อาจารย์ใหญ่ – เรื่องเล่าเขย่าขวัญ

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ย้อนกลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ‘คุณก้อน’ รับราชการอยู่ที่ปากคลองตลาด โดยช่วงนั้นคุณก้อนกำลังศึกษาธรรมะ ก็เลยคิดว่าอยากจะไปดูศพสักครั้ง เพื่อเป็นการเจริญกรรมฐาน

คุณก้อนได้ข้ามฝั่งไปที่โรงพยาบาลเก่าแก่แห่งหนึ่ง ตอนที่คุณก้อนกำลังเดินขึ้นตึก เขาได้กลิ่นฟอร์มาลีนลอยฟุ้งอยู่ทั่วบริเวณ คุณก้อนเดินเข้าไปในห้องอาจารย์ใหญ่ที่อยู่บริเวณชั้นสอง ในห้องจะมีตู้ใบใหญ่ๆ อยู่สามตู้ เป็นตู้กระจก ตั้งอยู่สองตู้ และนอนอีกหนึ่งตู้

โดยสองตู้ที่ตั้งอยู่จะเป็นร่างของอาจารย์ใหญ่ผู้หญิง ตู้หนึ่งร่างถูกลอกผิวหนังออกไปครึ่งซีกเพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อ ส่วนอีกตู้หนึ่งกล้ามเนื้อและผิวหนังถูกย่อยสลายเพื่อให้เห็นระบบประสาทของร่างกายทั้งหมด ถัดออกไปไม่ไกลนักจะเป็นตู้ใบที่ถูกวางนอนอยู่ ในนั้นบรรจุร่างอาจารย์ใหญ่ผู้หญิงเหมือนกัน ลักษณะแขนข้างขวาถูกตัดออกแล้ววางชิ้นส่วนแยกห่างออกจากร่าง

คุณก้อนยืนพิจารณาตู้ที่ลอกผิวหนังออกไปซีกหนึ่ง ยืนอยู่อย่างนั้นประมาณเกือบยี่สิบนาที จากนั้นก็ไปพิจารณาเด็กที่อยู่ในโหลดอง เสร็จแล้วก็เดินลงมาชั้นล่าง พอลงมาถึง ด้านซ้ายมือและขวามือจะเป็นทางเดินยาวๆ แต่เวลานั้นคุณก้อนกลับไม่เห็นใครเลย มีแค่คุณก้อนคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงทางเดินนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นโรงพยาบาลใหญ่ แต่บรรยากาศโดยรอบในเวลานั้นกลับดูวังเวงชอบกล อีกทั้งยังมีความรู้สึกอึดอัดและหดหู่ใจแปลกๆ

ทางเดินด้านซ้ายมือจะมีเตียงนอนตั้งอยู่ชิดติดกำแพง บนเตียงนั้นเหมือนมีอะไรสักอย่างอยู่แต่ถูกคลุมด้วยผ้าห่มจนมิด ด้วยความอยากรู้คุณก้อนยืนคิดอยู่ว่าจะลองไปเปิดผ้าห่มดูดีไหม แต่สุดท้ายก็ไม่กล้า และคิดว่ากลับบ้านดีกว่า

คืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนวันศุกร์ คุณก้อนมีธุระต้องเดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง วัดนี้จะอยู่บนภูเขา พอไปถึงที่วัด คุณก้อนก็นอนหลับพักผ่อน และได้ฝันว่ามีผู้หญิงมาเรียก คุณก้อนจึงเดินเข้าไปหาและเดินตามผู้หญิงคนนั้นไป แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมาก็คือ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีมือ เหมือนข้อมือทั้งสองข้างของเธอนั้นถูกฟันจนขาดสะบั้น!

จนคุณก้อนมาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงระฆังเช้าของวัด เช้าวันนั้นคุณก้อนก็เล่าความฝันให้หลวงพ่อฟัง ท่านฟังแล้วก็นิ่งเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ให้หมั่นภาวนานะโยมก้อน” เมื่อคุณก้อนได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดี

จนถึงวันอาทิตย์ คุณก้อนก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณก้อนทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ช่วงพักเที่ยงหลังจากทานข้าวเสร็จ เขาก็คิดว่าจะงีบหลับสักแป๊บ ระหว่างที่กำลังนอนอยู่ คุณก้อนรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น อากาศรอบตัวเย็นลง ได้ยินเสียงลมพัดอื้ออึง ขยับตัวไม่ได้ และเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันเบาๆ แต่จับใจความไม่ได้เพราะเสียงลมพัดอยู่ในหูแรงมาก

คุณก้อนรู้สึกกลัวขึ้นมา ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ จนสักพักเขาก็จับใจความเสียงที่กำลังคุยกันอยู่นั้นได้ว่า

‘มันกำลังดวงตก เอามันไปเลย!!’

