วิญญาณตรงโขดหิน | เรื่องเล่าสยองขวัญ

ฉันมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดพังงา เมื่อตอนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ตอนนั้นฉันกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เป็นการเดินทางไปเที่ยวระหว่างปิดเทอมกับที่บ้านของน้าชาย แกไปได้เมียเป็นคนเขาหลัก ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงฟื้นฟูหลังเหตุการณ์สึนามิถล่มได้สามปี

การไปครั้งนี้ฉันก็ให้หวั่นๆ ใจไม่น้อย เพราะเป็นคนที่ได้พบเรื่องเร้นลับอยู่หลายครั้งหลายครา ยิ่งพอจะได้ยินประวัติของเขาหลักด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้หวั่นใจขึ้นไปอีก

“โอ๊ย…ตอนนั้นน่ะเหรอ มันมีคนมายืนดักโบกรถโดยสาร คนขับรถกำลังจะจอดเนาะ แต่พอมองดีๆ คนอะไร ขาท่อนล่างไปถึงเท้าดันไม่มี เหยียบคันเร่งหนีซิจ๊ะ จะรออะไร!”

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคำบอกเล่าบางส่วน ซึ่งคนที่เจอผีหลังสึนามินี้มีต่างๆ กันไป แต่รวมๆ แล้วต้องเรียกว่าเจอกันเยอะมากทีเดียวเชียวล่ะ ก็มีทั้งผีจริงและผีทึกทักเอาเอง เพื่อจะให้เข้ากับสถานการณ์หรือได้โม้กับคนอื่นว่าฉันก็เจอมานะ

บ้านของน้าชายเป็นบ้านที่ตั้งอยู่พ้นระยะของคลื่นเลยรอดมาได้ทั้งหมด เพราะวันนั้นยังไม่มีใครออกจากบ้านไปที่ร้านชายหาด ที่เป็นกิจการของบ้านน้าสะใภ้ ข้าวของในร้านโดนกลืนหายไปในทะเลทั้งหมด น้าสะใภ้ร้องไห้แทบตาย แต่น้าชายก็คอยปลอบใจ ว่ามีชีวิตรอดมาได้ก็บุญเท่าไรแล้ว

พอเริ่มมีการฟื้นฟู น้าชายก็ได้รับการเยียวยาความเสียหาย ก็พอได้เริ่มกิจการใหม่อีกครั้ง แต่ก็ค่อนข้างอยู่ยากในตอนแรกๆ เพราะไม่มีใครมาเที่ยว นั่งหน้าเหี่ยวเฝ้าร้านร้างๆ ไปตามๆ กัน ก็ยังดีอยู่บ้างที่ได้รับการผ่อนผันค่าเช่าเพียงครึ่งเดียว ก็เลยพอประคับประคองให้กิจการอยู่รอดช่วงแรกมาได้

ในช่วงที่ฉันไปในตอนนั้น นักท่องเที่ยวก็พอจะมีมาบ้าง ฉันจึงมีเวลาว่างเดินเล่นอยู่ละแวกชายหาดแถวร้าน

แรกๆ ก็เดินเขี่ยอะไรเล่นไปเรื่อยแถวๆ นั้น พอนานวันชักเบื่อก็เริ่มเดินออกไปไกลมากขึ้น ตรงที่ฉันอยู่นั้นหากเดินไปอีกด้านจะเป็นโขดหิน ซึ่งเป็นจุดที่เป็นภูเขาจากอุทยานเขาหลักทอดยาวต่อเนื่องลงมาจรดทะเล ฉันเลยเดินเตร็ดเตร่ไกลออกไปจากร้านมากขึ้นในแต่ละวัน

ฉันชอบไปนั่งเล่นตรงจุดลับตาที่เป็นโขดหินนั้นมันเงียบสงบดี ทะเลเริ่มฟื้นตัว แต่เหมือนว่าน้ำทะเลจะยังขุ่น และคนยังกลัวทะเล มีการเล่าลือกันว่า ศพหลายๆ ศพไม่สามารถหาพบได้ และหายไปอย่างปริศนา ก็อาจจะจมอยู่ตามซอกหิน หรือก้นทะเลตรงไหนสักที่ในบริเวณนี้ก็เป็นได้

ในตอนโพล้เพล้ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าของวันนั้น ขณะที่ฉันกำลังพยายามนั่งแงะหอยฝาที่เกาะติดอยู่กับก้อนหินแถวน้ำตื้นๆ ริมชายฝั่งด้วยความซุกซนตามประสา ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างตั้งใจที่จะเอาให้ได้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ

“ซู่มมมมม!”

