ยังไม่ได้เตรียมตัว – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อน วันนั้นผมได้ไปประชุมที่กรุงเทพฯ แล้วบ้านผมอยู่ต่างจังหวัดครับ ผมไม่รู้ว่าพอประชุมเสร็จจะมีงานเลี้ยงกลางคืนด้วย ซึ่งผมไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ไม่ได้จองที่พักไว้เลย พองานเลิกก็ปาเข้าไปห้าทุ่มได้ ผมจะขับรถกลับบ้านก็ไม่ไหว ทั้งเพลีย ทั้งง่วง เลยตัดสินใจหาที่พักสักคืน ตอนเช้าค่อยขับรถกลับ

ผมตระเวนขับรถหาที่พักใกล้ ๆ ที่ประชุม แต่กี่ที่ ๆ ก็เต็มหมด บางที่ไม่เต็มแต่ราคาก็แพงมหาโหด

ผมขับรถมาเรื่อย ๆ จากเมืองทองมาโผล่รังสิตได้ไงไม่รู้ นาฬิกาบอกเวลาว่ามันปาเข้าไปเที่ยงคืนจะตีหนึ่งแล้วแล้ว ขับไปตาก็หรี่ลง ๆ ไม่ไหวแล้วครับ นึกในใจ เจอโรงแรมอะไรก็ขอพักก่อน ไม่ไหวแล้ว

บังเอิญตาผมก็เหลือบไปเห็นป้ายโรงแรมโรงแรมหนึ่งทางซ้ายมือ เอาละว่ะ ไม่คิดไรแล้ว หักหัวรถเข้าไปเลย ทางเข้าโรงแรมมืดมากครับ เหมือนจะเป็นป่าสองข้างทาง ต้องขับเข้ามาประมาณห้าร้อยเมตร ค่อยเห็นแสงไฟ ของสำนักงาน ไว้เป็นที่ติดต่อของโรงแรม

มองชัด ๆ อีกที เฮ้ย! นี่มันม่านรูดนี่หว่า แต่ตอนนั้นไม่สนใจละครับ แค่หัวถึงหมอนก็คงหลับแล้ว

มีแสงไฟจากไฟฉายกระบอกจิ๋วของพนักงานโรงแรมฉายมาที่รถผม แล้วชี้ไปทางช่องจอดที่ว่างอยู่ ผมหักหัวรถตามลำแสง ลงจากรถ พนักงานรีบวิ่งมาถาม ชั่วคราว ค้างคืน มีเด็กไหม บลา ๆ ผมตอบไปตามความเป็นจริง ผมขอแค่นอน เช้าก็จะไป ไม่มีเด็ก

ผมควักเงินจ่ายค่าห้องเสร็จ เดินเข้าไป ถอดรองเท้า เปิดไฟ เปิดแอร์ สิ่งที่ผมเห็นคือ ม่านรูดนี้มันแต่งแบบแฟนซี และห้องที่ผมพักมันก็ดันแต่งแปลก ๆ หัวเตียงเป็นไม้แกะเป็นลายคล้าย ๆ โดม กระจกห้องทำเป็นสีเขียว สีแดง มีข้าวของเครื่องใช้ออกแบบแนวอิสลามทางตะวันออกกลางนู่นเลย ไม้ในห้องย้อมเป็นสีน้ำตาลเข้มมะฮอกกานี ออกสีดำคล้ำ ๆ เหมือนผ่านกาลเวลามานานมากแล้ว

ผมมองดูแล้วมันน่ากลัวมากกว่าน่านอน ไม่รอช้า ผมรีบเปิดประตูออกไป พอดีบ๋อยโรงแรมเดินมาพอดี ผมรีบบอกเลยว่าขอเปลี่ยนห้องได้มั้ย พนักงานบอก ไม่มีห้องว่างเลย เต็มหมด ผมจึงต้องเดินคอตก จำใจต้องพักห้องเดิม

