“บ่องสะโหนดเบียง” น้ำตกผี จ.กาญจนบุรี

ขอเกริ่นก่อนเลยครับว่า เรื่องนี้ผมเจอมากับตัวครับ ส่วนตัวผมชอบเที่ยวป่าอยู่แล้ว ชอบเดินป่าเที่ยวน้ำตกสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนไป มักจะซ่อนอยู่ตามหุบเขาที่เข้าถึงยาก ทำให้ได้บรรยากาศและสถานที่ที่สวยงาม

เข้าเรื่องเลยละกันครับ…

ณ วันออกเดินทาง ทริปนี้ก็เหมือนทริปก่อน ๆ ของผม จุดหมายปลายทางที่น้ำตกแห่งหนึ่งในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผมนัดกับเพื่อนอีก 5 คน ที่ตัวเมืองกาญจนบุรีครับ กาน พลอย ฝุ่น จอร์จ และน้ำ (นามสมมติ) ขับรถยนต์ไปกัน ถึงต้นทางพวกเราก็ฝากรถไว้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในตัวอำเภอ

จากนั้นก็จัดซื้อหาเสบียง แล้วผมเลยไปหาผู้ใหญ่บ้านให้หาคนนำทางให้ผมหน่อย

“ที่ที่พวกผมจะไป พอจะมีคนนำทางให้ได้ไหมครับ”

“ไอ้หนู…เอ็งจะไปจริงเหรอ แน่ใจแล้วนะ” เขาตอบกลับมา

ผมก็แปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เราอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา

แกเลยบอกว่าให้ไปหา พรานไพร (นามสมมติ) พวกผมเลยออกตามหาพรานจนเจอตัว แล้วก็บอกจุดหมายที่จะไป สิ่งแรกที่เขาถามเลยคือ “พวกเอ็งมี เหล้า เบียร์ ของมึนเมาติดมาด้วยไหม” พวกผมเลยบอกว่า “มีครับ” พรานเลยบอกกลับมาว่า “ข้าจะส่งเอ็งแค่ปากทาง ข้างในนั้นข้าไม่อยากเข้าไป…”

พวกผมเลยปรึกษากัน ขอให้พรานวาดแผนที่คร่าว ๆ ให้หน่อย ระยะทางจากปากทางเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 12 กิโลเมตรครับ

หลังจากนั้นพรานก็ไปส่งพวกผมที่ปากทาง เวลาตอนนั้นประมาณ 10 โมงกว่า ๆ ก็เหมือนกับสถานที่อื่น ๆ ที่ผมเคยไปแหละครับ เป็นสภาพป่าที่ค่อนข้างรก มีต้นไม้สูงปกคลุม ไอ้กานเพื่อนผมหันไปเห็นศาลเพียงตา มันเอ่ยออกมาว่า

“เฮ้ย! พวกเราเอาของเซ่นเจ้าที่หน่อยไหม จะเข้าที่เข้าทางเค้าน่ะ” ไอจอร์จเลยพูดออกมาว่า “ไม่ต้องหรอก เสียเวลาว่ะ นี่จะเที่ยงละ เดี๋ยวถึงจะมืดซะก่อน”

ผมเลยไม่อะไรมาก เลยมุ่งหน้าเดินทางเพื่อเข้าไปยังตัวน้ำตก บรรยากาศภายในป่าก็ชื้น ๆ ครับ เพราะมีต้นไม่สูงใหญ่ปกคลุม แทบไม่เห็นแสงแดดส่องลงพื้นดิน พวกผมหยุดเติมพลัง เวลาประมาณ 4 โมงเย็น

และแล้วก็ถึงน้ำตกครับ มันสวยมาก สวยจนพวกผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง สวยเกินคำบรรยายจริง ๆ ครับ เลยกะว่างั้นตั้งแคมป์ข้าง ๆ น้ำตกละกัน พวกผู้หญิงก็ถ่ายรูป เล่นน้ำ จัดเตรียมอาหารที่พัก ผม จอร์จ และกาน ก็นั่งจิบเบียร์เล่นกีต้าร์กันเพลิน ๆ กับบรรยากาศที่สุดจะบรรยาย

