“ทางขึ้นเขาไปแม่กำปอง” เรื่องราวสุดสะพรึงที่มียอดแชร์กว่า 25,000 ครั้ง

บันทึกการเดินทางนี้ถูกถ่ายทอดผ่านทางเฟซบุ๊กคุณ Wan Racings เมื่อชายหนุ่มตัดสินใจเดินทางขึ้นเขาเพื่อมุ่งหน้าสู่แม่กำปองในยามดึกสงัด เรื่องราวแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดสองข้างทางเริ่มทำให้เขาไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เผชิญอยู่นี้ มันคืออะไรกันแน่!

เรื่องมีอยู่ว่า…

ว่าจะไม่พูดและพยายามลืมไม่เล่าให้ใครฟัง หลังจากที่ผมไปแม่กำปองมีคนทักมาหาผมเยอะมากว่าอยากไปบ้าง ขอรีวิวเลยครับ เป็นที่ที่เหมาะมาก ๆ สำหรับไปพักผ่อนแบบพักผ่อนจริง ๆ แต่อย่าขึ้นทางแจ้ซ้อน ผมขอเตือนเลยถ้าไม่อยากเจอแบบผม ถ้าจะไปแม่กำปองแนะนำให้ขึ้นทางสันกำแพงนะครับ อย่าเชื่อจีพีเอส!

ถ้ามีคนสนใจอยากรู้ว่าผมเจออะไรมา ผมจะเล่าให้ฟัง…

คือตอนที่ผมไปแม่กำปอง ออกจากพิษณุโลกเที่ยงกว่าแล้ว กะว่าไปถึงแม่กำปองซัก 5-6 โมงเย็นแล้วไปกางเต็นท์ แต่สรุปรถเวสป้ามันต้องขี่ไปพักไป ไหนจะของที่แบกมาชอบตกอีกเลยทำให้กินเวลานาน

ตัดมาตอนที่ถึงแถว ๆ ทางขึ้นเลยละกัน มันจะมีเซเว่นอยู่แถว ๆ ทางแยกก่อนถึงทางขึ้นแม่กำปอง ผมเลยเข้าไปซื้อของเพิ่มเติมเพื่อที่จะเอาไปตั้งแคมป์ พอช่วงที่กำลังจะจ่ายตังค์ ผมก็ได้ถามพี่พนักงานเซเว่นว่า “พี่ครับ แม่กำปองนี่ไปอีกไกลไหม” พี่พนักงานเค้าก็บอกว่า “ประมาณ 50 กว่ากิโล แต่พี่แนะนำให้น้องหาที่นอนแถวนี้ก่อนแล้วตอนเช้าค่อยขึ้นไปแม่กำปอง”

ผมเลยถามพี่เค้าไปว่า “ทำไหมเหรอครับพี่” เค้าบอกว่า “ทางขึ้นมันมืดมากโค้งเยอะมีเหวลึกด้วย มีคนตายบ่อย แล้วก็ไม่มีไฟส่องสว่างเลยซักดวงนะน้อง เมื่อไม่นานก็พึ่งมีรถนักท่องเที่ยวตกลงไปในเหว มันอันตรายมากนะน้อง แล้วน้องมาคนเดียวด้วยพี่ว่ารอขึ้นตอนเช้าจะดีกว่า ทำไมน้องมาทางนี้ล่ะ ปกติไม่ค่อยมีคนมานะ เค้าขึ้นทางสันกำแพงกัน”

“ผมตามจีพีเอสมาครับพี่”

ด้วยความที่เป็นผมไง คิดในใจ ‘เอาวะ มาขนาดนี้แล้วมันจะซักแค่ไหน คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอก’

ขี่รถออกมาได้ซักพักนึง จนถึงทางแยกขึ้นแม่กำปองฝั่งแจ้ซ้อน ผมก็คิดในใจว่า ‘โห! ทางแค่นี้เนี่ยนะ ที่พี่เค้าบอกว่าน่ากลัว?!!’ ตอนนั้นเฉย ๆ มากเพราะมันไม่มีไฟก็จริง แต่มันยังมีบ้านคนอยู่

ผมก็เลยบิดรถขึ้นไปเรื่อย ๆ ประมาณสิบกิโลแรก จากทางแยกที่ขึ้นมา บ้านคนก็เริ่มค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ จากที่เห็นบ้านคนติดกันสามสี่หลัง ก็เริ่มเห็นแค่หลังเดียวบ้าง ไม่เห็นบ้าง ก็เริ่มคิดในใจว่า ‘เอาแล้ว หรือว่าที่พี่พนักงานเซเว่นเค้าพูดมันจะจริงวะ!’

พอขี่ไปได้ซักพักก็เหมือนว่าทางมันจะเริ่มชันขึ้นไปเรื่อย ๆ สัญญาญโทรศัพท์มือถือก็ไม่ดีขาด ๆ หาย ๆ บ้าง ผมก็เลยกัดฟันสู้ต่อ “เอาวะ! อย่าไปกลัว!!”

