คนชะตาขาด – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

ในอดีตดิฉันเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งแถวบางซ่อน จากถนนประชาราษฎร์ก็เข้าซอยไป ดิฉันเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนครูใกล้ ๆ ทางรถไฟ ตอนนั้นบ้านเรือนยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นสวนเปลี่ยว เจ้าของสวนไม่ค่อยสนใจไยดี ปล่อยตามยถากรรมแทบทั้งนั้น

น้าน้อย เช่าบ้านถัดเข้าไปในสวน เธอกับสามีเป็นคนงานก่อสร้าง ตกเย็นเป็นต้องแวะร้านเหล้าด้วยกัน น่าเสียดายที่ทำงานหนักมาตลอดวันแต่เอาค่าแรงไปลงขวดเหล้าเสียหมด โชคดีอย่างที่สองผัวเมียไม่มีลูก พวกเขามีชีวิตแบบอยู่ไปวัน ๆ ไม่มีอันตรายกับใคร นอกจากตัวเอง

ค่ำวันหนึ่ง น้าน้อยเดินร้องไห้เข้าซอยมา บอกว่าสามีเธอไปเมาที่บางโพ โดนนักเลงแทงตายคาวงเหล้า เพื่อนบ้านได้ฟังก็สยดสยองไปตาม ๆ กัน

ตั้งแต่วันนั้นมา น้าน้อยก็ดื่มเหล้าหนักขึ้น งานการไม่ค่อยได้ออกไปทำเพราะลุกไม่ไหว บางคนนินทาว่าเงินช่วยงานศพยังเหลืออยู่ อย่างน้อยก็พอซื้อเหล้ากินได้หลายวัน แกเลยขี้เกียจทำงาน เอาแต่เมาเหล้าอยู่ที่ร้านกลางซอยบ้าง ซื้อไปดื่มต่อคนเดียวบ้าง พอเมาก็พล่ามพูดเหมือนคุยกับสามีที่ล่วงลับไปแล้ว

บางคืนก็หวีดร้องโหยหวน เยือกเย็นไปถึงหัวใจของคนที่ได้ยิน!

น้าน้อยวัยสี่สิบต้น ๆ ร่างผ่ายผอมราวกับมีแต่หนังหุ้มกระดูก ผมหงอกประปราย ชอบนุ่งผ้าถุงสีดำ สวมเสื้อคอกระเช้าแล้วทับด้วยเสื้อแขนยาวปล่อยชาย ถ้ามีผ้าโพกหัวก็จะเหมือนกับชุดที่แกแต่งออกไปทำงานเลยค่ะ

วันหนึ่งไม่มีใครเห็นน้าน้อยเลย บ้านช่องก็เงียบเชียบจนพวกเราชักเอะใจ สงสัยว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นก็ได้

บางคนถือไฟฉายเข้าไปดูเพราะเป็นห่วง ปรากฏว่าน้าน้อยนั่งซุกตัวอยู่มุมห้องเหม็นอับ ใช้ผ้าขาวม้าเก่า ๆ ของสามีคลุมไหล่ต่างผ้าห่ม เปิดไฟส่องสลัวที่เพดาน หน้าตาตื่นตัว ตัวสั่น บอกว่าผีมาหาแกทุกคืน มาชวนไปอยู่ด้วยกัน

“ผัวเอ็งมาหาใช่ไหมวะ”

ลุงโต๊ะถามหน้าตาเฉย แต่น้าน้อยส่ายหน้าบอกว่าไม่ใช่ผัวแกหรอก เป็นผีที่ไหนไม่รู้ มาทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนแก่ แม้แต่เด็ก ๆ ก็มี

คืนหนึ่งเดือนหงายราวสามทุ่มเศษ สมัยนั้นถือว่าดึกมากแล้ว ลุงโต๊ะกับตาฉ่ำกลับจากงานศพที่เมืองนนท์เข้าซอยมา เห็นไฟบ้านน้าน้อยเปิดอยู่ก็ตะโกนเรียกแต่ไม่มีเสียงขานรับ พอดีตาฉ่ำเห็นหลังไว ๆ หายลับเข้าไปในสวน เลยรีบชวนกันวิ่งตามไปดูทันที

และสิ่งที่เห็นเล่นเอาเกือบช็อก…ในแสงจันทร์ขาวนวลที่ส่องลงมา เห็นร่างน้าน้อยกำลังใช้ผ้าขาวม้าผูกคออยู่บนกิ่งไม้ ชายชราทั้งสองร้องเฮ้ย! ร่างผ่ายผอมก็ทิ้งตัวลงมาทันใด เดชะบุญที่ช่วยกันรับไว้ทัน!