เวลาประมาณ 2 ทุ่ม พวกผมก็ก่อกองไฟนั่งล้อมวงกันตามประสาวัยรุ่นแหละครับ พักนึงพลอยปวดฉี่มันเลยบอกให้ฝุ่นไปเป็นเพื่อน สักพักก็กลับมากัน ฝุ่นก็ปกติครับ ร้องเพลง สังสรรค์ แปลกที่พลอย เพราะหลังจากที่มันกลับมามันก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จา สั่น น้ำตาคลอ ทั้งที่ปกติมันร่าเริงสุดในแก๊ง

ผมเลยถามว่า “พลอยเป็นอะไร” มันก็ไม่ตอบ เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตา พวกผมหยุดร้องรำทำเพลง หันมาทางพลอย ทั้งสะกิด ถาม เขย่า มันก็ไม่หือไม่อือ พวกผมก็จนปัญญา จนผมรู้สึกว่ามันแปลกแล้ว ผมจึงยกมือไหว้พระที่ผมห้อยแล้วเอาไปคล้องคอมัน จากนั้นมันก็หลับไปเลย งงสิครับ นั่งมองหน้ากันเอ๋อเลย เลยพามันเข้านอนสงสัยเป็นเพราะมันน่าจะไข้ขึ้น จากนั้นก็ออกมาสังสรรค์กันต่อ

ดึกขึ้น ๆ เวลาประมาณ 5 ทุ่มครับ พวกผมกำลังจะเข้านอนกัน ไอ้จอร์จหันไปทางที่เราเดินเท้าเข้ามา เห็นผู้หญิงวัยกลางคนกำลังอุ้มลูกเดินออกมาจากเงามืดของป่า มันเลยถามว่า “น้าครับ…น้าจะไปไหนครับ” พวกผมก็หันไปมองกันหมด

“ลู่น้าม่าสบา จะพาปะหาหมอที่หมู่บ้า…” ประมาณว่า ลูกน้าไม่สบาย จะพาไปหาหมอที่หมู่บ้าน

ผมเอะใจ นี่ห้าทุ่มนะ เขาเดินออกมาทั้ง ๆ ที่ทางมันมืดขนาดนั้นได้ยังไง ไอ้น้ำมันหันมาบอกผมว่า

“เออน่า…เขาคนพื้นที่ เข้าออกประจำ มึงไม่ต้องไปเสือกไรเขาหรอก” จากนั้นน้าเค้าก็เดินหายไปในเงามืด ตรงทางออกไปยังหมู่บ้าน

พวกผมก็เก็บข้าวของเข้านอนประมาณเที่ยงคืน (พวกผมนอนเต็นท์เดียวกันหมด)

นอนไปยังไม่ทันจะหลับดี ผมได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินย่ำกิ่งไม้อยู่ข้างนอกเต็นท์ ผมจึงหันไปสะกิดฝุ่น “ได้ยินปะ” มันตบหน้าผมแรงมากครับ แล้วมันก็บอกว่า “หุบปากเลย! หลับ ๆ ไปซะ ได้ยินอะไรห้ามทักห้ามพูด” ไอ้เราก็โมโหครับ เอ้า! ก็คนมันได้ยินจะให้ทำยังไงล่ะ… สักพักเสียงนั้นก็เงียบไป

แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ประมาณตีหนึ่ง ผมได้ยินเสียงนกหวีดแว่ว ๆ มาตามลม ตามด้วยเสียงเหมือนกับฝีเท้าของคนหลาย ๆ คนย่ำอยู่กับที่ ‘พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!’ ผมก็พยายามข่มตาหลับครับ กลัวก็กลัว สักพักมีอะไรไม่รู้มาเขย่าเต็นท์ ผมทนไม่ไหวเลยหันไปหาฝุ่นอีก แล้วถามมันว่า “ได้ยินเหมือนที่กูได้ยินไหม!” คราวนี้มันสั่นเลยครับ เหงื่อแตกเต็มตัว แล้วก็บอกว่า “กูได้ยินทุกอย่าง กูก็ยังหลับไม่ลง!”