เวลาหนึ่งทุ่ม ผมก็ได้ยินเสียงของหล่นจากท้ายรถ ผมเลยจอดดู ใช่ครับ ถังน้ำมันท้ายรถมันตกลงมา แต่ก็แอบงงนะเพราะว่าผมมัดไว้แน่นมาก ตอนที่ของตกอารมณ์เหมือนมีคนดึงกระชากจนรถโยก ในใจผมก็เริ่มกลัวแล้วล่ะ ก็เลยดูจีพีเอส ‘โห เรามาไกลเกินจะกลับไปแล้ว ต้องเอาวะ ลุยต่อ!’

ผมยกมือท่วมหัวไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ผมอย่าเจออะไรที่ไม่ดีเลย ผมมาคนเดียวอย่าแกล้งผมเลย

ผมก็เลยขี่ไปได้ซักพัก เหมือนภาพมันช้าลง (เหมือนขี่อยู่ในป่าช้า) จากความเร็วที่ขี่มาตอนแรก 60-70 แต่ตอนนี้บิดจนหมดปลอกแล้วได้แค่ 10-15 ผมวังเวง มันเงียบมาก เงียบจนผมได้ยินเสียงหายใจของผมเองในหมวก กับเสียงเครื่องที่เหมือนพร้อมจะดับอยู่ตลอดเวลา

ภาพในหัวเริ่มผุดขึ้นมา เห็นในข่าวที่เค้าดักจี้ดักปล้นกันตามป่าตามเขา ผมก็นึกอย่าให้เจอแบบนั้นเลย แล้วดันไปนึกเรื่องผีอีก (ไม่รู้จะนึกทำไม) พอมาถึงช่วงที่เลี้ยวโค้งหักศอก แสงไฟหน้ารถผมก็สาดไปตรงมุมโค้ง ทำให้หางตาผมเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง เป็นเงาดำ ๆ เหมือนคนยืน น่าจะผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ผมก็ชักจะกลัว ในใจผมนึกตลอดเลย

‘แม่งเอ้ยย! กูมาทำไมวะเนี่ย ทำไมกูต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้วะเนี่ย!!’

อยากจะร้องไห้แล้วตอนนั้น ผมมองโทรศัพท์ดูว่าอีกไกลไหมกว่าจะถึง ใช่ครับ…อีก 20 กว่ากิโล! ผมเริ่มใจเสียแล้ว ความรู้สึกผมเหมือนมีคนตามมาตลอด ผมพยายามหันไปมองกระจกหลายครั้งมากแต่ก็ไม่เห็นอะไรเลยเพราะมันมืดมาก

ขี่ไปได้อีกประมาณ 3-4 กิโล ผมเห็นเหมือนเป็นคนนั่งก้มหน้าอยู่ข้างทาง ผมตกใจจนรถเกือบล้ม มืดขนาดนี้ บนเขาแบบนี้จะมีใครมานั่ง ผมขี่ไปได้อีกซักพัก ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือ เหมือนคนวิ่งตัดหน้ารถ! ใช่ครับ คนเดิมคนเดียวกับตอนที่ผมเห็นตอนแรกเลย

ตอนนั้นยอมรับเลยครับผมกลัวสุดขีดจนน้ำตาไหล ได้แต่โทษตัวเองว่าทำไมทำแบบนี้! ทำไมไม่เชื่อพี่พนักงานเซเว่นที่เค้าเตือน

ผมทนขี่มาซักพักผมก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าดอยลาน ผมเห็นไม้กั้นทางเพื่อเก็บเงินนักท่องเที่ยว ตอนนั้นผมเริ่มใจชื้นขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดครับ เพราะมันไม่มีคนเลย ไม่มีแม้แต่แสงไฟ ตอนแรกผมคิดไว้ว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่ตรงหน่วยพิทักษ์ ผมจะขอเค้ากางเต็นท์นอนไปก่อนแล้วตอนเช้าผมจะขึ้นไปแม่กำปอง

ผมหันไปดูจีพีเอสในโทรศัพท์ ยังเหลืออีก 8-9 กิโล เอาวะ! ผ่านมาขนาดนี้แล้วอีกแค่นี้เอง มันพูดอะไรไม่ออกแล้ว

ผมเลยขี่ออกมาจากตรงนั้นได้ซักพัก แต่เหมือนจะเวรซ้ำกรรมกระทืบ! น้ำมันรถผมใกล้จะหมด ผมคิดในใจ ‘อะไรอีกวะเนี่ย!!’ ‘จะทำไงดีวะเนี่ย!!’