ฉันชะงัก มองไปตามเสียงที่ดังมา ใครสักคนรูปร่างบ่งบอกว่าเป็นผู้หญิง ใส่เสื้อกล้าม ผมบ๊อบเทสีดำ กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำทะเล ห่างจากจุดที่ฉันแงะหอยอยู่ประมาณร้อยเมตรเห็นจะได้ ฉันคิดในใจเอาว่า ก็ไม่น่าแปลกหรอกนะ ใครๆ ก็เล่นน้ำทะเล เลยไม่ได้สนใจ ก้มหน้าก้มตาแงะหอยต่อ สักพักฉันก็เงยหน้าขึ้นมอง

‘อ้าว หายไปตอนไหน ไวจังเลย…’

ระยะทางจากจุดนั้นไปถึงฝั่งอีกด้าน ไกลกว่าเดินมาตรงจุดที่ฉันอยู่เสียอีก ฉันเองก็เลยงงๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นเดินไปขึ้นฝั่งที่ตรงไหน แต่ฉันก็สนใจแค่ตรงนั้น ไม่ได้ไปสืบสาวถามหาความหรือบอกใครอื่น

หลายวันต่อมา ฉันเดินไปเตร็ดเตร่แถวตรงจุดนั้นอีกครั้ง ก็เหมือนเดิม ต้องเดินไปตอนโพล้เพล้ เพราะมันเป็นจุดที่จะได้มองพระอาทิตย์ตกทะเลได้สวยที่สุด ตอนนั้นมีหลานอีกคนร่วมเดินไปด้วย พอไปยืนกำลังมองพระอาทิตย์สีแดงกำลังตกทะเลเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงอีก

“ซู่มมมมม!”

ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เสื้อผ้าชุดเดิม ดำผุดดำว่ายที่จุดเดิมเหมือนวันนั้นเลย ฉันหันไปมองแล้วก็สะกิดหลานให้มองตาม แต่หลานมองแล้วบอก

“ไหน…ให้ดูอะไร ?”

“ไม่เห็นเหรอ มีคนเล่นน้ำอยู่ตรงนั้น”

“ไม่สนุกเลยนะพี่ น้องไม่เห็นมีอะไรเลย อย่ามาพูดเล่นดิ!”

ฉันมัวแต่หันมาเถียงกับหลาน พอหันไปมองอีกที อ้าว…หายไปทางไหนอีกแล้ว และเก็บความสงสัยไว้เพียงคนเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดกับหลานแต่อย่างใด

วันต่อมาพอถึงเวลาโพล้เพล้ ฉันมาตรงจุดนั้นอีกครั้ง ฉันจ้องมองตรงจุดที่เคยเห็นผู้หญิงคนนั้นอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และฉันก็มองไปรอบๆ เผื่อว่าจะมีใครเดินลงมาเล่นน้ำอีก แต่ไม่เห็นอะไร เลยตัดสินใจจะเดินกลับ แต่พอหันหลัง เสียงนึงก็ดังขึ้น

“ซู่มมมมม!”

ฉันหันควับทันที นั่นไงมาเล่นน้ำอีกแล้ว ฉันตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปที่ผู้หญิงคนนั้น ก็เดินลุยน้ำลงไปเลย ยิ่งเดินก็ยิ่งลึก ตอนนั้นฉันยิ่งรู้สึกแปลกๆ เพราะยิ่งฉันเดิน น้ำยิ่งลึกขึ้นจนถึงหน้าอกแล้ว แต่ตรงที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังเล่นอยู่ ทำไมเหมือนว่ามันจะอยู่แค่ระดับขาอ่อนของเธอเอง คะเนจากรูปร่างเธอก็ไม่ได้สูงขนาดนั้นเลย ฉันไม่ถอนความตั้งใจ เพราะอยากไปให้ถึงให้ได้ แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังเสียก่อน

“เฮ้ยๆ อิน้อง ทำอะไร กลับขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

ฉันหันไป เป็นน้าชายเองที่ออกมาตาม ฉันเดินกลับขึ้นมาตัวเปียก น้าชายซักถามว่าฉันจะลงไปทำอะไร ฉันจึงบอกไปว่า ฉันจะไปเล่นน้ำกับพี่คนนั้น

“ไหนพี่คนไหน?”

ฉันหันไปชี้แต่ก็…ไม่มีอีกแล้ว เธอคนนั้นหายไปในช่วงเวลาที่ฉันหันมาคุยกับน้าชายเพียงแป๊บเดียวได้ยังไง?

“มันจะมีใครไปเล่นน้ำตรงนั้นได้ยังไง ตรงนั้นมันเป็นจุดที่น้ำลึกมากๆ แล้ว แถมเป็นโขดหินขรุขระใต้น้ำ แถมกระแสน้ำก็แรง ไม่มีใครไปเล่นน้ำตรงนั้นได้หรอก ขืนเข้าไปก็โดนกระแสน้ำดึงออกทะเลก็เท่านั้นล่ะ”

ฉันจึงเดินตามน้าชายกลับร้าน น้าชายมาพูดกับคนอื่นๆ ในเรื่องที่ฉันทำ หลานของฉันก็เข้ามาพูดสมทบ ว่าวันก่อนฉันก็เที่ยวบอกอยู่ว่าเห็นใครเล่นน้ำอยู่ตรงนั้น น้าๆ ก็ห้ามฉันว่าห้ามเดินไปทางนั้นอีกนะ มันอันตราย ฉันก็ไม่ไปตามที่น้าสั่ง แต่ก็ยังป้วนเปี้ยนเฉียดไปแล้วก็จะโดนเรียกกลับเสมอเพราะเขาจับตาดูอยู่