คราวนี้ก็ตื่นกันหมดเลยครับ ยกเว้นไอ้พลอย เรานั่งล้อมวงในเต็นท์ ปรึกษากันว่าเอายังไงดี เสียงก็ยังคงดังแว่ว ๆ ในหูทุกคนตลอด แล้วพวกเราก็ต้องตกใจกันสุดขีด เพราะมีเสียงผู้ชายวัยกลางคนดังมาจากนอกเต็นท์

“พวกมึงไม่รอดกันหมดหรอก ต้องมีใครสักคนต้องตาย ทำอะไรไว้ พวกมึงสักคนต้องตาย ต้องมีคนตายยยย…”

หลอนเลยครับ กลัวสุดชีวิต มือไม้สั่นไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ฝุ่นกับน้ำเอาแต่นั่งร้องไห้เพราะความกลัว

ผม ไอ้จอร์จ ไอ้กาน ก็ได้แต่สวดมนต์ครับ เท่าที่ชีวิตนี้เคยรู้จัก ทุกบททุกตอนที่เคยเข้าค่ายธรรมมะ มีพระมีองค์ก็ควักออกมาพนมมือไหว้กันหมด จนเหมือนทุกอย่างจะค่อย ๆ กลับมาสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำตกรอบข้าง จากนั้นผมก็ภาพตัดครับ หลับไปเลยจำเหตุการณ์ได้เพียงแค่นั้น

เจ็ดโมงเช้า ฟ้าเริ่มสว่าง ไอ้กานเข้ามาปลุกผม ผมล้างหน้าล้างตา แล้วเรียกกันมานั่งล้อมวงคุยเรื่องเมื่อคืน เริ่มที่พลอยครับ มันตื่นคนแรก มันเล่าว่า “กูจำได้แค่กูปวดฉี่เลยชวนอีฝุ่นไป ตอนกำลังทำธุระก็มองไปเหนือน้ำตกด้านบน เห็นวัยรุ่นน่าจะเป็นชาวบ้าน แต่งตัวเหมือนกะเหรี่ยงจ้องตากู กูก็จ้องตามัน ตามันแดงเถือกเหมือนสีเลือดเลย มันยื่นมือมาลูบหน้ากู แล้วกูก็หลับไปเลย”

พวกผมงงเลยครับ งงมาก งงจนทำอะไรไม่ถูก หลังจากอึ้งกันอยู่พักใหญ่ ๆ เลยตัดสินใจอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวของเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน

เราถึงปากทางประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ พวกผมเลยรีบน้ำข้าวของที่ยังคงพอมีเหลือบ้างที่ยังไม่ทันได้ใช้ได้กิน มาเซ่นไหว้ศาลตรงปากทาง กราบไหว้ขอขมาในสิ่งที่ได้กระทำผิดไป

ขณะเดินเข้าหมู่บ้าน ฝุ่นมันบ่นว่าปวดหัวหายใจไม่ค่อยสะดวก เหมือนไข้จะขึ้น เราเลยพากันไปที่อนามัยของหมู่บ้านเพื่อที่จะขอกินแก้ขัด ผมอาสาเข้าไปขอยาในอนามัย ขณะกำลังนั่งรอยา มีผู้หญิงคนหนึ่งมาถามพี่พยาบาลว่า

“ศพแม่ลูกที่ตายเมื่อวานฝากไปกับรถเลยไหมพี่…”

