวสวยที่ขนส่งสายใต้ หิ้วกระเป๋าใบโตมาคนเดียว นุ่งยีนส์สวมเสื้อยืด ขอให้ไปส่งที่นั่น…ตอนแรกก็ว่าจะบอกปัดหรอกครับ แต่เห็นเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวก็เลยหยวนง่าย ๆ

ยอมรับก็ได้เอ้า…ผมเห็นคนสวยหุ่นดีแล้วใจอ่อนครับบอกตรง ๆ ไหนจะตกลงสนนราคากันที่ 20 บาทอีกล่ะ…ตอนนั้นน้ำมันราคาลิตรละ 7 บาทเองนะครับ!

ตอนนั้นราวสามทุ่มกว่า ผมกะว่าส่งเธอแล้วก็จะบึ่งกลับไปส่งรถที่รองเมือง…คงไม่เกินสี่ทุ่ม จะได้หาเหล้าแรง ๆ มาแก้เหนื่อยก่อนกินข้าวต้มแล้วกลับรังนอนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน…ถนนยังโปร่งโล่งผิดกับสมัยนี้ลิบลับ

ผมห้อรถข้ามสะพานที่พระโขนง ผ่านอ่อนนุช ปุณวิถี…ดูเหมือนจะผ่านบางจากกับซอยอุดมสุขที่โด่งดังเพราะบังกะโลสุขใจ ก่อนจะถึงบางนา…เลี้ยวเข้าซอยลาซาลมืดสลัว อ้อ! สมัยนั้นซอยต่าง ๆ ที่ส่วนมากอยู่ด้านซ้ายน่ะค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวน่าใจหาย สองข้างทางมีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนาเวิ้งว้าง ต้องเข้าไปลึกเชียวล่ะครับ กว่าจะถึงหมู่บ้านแต่ละแห่งน่ะ

ผู้โดยสารสาวสวยของผมวางกระเป๋าไว้บนเบาะหลังข้าง ๆ ตัว เอนหลังพิงพนักท่าทางเหนื่อยล้า น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเธอบอกว่ามาจากระนองโน่นแน่ะ…จะไปอยู่กับพี่สาว เพื่อหางานทำในเมืองหลวง

นึก ๆ ก็น่าสงสารแกมห่วงใย…นี่ถ้าเธอไปเจอโจรในคราบแท็กซี่มีหวังโดนจี้ เผลอ ๆ ก็ถูกข่มขืนฆ่าทิ้งอีกด้วย หน้าตาสวย ๆ ซื่อ ๆ ดูคมขำ กับหุ่นเซ็กซี่ยังงี้มันยั่วใจชะมัด

อ๋อ…โอกาสวิเศษก็คือตอนเข้าซอยเปลี่ยวที่มีแต่เวิ้งที่ว่าง สลับกับป่าละเมาะน่ะ มันเหมาะที่จะกระทำย่ำยีเหยื่อสาวพิลึกละ…พอดีเธอชะโงกหน้ามาบอกว่าจอด ๆ ถึงแล้วค่ะ…

ผมชักงงที่ไม่เห็นบ้านช่องที่ไหนสักหลัง มีแต่ดงไม้มืดครึ้ม อยู่ใต้แสงดาวเต็มฟ้า

“พี่เค้าบอกว่าสุดซอยพอดี…” เธอเหลียวซ้ายแลขวา “อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ช่วยหนูดูหน่อยซีคะ…”

เอาละซี! ถ้าเป็นผู้ชายผมคงชักเหล็กขูดชาฟต์ออกมาเตรียมพร้อมแล้ว…แต่ไม่แน่นะ ถ้าเป็นสาวแสบในคราบสาวซื่อ คุณเธออาจจะนัดแนะใครมาดักรอตรงนั้นก็เป็นได้

ผมกระเดือกน้ำลาย เหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เสียงแมลงกลางคืนดังระงมขึ้นมา…ไม่เห็นมีวี่แววใครนอกจากเนินดินสูง ๆ ต่ำ ๆ เรียงราย กับศาลโย้เย้ตั้งตะคุ่มอยู่ในความมืดสลัว กลมกลืนกับดงไม้…เพ่งมองให้แน่ใจก็ปรากฏว่าเป็นศาลพระภูมิ!

หญิงสาวส่งเงินให้ผมแล้วผลักประตู คว้ากระเป๋าลงไปยืน เก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะก้าวเดินช้า ๆ เอ…เธอใจเด็ดน่าดูแฮะ! ผมมองตามไปด้วยความเป็นห่วงก็เห็นเธอชะงักกึกอยู่กับที่…ครั้นมองตามไป ก็เห็นร่างขาว ๆ สองร่างปรากฏโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า…

อะไรกัน? เธอถอยหลังกรูด ๆ ผมเองก็ปากคอแห้งผาก มือตีนเย็น รีบเข้าเกียร์ถอยหลังกรูด ๆ ไอ้ที่เห็นเป็นเนินดินสูง ๆ ต่ำ ๆ ตอนแรกน่ะ ที่แท้ก็คือหลุมฝังศพ!

สาวสวยหันกลับมาวิ่งเร็วจี๋ ร้องว่า…ช่วยด้วย! ช่วยด้วย…ผมสับสนไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก พอดีเธอวิ่งมาเปิดประตูหลังที่ยังเปิดอ้า แล้วเผ่นขึ้นมาหอบฮัก ๆ ราวจะสิ้นใจ

นรกเป็นพยาน! ร่างขาว ๆ ทั้งสองคือแม่ชี หน้าดำเกรียมแต่นัยน์ตาแดงจ้าปานถ่านไฟแดง ๆ ผมมองเห็นภาพสยองเต็มตา ขณะที่สาวสวยยกมือปิดหน้าร้องกรี๊ด ๆ แสบแก้วหู นึกไม่ออกว่าเธอจำซอยผิดหรือผมเข้าซอยผิดก็ไม่ทราบ…แต่เมื่อส่งถึงบ้านพี่สาวเรียบร้อย เธอก็ยกมือไหว้ขอบคุณผมอย่างจริงใจ

คืนนั้นผมซดเหล้าไม่รู้จักเมา ได้ข่าวว่าที่นั่นเคยเป็นป่าช้าเก่า…ขนหัวลุกซีครับ!

ขอขอบคุณที่มา: ขนหัวลุก โดย ใบหนาด

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!