จนคืนหนึ่ง ฉันหลับแล้วฝันไป ฉันฝันว่า ฉันนั่งอยู่ที่ร้านของน้าคนเดียว มีผู้หญิงผมสั้น มองจากเสื้อผ้าที่ใส่ มันใช่ผู้หญิงคนที่ฉันเคยเห็นคนนั้นแน่ๆ ในฝันเธอบอกฉันว่า

“โชคดีจังที่เธอเห็นพี่ ที่ผ่านมาไม่มีใครมองเห็นเลย ช่วยอะไรหน่อยได้ไหม”

“ให้ช่วยอะไรคะ”

“พี่ทำของตกไว้ตรงนั้น ช่วยพี่งมหาหน่อยได้ไหม”

แล้วเธอก็ชี้ไปตรงจุดที่ฉันเคยเห็นเธอเล่นน้ำ ในความฝันฉันยอมเดินตามเพื่อจะไปช่วยเธองมของที่ว่า แต่น่าแปลกที่ในฝัน น้ำมันไม่ลึกเหมือนตอนที่ฉันลุยลงไปเลยสักนิด ฉันเดินลุยลงไปแล้วก็ก้มๆ เงยๆ เธอคนนั้นบอกฉันว่า ของๆ เธอมีลักษณะกลมๆ คลำๆ เดี๋ยวก็เจอ

ฉันงมๆ ไปมือก็ไปสัมผัสกับอะไรกลมๆ ดังที่พี่คนนั้นว่าจริงๆ แต่เหมือนมันจะจมอยู่ในทราย ในฝันฉันก็พยายามดึงสิ่งของกลมๆ ที่ว่าสุดแรง จนหลุดทรายติดมือขึ้นมา

แต่…คุณพระคุณเจ้า! ในมือฉันกลับเป็นหัวกะโหลกคนสีขาวขุ่น มีรอยแหว่งๆ เต็มไปหมด ในฝันฉันกรี๊ดลั่น พร้อมๆ กับความรู้สึกเจ็บที่ใบหน้าจนฉันตื่น เป็นน้าชายที่นั่งข้างๆ และตบหน้าฉันจนตื่น น้าชายถามฉันว่า

“เป็นอะไร ละเมอกรี๊ดลั่นบ้านจนคนเขาตื่นกันหมดแล้ว”

ใจของฉันยังเต้นตูมตาม ฉันเรียบเรียงคำพูดบอกน้าชายไปอย่างตะกุกตะกักเกี่ยวกับความฝัน น้าชายฟังแล้วก็นิ่งคิดไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะไล่ให้ฉันนอนต่อ

เช้ามาฉันไปที่ร้านตามปกติ แต่เห็นมีนักประดาน้ำกับกู้ภัยมาเตรียมชุดดำน้ำอยู่ในร้าน ฉันแปลกใจจึงถามน้าชายว่าเขามาทำอะไรกัน น้าชายไม่ตอบ แต่ถามฉันว่า ฉันจำจุดที่เคยเห็นผู้หญิงคนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ใช่ไหม ว่าอยู่ตรงจุดไหน ฉันจำได้แม่นเพราะเห็นมาหลายครั้ง และในฝันฉันก็เดินเข้าไปตรงจุดนั้นมาแล้ว

ฉันไปชี้จุด นักประดาน้ำพร้อมอุปกรณ์บางอย่างเขาก็พากันตรงไปที่จุดนั้น โดยมีเชือกเส้นยาวผูกไว้กับหลายๆ คนที่รออยู่บนหาด เขาบอกว่าตรงนั้นมันเป็นแอ่งลึก และมีความผันผวนของน้ำทะเลสูง จึงต้องผูกเชือกกับนักประดาน้ำไว้

นักประดาน้ำเขาก็ดำน้ำหายไป ฉันมองเห็นไกลๆ พักใหญ่ๆ พวกเขาก็พากันกลับขึ้นมา เขาบอกว่าพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ใต้น้ำตรงจุดนั้น แต่จนปัญญาที่จะเอาขึ้นมา เพราะมีก้อนหินก้อนใหญ่ๆ ทับอยู่ จนโผล่ออกมาให้เห็นแค่นิดเดียว เลยต้องปล่อยเอาไว้แบบนั้นก่อน

พอรู้แบบนั้น ฉันก็ไม่กล้าเดินไปบริเวณนั้นอีกเลย คนละแวกนั้นมีการนิมนต์พระมาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ ก็ไม่รู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนั้นอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ โครงกระดูกของเธอยังจมอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน เธอคงรอให้ใครสักคนรู้ว่าเธอตายอยู่ตรงนั้น คงรอมาเนิ่นนาน จนกระทั่งวันที่ฉันไปพบเข้านั่นเอง 

เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงเพียงเท่านี้

error: Content is protected !!