ผมใจหายวูบเลยครับ เลยขอพี่พยาบาลเขาดูแค่ใบหน้าศพ เขาถามว่าน้องเป็นญาติคนตายรึเปล่า ผมบอกว่าไม่ได้เป็นครับ แต่ผมเล่าเรื่องเมื่อคืนให้เธอฟัง เธอจึงยอมให้ผมดูแค่ใบหน้าของศพ เปิดมาผมทรุดเลยครับ ตะลึง พูดอะไรไม่ออก พี่เขาเลยตามเพื่อน ๆ ของผมที่รออยู่ด้านหน้ามาดูผม

เพื่อนทั้งหมดพอเข้ามาก็ได้เห็นศพ ทุกคนถึงกับช็อกกันหมด ใบหน้าศพนั้นคือคนคนเดียวกับที่พวกผมเจอเมื่อคืนครับ ใบหน้าเหมือนกันเป๊ะ คือคนคนเดียวกันเลย พลอยเลยพยุงผมออกไปข้างนอก แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฝุ่นจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

พวกผมตัดสินใจกลับกันโดยด่วนที่สุด ขณะกำลังไปเอารถก็มีลุงแก่ ๆ เดินถอดเสื้อ ยันต์เต็มตัว เดินเข้ามาหาพวกผมแล้วถามว่า

“พวกเอ็งคนกรุงเรอะ เข้าไป บ่องสะโหนดเบียง มาล่ะสิ…”

พวกผมก็งงว่าแกพูดถึงอะไร แกจึงชวนไปนั่งพักกินน้ำกินท่าที่บ้านแก แล้วแกก็เล่าเรื่องให้ฟังว่า

“สมัยก่อนนะน่ะ มีหมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง อยู่ลึกไปในป่าที่พวกเอ็งเข้าไปนั้นแหละ ชื่อหมู่บ้าน โล๊ะทึง คนในหมู่บ้านพากันล้มตายเพราะสารตะกั่วในลำธารที่เค้าใช้ดื่มกินกัน จนตายกันยกหมู่บ้าน ชาวบ้านแถวนั้นเลยเรียกว่า บ่องสะโหนดเบียง ภาษากะเหรี่ยงมันแปลว่า พื้นที่ชุมนุมผี จนไม่มีใครกล้าเข้าไปหาของป่าตรงนั้นแล้ว แม้แต่พรานไพร มันยังไม่กล้าเข้าไปเลย

โอ๊ยย… มันมีเรื่องเล่าขานมากมาย สมัยพ่อของลุงเล่าให้ฟังว่าพื้นที่ตรงนั้นน่ะมันเป็นค่ายทหารเถื่อน ยิงกับพม่ากันแรมเดือนจนพากันล้มตายมากมายก่ายกอง”

พวกผมช็อกเลยครับ จากนั้นก็ลาลุง ลาผู้ใหญ่บ้าน กลับกรุงเทพ นัดกันทำบุญยกใหญ่ เรียกว่าเดินสายเลยก็ว่าได้ครับ

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ เวลาไปเที่ยวสถานที่ที่มันต่างบ้านต่างเมือง เที่ยวเข้าเที่ยวดอย หรือที่ที่เราไม่คุ้นเคย เตรียมของเซ่นไหว้เจ้าที่สักนิดเถอะครับ มันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรเลย เจอศาลเจ้า ศาลอะไรก็ตาม ว่ากล่าวขอขมาสักหน่อยก็ไม่เสียหาย เรื่อง เหล้า เบียร์ สิ่งของเมา ก่อนกิน เปิดเซ่นเจ้าที่ก่อนสัก 2-3 ฝา แล้วค่อยลามากินก็ได้ครับ

สิ่งเหนือธรรมชาติมันมีมากมายครับ สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ควรเคารพบูชา ไม่ใช่เห็นเป็นเรื่องเสียเวลา

ขอบคุณที่มา: เรื่อง ผีผี ตามประสาคนเที่ยวป่า

กดแชร์บทความ

error: Content is protected !!