คุณก้อนขนลุกวาบไปทั้งตัว อยากจะวิ่งหนีแต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้ ตาก็มองไม่เห็น รับรู้ได้แค่เสียง มีความรู้สึกเหมือนใจจะขาดให้ได้ คุณก้อนจึงคิดถึงคำพูดของหลวงพ่อว่า ‘ให้ภาวนา’ เขาจึงพยายามตั้งสติ ผ่อนลมหายใจ แล้วภาวนา

สักพักเหมือนมีอะไรบางอย่างมากลิ้งอยู่กลางกระหม่อม และมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอุ่นๆ แผ่ซ่านลงมาจากกระหม่อมไปจนทั่วร่างกาย แล้วเสียงทุกอย่างก็สงบลง จนเขาหลุดจากภวังค์ เริ่มได้สติและขยับตัวได้อีกครั้ง

คุณก้อนจึงเดินทางกลับไปหาหลวงพ่ออีกครั้ง แล้วเล่าเหตุการณ์ที่พบเจอมาให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า “สติและการเจริญภาวนาจะพาตนให้รอดพ้นจากภยันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็น” และหลังจากนั้นมา คุณก้อนก็ไม่กล้ากลับไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้นอีกเลย

ต่อมาในภายหลัง คุณก้อนได้มีโอกาสฟังเทปการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดํา ท่านพูดถึงการวิปัสสนากรรมฐาน เวลาเดินธุดงค์ตามป่าไปเจอศพ วิธีการพิจารณาควรทำอย่างไร จึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นไม่ถูกต้อง

ท่านบอกว่าเวลาไปเจอศพ อย่ายืนค้ำหัวหรือยืนต่อหน้าศพตรงๆ ให้ยืนเยื้องๆ ไปทางซ้ายหรือขวา และให้ยืนเหนือลม เพราะถ้าเราได้กลิ่นของศพ จะทำให้เรารู้สึกผะอืดผะอม และอยากอาเจียน การแสดงอาการเหล่านี้ต่อหน้าศพถือเป็นการไม่ให้เกียรติคนตาย

อีกทั้งการที่เราไปยืนตรงๆ ต่อหน้าศพ มันจะไปขวางทางของพวกอสูรกายหรือพวกเปรตที่จะเข้ามากินน้ำเลือดน้ำหนองของศพ หากผู้นั้นกำลังดวงตกจะพาลให้ถูกสิ่งอัปมงคลกระทำเอาง่ายๆ

หลังจากนั้นไม่นาน คุณก้อนก็ได้เดินทางกลับไปวัดที่ระยองอีก เขาได้เล่าเรื่องที่พบเจอมาให้หลวงพี่รูปหนึ่งฟัง พอหลวงพี่ได้ฟังก็อยากจะไปดูร่างอาจารย์ใหญ่ที่โรงพยาบาลแห่งนั้น คุณก้อนก็เลยจำใจต้องพาไป ทั้งๆ ที่ไม่อยากกลับเข้าไปที่นั่นอีก นอกจากจะพาหลวงพี่ไปแล้ว ก็มีน้องของคุณก้อนกับพระลูกวัดตามไปด้วยอีกหนึ่งรูป รวมเป็นสี่คน

พอไปถึงที่โรงพยาบาล ก็เหมือนเดิม กลิ่นฟอร์มาลีนลอยฟุ้งอยู่ทั่วบริเวณ คุณก้อนก็ได้พาทั้งหมดขึ้นไปดูร่างของอาจารย์ใหญ่

เวลาผ่านไปสักพักทั้งหมดก็พากันลงมาข้างล่าง คุณก้อนถามน้องว่าได้กลิ่นฟอร์มาลีนไหม น้องก็ตอบว่าได้กลิ่นแรงมาก ฉุนจนแสบจมูก จากนั้นคุณก้อนก็ถามหลวงพี่ แต่แปลกตรงที่หลวงพี่ทั้งสองรูปบอกว่าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย คุณก้อนเลยคิดว่า นี่คงเป็นการแสดงความให้เกียรติพระภิกษุสงฆ์ของเหล่าอาจารย์ใหญ่ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

error: Content is protected !!