ตอนนั้นแทบบ้าเลยคิดอะไรไม่ออก คือถ้าจะจอดเติมน้ำมันก็ต้องยกของลงจากรถทั้งหมดเพื่อที่จะเปิดเบาะเติม แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าจอดจะมีใครตามมาไหม แล้วถ้ามีคนมาจี้มาปล้นจะทำยังไง กว่าจะเอาของลงกว่าจะมัดเชือกอีก แล้วมันมืดขนาดนี้ ไฟก็ไม่มีจะไปเห็นอะไร

ผมเลยตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน ลุยต่อ ถ้ามันจะถึงคราวของผมจริง ๆ ผมก็ทำใจยอมรับมัน! น้ำตาไหลไม่หยุด จนขี่มาได้ซักพัก มันเป็นเนินที่ชันมากแล้วเป็นโค้งแบบยูเทิร์น ใช่ครับ! รถผมขึ้นแทบจะไม่ไหว ผมเลยลงจากรถแล้วเข็น พร้อมกับบิดคันเร่งไปด้วย น้ำตาไหลไปเข็นรถไป มันหนักมาก ๆ เลยครับ

ผมเปิดกระจกหมวกกันน็อค แล้วตะโกนคำหยาบ

“ค…ย! แม่งเอ้ยยย ทำไมกูต้องเจออะไรแบบนี้วะ! กูมาเที่ยวมาพักผ่อนแท้ ๆ แต่ทำไมต้องเป็นแบบนี้!!”

แล้วผมก็ได้ยินเสียงเหมือนเสียงคนหัวเราะ ผมไม่ไหวแล้วเลยตะโกนด่าไป

“หัวเราะ ค…ยอะไร! ถ้าแน่จริงมึงมาช่วยกูดันรถเลยสิ!”

แล้วเหมือนคำขอผมจะเป็นจริง ผมได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งลงมาจากป่า ประมาณว่าเหมือนเสียงวิ่งเหยียบใบไม้น่ะครับ ผมตกใจกระโดดขึ้นมอไซค์แล้วบิด เชื่อไหมครับ เหมือนมีคนมาดันรถให้ผมจริง ๆ จากรถที่อืด ๆ มาทั้งทาง ความเร็วมันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 20 เป็น 30

ในช่วงนั้นมือผมสั่นไปหมด ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว ได้แต่คิดในใจ ‘ขอบคุณที่ช่วยดัน’ แต่อย่าพึ่งดีใจไปครับ ข้างหน้ามันเป็นทางลงแบบชันมาก ๆ มันเป็นเหวลึกก่อนถึงหมู่บ้าน ของที่ผมขนมามันมีน้ำหนักเยอะมากเกินบวกกับความเร็วรถที่ขึ้นมาจากเนิน เบรครถผมเอาไม่อยู่ครับ กลิ่นเหม็นไหม้จากจานเบรคลอยขึ้นมาเลย ผมกำจนแน่นทั้งเบรคหน้าเบรคหลังแต่มันไม่อยู่!

ในหัวผมตอนนี้หน้าพ่อหน้าแม่ผมลอยขึ้นมาเลย ใจผมรู้สึกผิดมาก ๆ เพราะผมแอบเค้ามา คนที่บ้านไม่มีใครรู้เลยซักคนว่าผมมาเชียงใหม่ ถ้าผมเป็นอะไรไปจะมีใครรู้ไหม ผมจะต้องมาจบชีวิตตัวเองที่นี่จริง ๆ เหรอ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผมด้วยเถิด

และแล้วก็เหมือนมีคนดึงรถผมให้ช้าลง ผมมองกระจก และสิ่งที่ผมเห็นข้างถนนคือ เป็นเงาของใครคนหนึ่ง แต่เห็นแค่แวบเดียวแล้วร่างนั้นก็หายไป พอขี่ต่อมาอีกไม่นานผมก็ถึงน้ำตกแม่กำปอง มันจะเป็นธารน้ำให้รถขี่ผ่าน ผมเหลือบไปเห็นคนสองคนยืนหันหลังให้ ตอนแรกก็อุ่นใจว่าเห็นชาวบ้านแล้ว แต่ร่างของสองคนนั้นอยู่ ๆ ก็หายไปต่อหน้าต่อตา ผมเลยรีบปิดรถตรงมาที่หมู่บ้านอย่างไว

ผมขี่ต่อมาจนถึงร้านค้าในแม่กำปอง ผมเลยถาม “ป้าครับ แถวนี้มีที่พักว่าง ๆ ไหมครับ คือผมจะไปกางเต้นท์แต่ผมกลัว” ป้าเค้าบอกว่า “ไปอีกหน่อยนึงลูก มันจะมีโฮมสเตย์อยู่ น่าจะว่างนะ”

ผมบอกขอบคุณแก นึกในใจ ‘เห้อออ รอดตายแล้ว!’ แต่ช่วงที่ผมกำลังเอาขาตั้งขึ้น ป้าเค้าถามว่า “หนุ่มมาคนเดียวเหรอลูก” ผมบอก “ใช่ครับป้า มาคนเดียวครับ ผมมาจากพิษณุโลก” และป้าเค้าก็บอกว่า

“อ๋อจ้ะ ๆ ตอนแรกป้าเห็นหนุ่ม ป้าเห็นว่ามีคนซ้อนมาด้วย”

ผมไม่พูดอะไรต่อ บอกขอบคุณป้าเค้าแล้วขี่ไปที่พักทันที!

error: Content is protected !!