หลังจากจัดแจงข้าวของส่วนตัวเล็กน้อย ก็เดินเข้าไปอาบน้ำ บอกตรง ๆ เลย ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ ตั้งแต่เข้ามาในห้องแล้ว ผมเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว เหมือนมีคนอยู่กับผมอีกคน เวลาผมอาบน้ำ ความรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างนอก รอผมอยู่ มันบอกไม่ถูกเลยครับ

ผมรีบจัดการกับตัวเองจนเรียบร้อย นุ่งผ้าเช็ดตัวของโรงแรมแล้วออกมานอนเล่นบนเตียง เปิดทีวีดูไปเรื่อย ๆ รอจนกว่าจะหลับไปเอง แต่เชื่อไหม ทำยังไงมันก็ไม่หลับเหมือนตามันค้าง ทั้งที่ร่างกายมันไม่ไหวแล้ว เพลียมาก ๆ แขนขาแทบไม่มีแรง

ผมรู้สึกแอร์ในห้องมันหนาวขึ้น ๆ จนทนไม่ไหว เอาเท้าเขี่ยผ้าห่มปลายเตียงมาห่มก็ยังไม่หายหนาว เหมือนมันเย็นเข้าไปข้างในกระดูก ขนแขน ขนคอผมลุกเลย ไม่ไหวแล้ว ผมลุกขึ้นไปจะปิดแอร์แต่ก็ปิดไม่ได้ เพราะมันเป็นแอร์คล้าย ๆ ในห้างน่ะครับ คือมันส่งตรงมาตามท่ออากาศ ไม่มีตัวเครื่องในห้อง

ผมจึงหมดสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้ อย่างมากผมก็แค่คว้ากางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต ชุดของวันนี้มาใส่ เพื่อป้องกันความหนาว ใส่เสร็จ ล้มตัวลงนอน ห่มผ้าห่มแน่นโดยไม่ได้นึกรังเกียจเลยว่า ผ้าผืนนั้นมันจะผ่านอะไรมาบ้าง

…ค่อยดีขึ้นครับ ความหนาวค่อยทุเลาลง ตาผมเริ่มปรือลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายผมก็หลับไป

เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบ มารู้สึกตัวอีกที ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครอยู่ในห้องจริง ๆ ครับ มีความรู้สึกแบบนั้นเลย แล้วก็ได้ยินเหมือนเสียงวัตถุหรืออะไรหนัก ๆ วางลงบนโต๊ะเครื่องแป้งข้างเตียงนอนเสียงดัง ปึ้ง! แล้วก็เหมือนมีใครมาเดินรอบ ๆ เตียงผม

ที่ผมเล่านี่ผมรู้สึกตัวตลอดนะ ไม่ใช่ผีอำแน่นอน เพราะตาผมลืมได้ แขนขาขยับได้ หูได้ยินถนัดเลย เจ้าสิ่งนั้น…ผมขอใช้คำนี้นะครับ เพราะไม่รู้จะเรียกว่ายังไงดี มันยังคงเดินไปมารอบ ๆ เตียงที่ผมนอน ผมลืมตามองครับ แต่ไม่เห็นอะไรเลย แต่ความรู้สึกมันบอก

ก่อนนอนผมเปิดไฟที่หัวเตียงกับในห้องน้ำไว้ มันสว่างพอที่จะเห็นอะไรต่อมิอะไรในห้องได้ แต่ผมไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ ความรู้สึกมันบอกว่า เจ้าสิ่งนั้นมันยังเดินอยู่รอบ ๆ เตียง ผมเริ่มใจเต้นแรง เหงื่อออกตามมือเท้า ทั้ง ๆ ที่แอร์ในห้องเย็นอย่างกะขั้วโลก

ไม่กี่อึดใจ เจ้าสิ่งนั้นก็ค่อย ๆ เดินจากเตียงไปที่ห้องน้ำ ผมรู้สึกได้ เสียงก๊อกน้ำหยดดังแหมะ ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนออกมาผมปิดสนิทดีแล้ว เสียงชักโครกก็ทำงานเองดังโคร๊กคร๊าก!