น้าน้อยร้องไห้โฮเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เหลียวมองไปรอบ ๆ กายที่มีแต่ความเปล่าเปลี่ยว แมลงที่เงียบไปเมื่อครู่ก่อน ก็กรีดเสียงระงมขึ้นมาใหม่

“เขาชวนฉันมาที่นี่ ยุให้ฉันขึ้นไปผูกคอบนกิ่งไม้ แล้วจะได้ไปอยู่ด้วยกัน!”

ลุงโต๊ะกับตาฉ่ำขนลุกซู่ รีบดึงแขนหญิงผู้น่าเวทนากลับมาที่บ้าน ช่วยกันพูดปลอบอกปลอบใจว่าเพราะฤทธิ์เหล้าดลบันดาล ไม่มีผีสางที่ไหนมาชวนคนไปตายหรอก ขอให้เลิกเหล้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วเริ่มต้นทำการทำงานเสียที

ชาวบ้านพูดกันว่า คนติดเหล้าขนาดนี้ไม่มีวันเลิกได้แน่ ๆ ไม่ช้าก็ต้องเมาแล้วสติฟั่นเฟือน คิดว่าผีสางมาชวนไปอยู่ด้วย พอคนเผลอก็ต้องไปผูกคอตายอีกแน่ ๆ ปรากฏว่าทุกคนคิดผิดค่ะ น้าน้อยเลิกเหล้าได้ ออกไปทำงานก่อสร้างตามเดิม ร่างกายเริ่มมีเนื้อมีหนัง หน้าตาผ่องใสขึ้นกว่าเดิมเป็นคนละคน

จนกระทั่งถึงเทศกาลออกพรรษา ทอดกฐินสามัคคีกันครึกครื้น หมู่บ้านเรามีคนฐานะดีบอกบุญไปทอดกฐินที่วัดเก้าชั่ง ริมแม่น้ำจังหวัดสิงห์บุรี มีเรือยนต์มารับที่ท่าน้ำวัดสร้อยทอง ดิฉันกับเพื่อน ๆ นึกสนุกก็ไปกับเขาด้วย ระหว่างการเดินทางมีการร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน ดื่มเหล้าครึกครื้นจนถึงวัด

เพิ่งสังเกตว่า น้าน้อยก็ดื่มเหล้าร้องเพลง รำเฉิบ ๆ กับคนอื่นเช่นกัน

กระทั่งขากลับ พวกผู้ชายคอแข็งก็ดื่มเหล้ากันต่อ น้าน้อยขอยอมแพ้ไปนอนรับลมที่หัวเรือ ล่องเรือมาจนใกล้จะถึงจังหวัดนนท์อยู่แล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ด ๆ น่าตกใจ เรือเบาเครื่องลง โซ่ที่กราบเรือขาดโดยไม่ทราบสาเหตุ มันพุ่งเข้าเสียบอกน้าน้อยจนทะลุหลัง ตายคาที่!!

เสียงร้องรำทำเพลงเงียบลง พวกเราที่รู้เรื่องผีชวนน้าน้อยไปอยู่ด้วยเมื่อเดือนก่อนมองสบตากัน มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือผีมารับวิญญาณน้าน้อยไปกันแน่…ก็สุดจะคาดเดาได้ แต่สำหรับดิฉันแล้ว เมื่อใดที่หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเล่าก็ทำเอาดิฉันขนลุกขนพองทุกครั้งไปค่ะ

ขอขอบคุณที่มา: ขนหัวลุก โดย ใบหนาด

error: Content is protected !!