เอาแล้ว! ผมโดนเข้าให้แล้ว ใจผมคิด จะทำยังไงดีทีนี้ จะลุกวิ่งออกจากห้องไปเลยดีไหม หรือจะพยายามข่มตานอน ท่องนะโม เราอาจหลอนไปเองก็ได้ สุดท้ายผมคิดว่าอย่างแรกเป็นสิ่งที่ผมควรทำที่สุด ไม่รอช้าแล้วครับ ผมกะจะลุกพรวดขึ้นเลย แต่…

ร่างกายมันไม่เป็นไปตามที่ผมสั่งเสียแล้ว มันขยับตัวไม่ได้เลย เหมือนมีใครมามัดแขนขาผมติดกับเตียงไว้ มีแค่ ตา หู เท่านั้นที่ยังใช้การได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเล่ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ในไม่ช้า… เสียงหยดน้ำจากก๊อกก็เงียบไป ความรู้สึกผมบอกว่า เจ้าสิ่งนั้นกำลังจะออกมาจากห้องน้ำ แล้วที่ ๆ มันจะไปต่อจะเป็นที่ไหน ถ้าไม่ใช่เตียงนอนผม!! ใช่แล้วครับ เจ้าสิ่งนั้นมันตรงมาที่เตียง มันยังคงเดินรอบ ๆ เตียงอีกสองถึงสามรอบ ก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงบนที่นอน

ความรู้สึกเหมือนที่นอนมันยุบลงไปตามน้ำหนักของเจ้าสิ่งนั้น แล้วมันก็อยู่อย่างนั้น ไม่ขยับเขยื้อนหรือลุกไปไหนอีก เชื่อไหมครับ มันเป็นความทรมานที่ยาวนานมากสำหรับผม ผมช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ร้องไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ท่องบทสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ

จนสติผมหลุดไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว

ผมรีบลุกจากเตียง มองนาฬิกาข้อมือแปดโมงกว่า ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรแล้วครับ ผมรีบเก็บของลงกระเป๋า คว้ากุญแจรถที่หัวเตียงแล้วออกจากห้องเลยครับ ไม่อาบนงอาบน้ำไม่ล้างหน้ามันแล้ว แต่ก่อนออกจากห้อง ผมสังเกตเห็นตรงบริเวณพรม คือห้องมันปูพรมหมด เป็นสีเขียว ๆ ปน น้ำตาล ๆ

แต่ที่ผมเอะใจคือ พรมแถว ๆ ใต้เตียง ทำไมมันเป็นคราบดวง ๆ เล็ก ๆ เต็มไปหมด มีดวงใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นอยู่แถว ๆ ปลายเตียงอีกด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งหลอน ผมรีบเปิดประตูแล้วออกมาอย่างไว

แสงแดดส่องทะลุม่านผ้าใบสีเทาที่ปิดตรงหน้ารถ ผมกระชากมันรูดจนสุด กระโดดขึ้นรถแล้วขับออกมา เชื่อไหมครับ สภาพม่านรูดตอนนี้ไม่ต่างจากซากหรืออะไรร้าง ๆ มันเป็นห้องที่เป็นล็อค ๆ ต่อ ๆ กัน บางห้องว่าง บางห้องมีรถจอดอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก บริเวณโดยรอบมีแต่ต้นไม้แห้งตายเหมือนไม่ได้รับการดูแล ผมมองไปก็ไม่เห็นพนักงานสักคนออกมาโบกรถให้ แต่ไม่คิดอะไรแล้ว ขอแค่ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็พอ

ผมออกมาถึงถนนใหญ่ได้ เข้าทางหลักมุ่งสู่อยุธยาอันเป็นประตูสู่บ้านเกิด ผมขับรถมา ใจก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วคนที่เข้ามาพักเขาจะเจอเหมือนผมไหม ม่านรูดนั้นมันมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า มันเป็นแค่ความฝันหรือผมโดนดีเข้าให้แล้วจริง ๆ

ทุกวันนี้ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ผมสรุปไม่ได้ว่าสิ่งที่ผมเจอมันคืออะไร ในห้องนั้นก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่รู้ ๆ ไม่มีที่ไหนอุ่นใจและปลอดภัยเท่ากับบ้านของเราอีกแล้วครับ

error: Content is protected !!